สัญญาณไฟแดงสำหรับการแจกเงินดิจิทัล

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
สัญญาณไฟแดงสำหรับการแจกเงินดิจิทัล
ปกติมักจะเขียนแต่เรื่องต่างประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และการสงคราม
แต่วันนี้มันอดทนไม่ไหวจริงๆ ต่อการดื้อตาใสของนายกรัฐมนตรีที่จะแจกเงินดิจิทัลให้คนไทยทุกคน ตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป คิดเป็นเงิน 560,000 ล้านบาท
แม้ว่าจะถูกหลายฝ่ายตั้งคำถาม หรือเชื่อมโยงกับความฉ้อฉลต่างๆที่อาจเรียกได้ว่า “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ด้านนักวิชาการก็มีแต่เสียงคัดค้าน ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่เห็นด้วย และชี้ว่าในภาวะอย่างนี้ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องไปกระตุ้นเศรษฐกิจ อันจะเป็นความเสี่ยงในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น
ทว่ารัฐบาลก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาจะลุยไปข้างหน้าอย่างเดียว ทำอย่างกับว่ามันเป็นเงินแค่บาทสองบาท และพยายามแถไปเรื่อยว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นหนี้

จึงขอเริ่มประเด็นตรงนี้เลยว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน หรือให้ใครออก TOKEN แจกไปก่อน โดยรัฐบาลต้องค้ำประกัน สุดท้ายเมื่อเงินมันหมุนกลับมาที่ผู้ออก TOKEN รัฐบาลก็ต้องจ่ายเงินให้อยู่ดี ไม่มีใครทำให้ฟรี แถมต้องจ่ายดอกเบี้ยหรือค่าบริหารจัดการให้อีกต่างหาก อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นหนี้แล้วจะเรียกอะไร
แต่หนี้ของรัฐบาลมันคือหนี้ของประชาชนที่ต้องแบกภาระ หรือที่เรียกว่าหนี้สาธารณะ มันก็คือแอกที่แบกไว้ เมื่อมีรายได้ก็ต้องใช้คืน ถ้าไม่มีก็จ่ายดอกเบี้ยไป โดยหักเอาจากงบประมาณรายปี ทำให้งบประมาณที่ควรจะใช้จ่ายไปทำนุบำรุงภาคส่วนอื่นๆ รวมทั้งการลงทุนด้านสาธารณูปโภคที่ยังขาดแคลนอยู่ของประเทศ ต้องลดทอนไป
สรุปคือเป็นหนี้นะครับ อย่าแถไปอย่างอื่น ส่วนที่คาดว่าการใช้จ่าย แจกเงินให้ประชาชนนี้จะนำไปสู่การบริโภค คือ ใช้ซื้อหาสินค้ามากินมาใช้ หรือแม้แต่ลงทุนเล็กๆน้อยๆ อันนี้ตามทฤษฎีมีฐานรองรับ โดยคาดว่ามันจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตามตัวทวีคูณ (MULTIPLIER)ในอีกด้านก็จะไปกระตุ้นการลงทุนผลิตสินค้าโดยมีตัวเร่ง (ACCELERATOR) คือจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า (ทั้ง 2 กรณีเพิ่มเท่าไรยังไม่รู้)
จากกรณีที่คาดหวังตามทฤษฎีของสำนักเคนส์ รัฐบาลก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีได้มากขึ้น มากน้อยขึ้นอยู่กับกลไกการเก็บภาษีของรัฐ
ทว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวทางนี้ ตามประวัติศาสตร์ต่อเนื่อง มันทำให้รัฐบาลติดกับดักต้องกระตุ้นไปเรื่อยๆ และพอกพูนหนี้ไปเรื่อยๆดูได้จากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น สุดท้ายจะเป็นอย่างอาเจนตินา หรือเวเนซูเอลล่าแต่รัฐบาลใช้จ่ายตามโครงการรัฐบาลไม่ได้แจกเงิน
แนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจคล้ายกันนี้ก็มีของสำนักคิดชิคาโก ที่คนละแนวกับสำนักเคนส์ โดยปรมาจารย์มิลตัน ฟรีดแมน รางวัลโนเบล ผู้วายชนม์ไปแล้ว เคยเสนอการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยแนวคิดเฮลิคอปเตอร์มันนี่ นั่นคือเอาธนบัตรใส่เฮลิคอปเตอร์ไปโปรยแจกประชาชน เมื่อประชาชนได้เงินก็จะนำไปจับจ่ายใช้สอย ไม่ได้เก็บออมเพราะถือเป็นโชคลาภ การใช้จ่ายอันนี้ก็จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ฟรีดแมนให้ทำเพียงครั้งเดียวไม่ใช่ต่อเนื่องและแนวคิดนี้ยังไม่เคยถูกใช้ในทางปฏิบัติ

ประเด็นที่กำลังหลงกันอยู่ก็คือสภาพเศรษฐกิจของไทยมิได้อยู่ในสภาพเศรษฐกิจตกต่ำจนต้องกระตุ้น หากแต่เป็นการชะลอตัวตามกระแสเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อเริ่มก่อตัวขึ้น จากการเพิ่มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการเกิดปัญหา SUPPLY CHAIN DISRUPTION จากโควิด จากสงครามการค้า จีน-สหรัฐฯ การแซงก์ชั่นรัสเซียของตะวันตก ทำให้เกิดการติดขัดด้าน SUPPLY คือด้านการผลิตการค้าการส่งออก
จะเห็นได้ชัดเจนว่าขณะนี้ระดับราคาอาหารเริ่มเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันมีราคาแตะ 100 ดอลลาร์/บาเรล และดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก
ที่ชัดเจนคือค่าเงินบาทเริ่มอ่อนตัวอย่างมากแตะ 37บาท/ดอลลาร์ เพราะเงินสำรองและกระแสเงินในประเทศเริ่มไหลออก ด้วยอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ อย่างต่ำ 5.25 -5.75 แล้ว ขณะที่ประเทศไทยธนาคารชาติเพิ่งประกาศเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 2.75% ก็ยังต่ำกว่าสหรัฐฯอยู่มาก นักลงทุนในตลาดเงินจึงโยกย้ายเงินไปลงทุนที่อื่นที่ให้ค่าตอบแทนมากกว่า
มันจึงเป็นสัญญาณว่า กนง.ไทยคงต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกเพื่อป้องกันเงินไหลออก แต่การไปขึ้นดอกเบี้ยมันก็คือการเพิ่มต้นทุนการลงทุน
และจะมีผลในสองทาง คือ หนึ่งชะลอการลงทุน และสองไปเพิ่มต้นทุน ทำให้ต้องปรับราคาสินค้าขึ้น ซึ่งเท่ากับไปสนับสนุนภาวะเงินเฟ้อ
ยิ่งรัฐบาลไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการกระตุ้นทางดีมานด์ คือความต้องการซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น ในขณะที่ด้านซัพพลาย คือการผลิตสินค้ามีปัญหาทั้งการส่งมอบชิ้นส่วน ทั้งต้นทุนจริงเพิ่มเช่นจากค่าพลังงาน ทำให้ดันระดับราคาสินค้าให้เพิ่มสูงขึ้นดังปรากฏแล้ว

ประเทศไทยก็จะมีภาวะความเสี่ยงกับการเกิดเงินเฟ้อมากขึ้นไปอีก ถ้าเศรษฐกิจของโลกยังไม่ฟื้นตัว ก็ยากที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้โดยลำพัง ที่เป็นอยู่เราโต 2-3% ก็ถือว่าดีแล้ว
