INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

รุกคืบขั้นแตกหัก-ล้มกษัตริย์       

31671653 2193970373961448 4176802171477557248 n

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

รุกคืบขั้นแตกหัก-ล้มกษัตริย์  

กระแสการเมืองเที่ยวนี้มาแรง ถึงขั้นรุกฆาตหมายโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ ซึ่งปวงชนชาวไทยให้ความเคารพและนับถือสูงสุด ในฐานะสมมติเทพเจ้ามาเนิ่นนานต่อเนื่อง นับย้อนหลังกลับไป จะปรากฏหลักฐานชัดเจน ก็ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง คือราว ๖๗๐ ปีที่แล้วเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ก็ว่าได้

ความพยายามโค่นล้มสถาบัน เริ่มปรากฏร่องรอยเห็น ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ยังดำรงอยู่ โดยมีนโยบายข้อหนึ่ง เน้นในเรื่องการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ต่อเนื่องเหนียวแน่นกับสถาบันกษัตริย์

สำหรับผมแล้ว สถาบันกษัตริย์คือ”หลักชัยแห่งสามัคคีในชาติ”

หากไม่มีกษัตริย์เมื่อไร เมื่อนั้นชาติจะสุ่มเสี่ยงต่อความแตกแยกและร้าวฉาน เพราะไร้แก่นยึด ยากจะดำรงเอาไว้ซึ่งสามัคคีธรรม เพราะไม่มี”ศูนย์รวมขวัญกำลังใจ” ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

จะไม่มีใครให้ต้องยำเกรง อีกต่อไป

ดังนั้น จึงต้องมีสถาบันกษัติร์ย์เอาไว้ เพื่อความอยู่รอดของชาติ

แต่กษัตริย์เอง ก็พึงต้องดำรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมด้วย เพื่อให้สมควรพอดีกับที่ทวยราษฎร์จงรักภักดีอย่างถวายชีวิต

อันนี้ คือหลักการสำคัญยิ่งยวดแห่งชาติ  สังคมไทยโดยรวมจึงจะธำรงอยู่ได้อย่างยืนนาน

มาพิจารณากันว่าสังคมไทยตอนนี้เป็นอย่างไร

คนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่ง(ซึ่งไม่ตระหนักหรือซาบซึ้งถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ เพราะไม่ใส่ใจศึกษา ในแง่การสร้างชาติ รักษาชาติและปกป้องชาติ) แสดงตัวว่าไม่ต้องการสถาบันกษัตริย์เพราะไม่เห็นความจำเป็น

แม้จะยืนกรานเป็นการ”แก้ขวย”ว่า”ไม่ต้องการจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์”แต่ใครเล่า(แม้แต่ผม)จะเชื่อถือคนกลุ่มนี้

เพราะได้แสดงเจตนา”ลิดรอน”พระราชอำนาจในด้านต่างๆ และให้เลิกเชิดชูสถาบัน ดังต่อไปนี้

๑.ยกเลิกมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญ ที่ว่าผู้ใดจะกล่าวฟ้องร้องกษัตริย์มิได้ และเพิ่มบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถพิจารณาความผิดของกษัตริย์ได้ เช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร

๒. ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ รวมถึงเปิดให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ได้ และนิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ทุกคน

๓. ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ.๒๕๖๑ และให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่เป็นของส่วนตัวของกษัตริย์อย่างชัดเจน

๔. ปรับลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้กับสถาบันกษัตริย์ ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

๕. ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์ หน่วยงานที่มีหน้าที่ชัดเจน เช่น หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ให้ย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่น และหน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็น เช่น คณะองคมนตรีนั้น ให้ยกเลิกเสีย

๖. ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลทั้งหมด เพื่อกำกับให้การเงินของสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้การตรวจสอบทั้งหมด

๗. ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ

๘. ยกเลิกการประชาสัมพันธ์และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงามทั้งหมด

๙. สืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหารเข่นฆ่าราษฎรที่วิพากษ์วิจารณ์หรือมีความข้องเกี่ยวใด ๆ กับสถาบันกษัตริย์

๑๐. ห้ามมิให้ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารครั้งใด

ข้อความจากข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๐ นำมาจากหนังสือพิมพ์”ไทยโพสต์”ฉบับวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๓ เป็นข้อเขียนของนาย”พริษฐ์ ชีวารักษ์” หรือ “เพนกวิน” นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำเยาวชนปลดแอกและแนวร่วมอดีตพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความนี้ผ่านเฟซบุ๊ก “เพนกวิน – พริษฐ์ ชีวารักษ์”ซึ่งสะท้อนเจตนาและโยงใยสัมพันธ์ของคนกลุ่มนี้(เยาวชนปลดแอก) ให้เห็นว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับใคร(ที่อยู่เบื้องหลัง)บ้าง

ความจริงความคิดที่จะให้กษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายนั้น มีมาแต่ปี ๒๔๒๘ แล้ว โดย”กลุ่มก้าวหน้า”ประกอบไปด้วย”เจ้านายกลุ่มหนึ่ง”เสนอต่อรัชกาลที่ ๕ ให้จำกัดพระราชอำนาจ โดยให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างที่เรียกว่า Constitutional monarchy ซึ่งรัชกาลที่ ๕ ทรงตอบว่าเห็นด้วย แต่คงยังทำไม่ได้ เนื่องจากคนไทยยังไม่พร้อม ทั้งยังทรงให้ความหวังโดยทรงประกาศต่อพระบรมวงศานุวงศ์และผู้เข้าเฝ้าฯว่า “เราจะให้ลูกวชิราวุธ(รัชกาลที่ ๖)ให้รัฐธรรมนูญกับคนไทย”

หลังรัชกาลที่ ๖ ขึ้นครองราชย์ได้ปีหนึ่ง(พ.ศ.๒๔๕๔)กลุ่ม”ทหารหนุ่ม”ส่วนใหญ่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกคบคิดกันจะลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ ๖ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ แต่ความแตกเสียก่อนถูกจับ จนในที่สุดพระราชทานอภัยโทษให้ทุกคนพ้นมลทิน (เก็บความจากคอลัมน์”ตะเกียงเจ้าพายุ”ในหนังสือพิมพ์”สยามรัฐ”(๖ พค.๒๕๖๒)เขียนโดย”ทวี สุรฤทธิกุล”)

เมื่อมาถึงปัจจุบัน ณ เวลานี้ ผมจึงขอเสนอทางออกปัญหาการเร่งรัด อยากได้ประชาธิปไตยเต็มใบในทันที โดยไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็น”ก้างขวางคอ”นักนิยม”ระบอบสาธารณรัฐ”เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดระหว่างคนไทยด้วยกัน ด้วยการเปิดให้มีการลงประชามติ(Referendum)กันดีไหมว่า “เมืองไทยสมควรจะมีสถาบันกษัตริย์ต่อไปหรือไม่”  ซึ่งจะเป็นการชี้ขาดอย่างชัดเจนและเป็นธรรมอย่างยิ่งต่อทุกๆ ฝ่าย

ผลประชามติ ออกมาอย่างไร ก็ให้เป็นไปอย่างนั้น

การเรียกร้องที่น่ารำคาญ จะได้ยุติลงเสียที

ผมว่าอย่างไรเสีย เสียงของคนไทยส่วนใหญ่ ก็ยังไม่ต้องการเป็น”สาธารณรัฐ”หรอกครับ

แถมเป็นเสียงส่วนใหญ่ อย่างถล่มทลายเสียด้วย

กล้ากันไหมล่ะ ?

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *