INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

โควิด-19 โอกาสทองของทรัมป์

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

โควิด-19 โอกาสทองของทรัมป์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนได้ตั้งหัวข้อบทความเชิงกระทู้ว่า “ศัตรูของสหรัฐฯ คือ…” และได้มีผู้อ่านหลายท่านให้ความเห็นมาว่าศัตรูของเมกา คือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งถ้ามองสถานการณ์เฉพาะหน้า ก็คงจะเป็นจริงตามนั้น แต่ศัตรูของมะกันส่วนใหญ่กลับกลายเป็นมหามิตรของทรัมป์ เพราะท่านประธานาธิบดีได้ใช้จังหวะนี้ ที่ประชาชนกำลังแตกตื่นเพราะเชื้อโควิด มันแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็วจนยอดผู้ป่วยในสหรัฐฯเกินหน้าจีนไปแล้ว โดยเฉพาะในรัฐนิวยอร์ก และมหานครนิวยอร์กที่มีอัตราผู้ป่วยจนเกินกำลังที่โรงพยาบาลจะรับไหว

ทรัมป์เองก็เริ่มวิตกจริตถึงขนาดจะสั่งปิดรัฐนิวยอร์ก และรัฐใกล้เคียงอย่างนิวเจอร์ซี แต่ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก นายแอนดรูว์ คัวโม  ออกมาประกาศว่า ถ้าปิดรัฐนิวยอร์กก็เท่ากับว่ารัฐบาลกลางประกาศสงครามกับรัฐที่ถูกสั่งปิด ทรัมป์ก็เลยยอมถอย

อนึ่งรัฐนิวยอร์กมีประชากรเป็นอันดับ 3 ของประเทศรองจากรัฐแคลิฟอเนียร์และรัฐเท็กซัส แต่มหานครนิวยอร์กเป็นศูนย์กลางของตลาดทุน และตลาดหุ้นของประเทศ การสั่งปิดก็จะมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อตลาดทุน และตลาดหุ้นของสหรัฐฯทีเดียว

            ผู้เขียนเชื่อว่าทรัมป์ไม่โง่พอที่จะสั่งปิดรัฐนิวยอร์ก แต่ต้องการเขย่าตลาดหุ้นเพื่อผลประโยชน์บางอย่างของตนและพรรคพวก

ที่มันมีเงื่อนงำและเป็นโอกาสทองของทรัมป์ก็คือ ประธานาธิบดีได้เสนองบเพื่อแก้ปัญหาโควิด ซึ่งมากเป็นประวัติการณ์ คือ 2 ล้านๆ ดอลลาร์สหรัฐฯ และรัฐสภาได้มีมติให้ผ่านแล้วด้วยคะแนนท่วมท้น อาจจะเป็นเพราะว่าตกใจกลัวสถานการณ์ หรือกลัวจะเสียคะแนนเสียงหากยับยั้งไม่เป็นที่แน่ชัด จึงโหวดให้ผ่านเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

งบประมาณนี้ได้ผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภามาแล้ว และสภาผู้แทนได้มีมติให้ผ่าน ซึ่งทรัมป์ก็รีบลงนามโดยเร็วหลังจากนั้น

ทั้งนี้ ส.ส.จากรีพับลิกัน นายโธมัส แมสซี จากเคนตักกี้ พยายามจะเสนอให้มีการโหวดโดยการขานชื่อรายบุคคล เพื่อบีบให้ทุกคนแสดงตัว และมาเต็มสภา ซึ่งเขาเชื่อว่าสมาชิกเดโมแครต คงไม่กล้าค้าน แต่มตินี้ตกไป อย่างไรก็ตามสมาชิกทุกคนก็ต้องเดินทางกลับวอชิงตัน ดีซีเพื่อมาลงมติอยู่ดี

เหตุที่ไม่มีใครกล้าค้านงบประมาณนี้ เพราะเป้าหมายของงบประมาณที่เขียนไว้สวยหรู คือ การอัดฉีดเงินเพื่อช่วยผู้ใช้แรงงานชาวอเมริกัน ช่วยธุรกิจขนาดเล็ก และอุตสาหกรรมเพื่อต่อสู้กับการตกต่ำทางเศรษฐกิจจากโควิด

แนวทางการใช้จ่ายงบ 2 ล้านๆดอลลาร์นี้ หลักๆก็คือการส่งเช็คจ่ายเงินไปให้บุคคลหรือครอบครัวที่เดือดร้อนโดยตรง การเพิ่มเงินช่วยเหลือการว่างงาน งบช่วยเหลือโรงพยาบาล และสถานบริการเรื่องสุขภาพที่กำลังประสบปัญหาหนัก นอกจากนี้ยังมีเงินกู้ 500,000 ล้านดอลลาร์ปลอดดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยต่ำแก่หน่วยธุรกิจขนาดเล็กที่มีปัญหา

แต่ที่ไม่มีใครพิจารณารายละเอียดและรีบผ่าน จึงทำให้ไม่มีโอกาสวิเคราะห์รายละเอียดที่ทรัมป์หมกเม็ดเข้ามาในร่างงบประมาณฉุกเฉินนี้ ซึ่งจะทำให้โฉมหน้าทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

นั่นคือ การช่วยเหลือบริษัทยักษ์ใหญ่ ทั้งหลายอย่างมหาศาล และทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร นอกจากรับผลประโยชน์เต็มๆ

แมท สโตลเล่อ ผอ.สถาบัน American Economic Liberties Project ผู้เขียนหนังสือ Goliath : The 100-year War Between Monopoly Power And Democracy ได้เขียนบทความใน The Guardian ในหัวข้อว่า “The Coronavirus Relief Bill Could Turn Into A Corporate Coup If We Aren’t Careful” ซึ่งในบทความนี้เขาเตือนว่างบช่วยเหลือเรื่องโคโรนาไวรัสนี้ อาจนำไปสู่การยึดอำนาจของบรรษัทขนาดยักษ์

            เนื่องจากในงบประมาณนี้นอกจากงบช่วยเหลือโดยตรงแล้ว ซึ่งมีปริมาณมหาศาล และเขียนบรรยายไว้สวยหรูว่าเพื่อช่วยคนตกงานและธุรกิจขนาดเล็ก แต่ที่ซ่อนไว้และมีมูลค่ามหาศาล ซึ่งประเมินกันว่ามีมูลค่าตั้งแต่ 6 ล้านๆ ถึง 10 ล้านๆ ดอลลาร์ สหรัฐฯทีเดียว

นั่นก็คือเงินกู้ที่บริษัทการเงินขนาดใหญ่ๆอย่างซิตี้คอร์ป หรือ โกลด์แมนแซค โดยผ่านเฟด และการค้ำประกันของ FDIC ซึ่งนอกจากเงินจะผ่านไปยังบรรษัทการเงินขนาดใหญ่แล้ว เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำยังมุ่งไปช่วยเหลือบริษัทโบอิ้ง และสายการบิน ซึ่งมีหนี้สินมหาศาลเพื่อไปปลดหนี้เหล่านั้นแบบไม่เสียต้นทุนดอกเบี้ยหรือเสียถูกมากและไม่ต้องมีภาระผูกพัน หากไม่สามารถใช้หนี้ได้ เพราะมี FDIC ค้ำประกัน นอกจากนี้เงินกู้แบบปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยังผ่านมือไปยังบรรษัทการเงินและกองทุนเก็งกำไรเพื่อให้ไปซื้อพันธบัตรที่มีผลตอบแทน 2%-3% อย่างนี้มันก็กำไรเห็นๆ และผู้ที่จะได้ผลประโยชน์มากก็คือบรรษัทที่มีทุนมากๆ ไม่ใช่เอกชนรายได้น้อยอย่างประชาชนโดยทั่วไป

และนี่คือการไปเสริมกำลังให้บรรษัทขนาดใหญ่ได้เพิ่มพลังในการผูกขาดอย่างเบ็ดเสร็จภายหลังการระบาดของโควิด-19

อย่างนี้ไม่เรียกว่าการยึดอำนาจหรือการรัฐประหารโดยการรู้เห็นเป็นใจของทรัมป์ ที่รวมหัวร่วมมือกับบรรษัทขนาดยักษ์เหล่านั้น ซึ่งแน่นอน นอกจากผลตอบแทนส่วนตัวแล้วก็คาดได้เลยว่าเงินสนับสนุนการเลือกตั้งของทรัมป์จะต้องเพิ่มพูนขึ้นอีกมหาศาล

ในทางปฏิบัติ Matt ได้เสนอให้รัฐสภาได้พยายามหาทางผูกมัดบรรษัทให้รับผิดชอบต่อเงินกู้ของฟรีเหล่านี้ แต่เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิด ประชาชนกำลังเดือดร้อนจึงไม่มีใครกล้าหน่วงเหนี่ยวเพื่อขอแก้ไขร่างงบประมาณนี้ แม้แต่ เบอร์นี แซนเดอร์ส

ดังนั้นเงินส่วนใหญ่ก็ทะลักเข้าไปช่วยบรรษัทใหญ่ แม้แต่ในวงการค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Wall Mart Amazon และ Costco ภายใต้พื้นผิวว่า จะช่วยคนระดับล่างธุรกิจขนาดย่อม

            ทรัมป์เองก็ได้พูดชัดเจนว่าเราจะใช้เวลาให้มากกับธุรกิจขนาดย่อม แต่ทรัมป์ไม่ได้บอกว่าจะใช้เงินจำนวนมากช่วยเขาเหล่านั้น

สำหรับประเทศไทยก็กำลังมีความพยายามที่จะจัดทำงบประมาณฉุกเฉินอีกประมาณ 200,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจอันเป็นผลกระทบจากการระบาดของโควิด ประเด็นคือเงินจำนวนนี้จะไปช่วยใครบ้างเท่าที่เคยเกริ่นๆจากฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ว่าส่วนหนึ่งจะเอาไปพยุงตลาดหุ้น ซึ่งตอนนี้ก็ดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ส่วนอื่นจะเป็นอย่างไรยังไม่ชัดเจน อย่าเอาอย่างทรัมป์ก็แล้วกัน

ข้อเสนอสั้นๆก็คือ ถ้าจะช่วยชาวบ้านลองพิจารณาโอนเงินไปเข้ากองทุนหมู่บ้าน 7,000 แห่งๆละ 20 ล้าน ก็แค่ 140,000 ล้าน ให้ชาวบ้านเขาไปจัดการกันเองว่าจะทำอะไรดีไหม ถ้าไม่เอาก็อย่างน้อยคิดถึงชาวบ้านบ้างนะ อย่าทำรัฐประหารโดยบรรษัทโดยอาศัยจังหวะนี้ แบบทรัมป์เลยบ้างนะ อย่างเช่น ลดค่าน้ำ ค่าไฟให้ครัวเรือน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com