อนึ่งการไปกระตุ้นการบริโภคด้วยการแจกเงินก็ไม่ได้มีหลักประกันว่าผู้บริโภคจะซื้อแต่สินค้าไทย 100% เพราะสินค้าไทยมีส่วนประกอบการนำเข้าอยู่หลายส่วน การซื้อสินค้าต่างประเทศก็จะทำให้ดุลการค้าเรายิ่งขาดดุล เพราะขณะนี้การส่งออกเราถดถอยมาอย่างต่อเนื่องย่างเข้า 10 เดือนแล้ว
ดุลการค้าขาดุล ธนาคารชาติอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชดเชยการไหลออกของเงินก็ได้ นั่นก็เท่ากับไปกดดันเงินเฟ้อมากขึ้นทางด้านต้นทุนแต่การลงทุนก็จะลดลง มีปัญหาต่อการจ้างงาน
แม้ว่าจะไม่มีความหวังเลยว่ารัฐบาลจะยอมถอยเรื่องการแจกเงินดิจิทัล แต่อยากให้เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่าได้มีผู้คนมากมาย โดยเฉพาะนักวิชาการทั้งหลาย คัดค้านแล้ว หากเกิดปัญหาวิกฤติ เศรษฐกิจชาติก็จะชี้ได้ถูกตัว หรือจะบันทึกเอาไว้บนหนังวรนุชก็ได้
หากต้องการจะใช้เงิน 560,000 ล้านบาท ด้วยการเป็นหนี้เอาไปลงทุนในโครงการ ต่อท่อน้ำมันและโรงกลั่นLAND BRIDGE กับซาอุดีอารเบียจะดีไหม
หรือจะเอาไปลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำมันกับกัมพูชาในพื้นที่เขตทับซ้อนก็ดูจะเข้าท่า
อีกโครงการที่น่าสนใจ ให้รัฐบาลลงทุนก็คือ โครงการความมั่นคงทางอาหาร (FOOD SECURITY) ที่ประเทศไทยมีจุดแข็งก็คือ เป็นประเทศหนึ่งที่ผลิตอาหารเกินการบริโภค
แต่การจะสร้างความมั่นคงทางอาหารนี่ต้องทำทั้งระบบนั่นคือ ตั้งแต่ต้นน้ำ คือการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และปลอดสารพิษ เช่น อาหารออแกนิค การดูแลดินฟื้นฟูดิน การจัดระบบน้ำในบางพื้นที่ต้องใช้ระบบส่งน้ำทางท่อเพื่อป้องกันการระเหย จากนั้นก็การแปรรูปในลักษณะเกษตรอุตสาหกรรม และการเก็บรักษา ตบท้ายด้วยระบบตลาด ที่จะกระจายผลประโยชน์ให้ทั่วถึง เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
เรื่องอย่างนี้คนไทยเก่ง แต่ระบบมันห่วย ชาวไร่ชาวนาถึงได้ย่ำแย่จนทุกวันนี้ จนต้องมาพักหนี้อะไรกันอยู่ แต่แค่พักหนี้ๆไม่ได้หายไปมันก็ยังอยู่ที่นั่น เกษตรกรก็ยังจนเหมือนเดิม
โครงการความมั่นคงทางอาหารนี้เหมาะกับสถานการณ์โลกอย่างยิ่ง เพราะโอกาสเกิดสงครามมีสูง ถ้าเรามั่นคงทางอาหาร ประชาชนก็จะเดือดร้อนน้อยมากในภาวะสงคราม
แต่ถ้ามาก่อหนี้ก้อนโตอย่างนี้เกิดสงครามขึ้น เราจะเอาอะไรกิน เงินดิจิทัลมันกินไม่ได้นะครับ
ส่วนการควบคุมให้เงินใช้จ่ายอยู่ในชนบทด้วยระบบ BLOCK CHAIN นั้น สุดท้ายมันก็ไหลขึ้นมาสู่ยอดตามระบบอยู่ดี นอกจากนี้การสร้าง PLATFORM BLOCK CHAIN ขนาดใหญ่คนกว่า 50 ล้านนี่ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะล่มสูง ค่าจ้างทำก็แพง ไม่เห็นต้องมาลับๆล่อกันเลย
ประการสุดท้ายพระคุณท่านเข้าใจชีวิตชาวบ้านไหมว่าเมื่อเขาได้เงินดิจิทัลมาซื้อสินค้า เขาก็เอาเงินจริงไปซื้อหวย กินเหล้ายา เคล้าอบายมุขแบบบ้านๆแล้วรายได้ที่คาดมันจะวนได้กี่รอบครับนาย







