รุกคืบขั้นแตกหัก-ล้มกษัตริย์

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
รุกคืบขั้นแตกหัก-ล้มกษัตริย์
กระแสการเมืองเที่ยวนี้มาแรง ถึงขั้นรุกฆาตหมายโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ ซึ่งปวงชนชาวไทยให้ความเคารพและนับถือสูงสุด ในฐานะสมมติเทพเจ้ามาเนิ่นนานต่อเนื่อง นับย้อนหลังกลับไป จะปรากฏหลักฐานชัดเจน ก็ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง คือราว ๖๗๐ ปีที่แล้วเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ก็ว่าได้
ความพยายามโค่นล้มสถาบัน เริ่มปรากฏร่องรอยเห็น ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ยังดำรงอยู่ โดยมีนโยบายข้อหนึ่ง เน้นในเรื่องการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ต่อเนื่องเหนียวแน่นกับสถาบันกษัตริย์
สำหรับผมแล้ว สถาบันกษัตริย์คือ”หลักชัยแห่งสามัคคีในชาติ”
หากไม่มีกษัตริย์เมื่อไร เมื่อนั้นชาติจะสุ่มเสี่ยงต่อความแตกแยกและร้าวฉาน เพราะไร้แก่นยึด ยากจะดำรงเอาไว้ซึ่งสามัคคีธรรม เพราะไม่มี”ศูนย์รวมขวัญกำลังใจ” ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
จะไม่มีใครให้ต้องยำเกรง อีกต่อไป
ดังนั้น จึงต้องมีสถาบันกษัติร์ย์เอาไว้ เพื่อความอยู่รอดของชาติ
แต่กษัตริย์เอง ก็พึงต้องดำรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมด้วย เพื่อให้สมควรพอดีกับที่ทวยราษฎร์จงรักภักดีอย่างถวายชีวิต
อันนี้ คือหลักการสำคัญยิ่งยวดแห่งชาติ สังคมไทยโดยรวมจึงจะธำรงอยู่ได้อย่างยืนนาน
มาพิจารณากันว่าสังคมไทยตอนนี้เป็นอย่างไร
คนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่ง(ซึ่งไม่ตระหนักหรือซาบซึ้งถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ เพราะไม่ใส่ใจศึกษา ในแง่การสร้างชาติ รักษาชาติและปกป้องชาติ) แสดงตัวว่าไม่ต้องการสถาบันกษัตริย์เพราะไม่เห็นความจำเป็น
แม้จะยืนกรานเป็นการ”แก้ขวย”ว่า”ไม่ต้องการจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์”แต่ใครเล่า(แม้แต่ผม)จะเชื่อถือคนกลุ่มนี้
เพราะได้แสดงเจตนา”ลิดรอน”พระราชอำนาจในด้านต่างๆ และให้เลิกเชิดชูสถาบัน ดังต่อไปนี้
๑.ยกเลิกมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญ ที่ว่าผู้ใดจะกล่าวฟ้องร้องกษัตริย์มิได้ และเพิ่มบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถพิจารณาความผิดของกษัตริย์ได้ เช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร
๒. ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ รวมถึงเปิดให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ได้ และนิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ทุกคน
๓. ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ.๒๕๖๑ และให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่เป็นของส่วนตัวของกษัตริย์อย่างชัดเจน
๔. ปรับลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้กับสถาบันกษัตริย์ ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
๕. ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์ หน่วยงานที่มีหน้าที่ชัดเจน เช่น หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ให้ย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่น และหน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็น เช่น คณะองคมนตรีนั้น ให้ยกเลิกเสีย
๖. ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลทั้งหมด เพื่อกำกับให้การเงินของสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้การตรวจสอบทั้งหมด
๗. ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ
๘. ยกเลิกการประชาสัมพันธ์และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงามทั้งหมด
๙. สืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหารเข่นฆ่าราษฎรที่วิพากษ์วิจารณ์หรือมีความข้องเกี่ยวใด ๆ กับสถาบันกษัตริย์
๑๐. ห้ามมิให้ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารครั้งใด
ข้อความจากข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๐ นำมาจากหนังสือพิมพ์”ไทยโพสต์”ฉบับวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๓ เป็นข้อเขียนของนาย”พริษฐ์ ชีวารักษ์” หรือ “เพนกวิน” นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำเยาวชนปลดแอกและแนวร่วมอดีตพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความนี้ผ่านเฟซบุ๊ก “เพนกวิน – พริษฐ์ ชีวารักษ์”ซึ่งสะท้อนเจตนาและโยงใยสัมพันธ์ของคนกลุ่มนี้(เยาวชนปลดแอก) ให้เห็นว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับใคร(ที่อยู่เบื้องหลัง)บ้าง
ความจริงความคิดที่จะให้กษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายนั้น มีมาแต่ปี ๒๔๒๘ แล้ว โดย”กลุ่มก้าวหน้า”ประกอบไปด้วย”เจ้านายกลุ่มหนึ่ง”เสนอต่อรัชกาลที่ ๕ ให้จำกัดพระราชอำนาจ โดยให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างที่เรียกว่า Constitutional monarchy ซึ่งรัชกาลที่ ๕ ทรงตอบว่าเห็นด้วย แต่คงยังทำไม่ได้ เนื่องจากคนไทยยังไม่พร้อม ทั้งยังทรงให้ความหวังโดยทรงประกาศต่อพระบรมวงศานุวงศ์และผู้เข้าเฝ้าฯว่า “เราจะให้ลูกวชิราวุธ(รัชกาลที่ ๖)ให้รัฐธรรมนูญกับคนไทย”
หลังรัชกาลที่ ๖ ขึ้นครองราชย์ได้ปีหนึ่ง(พ.ศ.๒๔๕๔)กลุ่ม”ทหารหนุ่ม”ส่วนใหญ่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกคบคิดกันจะลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ ๖ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ แต่ความแตกเสียก่อนถูกจับ จนในที่สุดพระราชทานอภัยโทษให้ทุกคนพ้นมลทิน (เก็บความจากคอลัมน์”ตะเกียงเจ้าพายุ”ในหนังสือพิมพ์”สยามรัฐ”(๖ พค.๒๕๖๒)เขียนโดย”ทวี สุรฤทธิกุล”)
เมื่อมาถึงปัจจุบัน ณ เวลานี้ ผมจึงขอเสนอทางออกปัญหาการเร่งรัด อยากได้ประชาธิปไตยเต็มใบในทันที โดยไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็น”ก้างขวางคอ”นักนิยม”ระบอบสาธารณรัฐ”เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดระหว่างคนไทยด้วยกัน ด้วยการเปิดให้มีการลงประชามติ(Referendum)กันดีไหมว่า “เมืองไทยสมควรจะมีสถาบันกษัตริย์ต่อไปหรือไม่” ซึ่งจะเป็นการชี้ขาดอย่างชัดเจนและเป็นธรรมอย่างยิ่งต่อทุกๆ ฝ่าย
ผลประชามติ ออกมาอย่างไร ก็ให้เป็นไปอย่างนั้น
การเรียกร้องที่น่ารำคาญ จะได้ยุติลงเสียที
ผมว่าอย่างไรเสีย เสียงของคนไทยส่วนใหญ่ ก็ยังไม่ต้องการเป็น”สาธารณรัฐ”หรอกครับ
แถมเป็นเสียงส่วนใหญ่ อย่างถล่มทลายเสียด้วย
กล้ากันไหมล่ะ ?







