ความแตกต่างกับความเสมอภาคทางปัจเจกบุคคลและทางสังคมในมุมสิทธิมนุษยชนอิสลาม

ความแตกต่างกับความเสมอภาคทางปัจเจกบุคคลและทางสังคม
ในมุมสิทธิมนุษยชนอิสลาม
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วทส.
อรัมภบท
เมื่อเรามองดูอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเรา เราก็จะพบว่ามีอวัยวะต่างๆ ที่แตกต่างกัน และเมื่อเปรียบเทียบกันและกันก็จะพบความต่างของอวัยวะนั้น เช่น ดวงตา กับใบหน้า มีความงาม และมีความน่าสนใจที่เฉพาะของแต่ละส่วน และเมื่อมองส่วนอื่นๆ เช่น เท้า ไม่มีความงามหรือความน่าสนใจเหมือนส่วนของดวงตา ดังนั้น ความแตกต่างนี้ ถือว่าเป็นความไม่ยุติธรรมในการรังสรรค์สร้างหรือไม่ หรือว่าเป็นความลำเอียง หรือ นั่นแหละคือความยุติธรรมแล้ว?
ถ้าหากว่าได้นำน้ำที่มีอยู่ในลำธาร มาใส่ในตาและในสมอง อะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้นสมองและดวงตา มีความละเอียดอ่อนที่เฉพาะ และมีหน้าที่ที่ต่างกัน ดังนั้นน้ำหรือของเหลวที่จะใส่ในแต่ละอวัยวะนั้นย่อมมีความต่างกัน และจะต้องมีความเหมาะสมด้วย และน้ำในโคลน ถือว่าเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดของสิ่งเหลว ดังนั้นถ้าของเหลวนี้ได้นำไปใส่ในสมอง แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น และมันจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงทีเดียวหรือไม่? และจะมีความหลงเหลือจากความเป็นมนุษย์อีกหรือไม่? และสามารถจะคาดคิดไปได้หรือไม่ว่า อวัยวะทุกส่วนมีความเหมือนกัน และจะทำงานแบบเดียวกันและเหมือนกัน? และสามารถเหมือนที่กันได้หรือไม่ เช่น อวัยวะดวงตาไปอยู่ที่ของสมอ?
ดังนั้นในร่างกายมนุษย์มีความแตกต่าง แต่ไม่ใช่เป็นความลำเอียง และในโลกธรรมชาติก็เช่นกัน เป็นเช่นนี้ ซึ่งมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย และต่างก็มีความแตกต่างกันและกัน(ทางสรีระและทางบทบาท) และต่างก็มีที่ที่อยู่เหมาะสมของมัน
ในโลกสังคมมนุษย์ก็เหมือนกับร่างกายของมนุษย์ ซึ่งแต่ละอวัยวะ มีบทบาทในการทำให้สังคมสงบน่าอยู่กันทุกส่วน และทุกๆ ส่วนจำเป็นต้องปฏิบัติไปตามบทบาทหน้าที่ที่เหมาะสม และมีคุณค่าของตนเอง และอวัยวะส่วนอื่น ก็ต้องให้เกียรติกับส่วนอื่นด้วย ต่างเคารพต่อกันและกัน เพื่อมิให้เกิดการละเมิดระหว่างกัน ดังนั้นถ้าได้ละเมิดส่วนใดต่อกัน เท่ากับได้ละเมิดส่วนที่เป็นสังคมด้วย
อิสลามกับความเสมอภาค
บนพื้นฐานกรอบแนวคิดนี้ ซึ่งศาสนาอิสลามได้นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการทางสังคมและทางปัจเจกบุคคลให้มีความยุติธรรม และด้วยกับการเชื่อมั่นถึงโครงการของความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มีอยู่ ดังนั้นประการแรก จะต้องรักษาเกียรติและศักดิศรีของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์ ประการที่สอง มาตรฐานตัวชี้วัดความสูงส่ง คือ การมีภาวะยำเกรง ภาวะสำรวมตน และคำนึงในเรื่องสิทธิโดยรวม และด้านต่างๆ ทางสังคม โดยเป็นเงื่อนไขต่อมาตรฐานตัววัดถึงความดีงามทางด้านปัจเจกบุคคล
ประวัติศาสตร์การปกครองระบอบรัฐอิสลามของศาสดามุฮัมมัด(ศ) ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด ต่อเรื่องความยุติธรรมทางสังคม และความเสมอภาคในด้านปัจเจกบุคคลและด้านสังคม ดังตัวอย่างหนึ่งที่จารึกถึงจริยวัตรอับประเสริฐขององค์ศาสดาอิสลาม คือการให้เกียรติต่อชายผิวดำ และให้อิสรภาพจากการเป็นทาส นั่นคือ ท่านบิล้าลฮะบะชี และต่อมาเขาเป็นหนึ่งจากสาวกของศาสดาที่มีความซื่อสัตย์ เป็นคนผิวสี ซึ่งเขาได้ถูกไถ่ถอนจากความเป็นทาส และได้รับอิสรภาพ ด้วยหลักปฏิบัติของศาสดาแห่งอิสลาม และศาสดาได้ให้อิสรภาพแก่เขา หรือสาวกคนอื่นๆ ที่มาจากหลายชาติพันธุ์ ไม่ว่าเป็นชาวเปอร์เซีย พูดภาษาเปอร์เซียไม่ใช่อาหรับ ดั่งเช่น ซัลมาน ฟัรซี ถึงกับศาสดาได้กล่าวถึงฐานะภาพของเขาว่า “ซัลมาน เป็นหนึ่งจากครอบครัวของเรา(อะลุลบัยต์)”(อ้างอิงจากหนังสือ มุสตัดร็อกซอฮี้ฮัย เล่ม ๓ หน้า ๕๙๘) จนทำให้มีผลสะท้อนในเชิงบวกอย่างกว้างขวางไปทั่วโลกและยังกลุ่มชนชาวอิหร่านในยุคต่อ โดยชาวอิหร่านได้นำวัฒนธรรมและอารยธรรมอิสลามไปถือปฏิบัติ จนทำให้ชาวอิหร่านวันนี้หรือเปอร์เซียในอดีตมีอู่อารยธรรมที่เข้มแข็งมากทีเดียว นี่คือเป็นเพียงบางตัวอย่างของสาวกที่มีคุณธรรม เป็นบุคคลน่ายกย่องในสมัยของศาสดามุฮัมมัด โดยเป็นการยืนยันถึงการนำหลักยุติธรรมเป็นแก่นกลางและไม่ลำเอียงทางชาติพันธุ์และสีผิว
การพูดถึงคำว่า”ความลำเอียง”ในวันนี้เราอาจจะได้ยินหลายๆแบบที่แตกต่างกัน เช่น ความลำเอียงบิดามารดาในระหว่างลูกๆบ้างหรือการลำเอียงทางสังคมต่อกลุ่มก้อนเฉพาะทางการเมืองบ้างหรือความลำเอียงต่อชาติพันธุ์และเผ่าพันธุ์และอื่นๆ อะไรทำนองนั้น และถ้าจะตีความในมิตินี้จะพบว่าเป็นในประเด็นทางสังคม โดยผู้มีอำนาจมักจะใช้ความลำเอียงนั้นไปยังกลุ่มก้อนของตนเองโดยไม่ได้คำนึงหรือมองดูสังคมชนชั้นล้างที่ยังขาดโอกาสและด้อยโอกาส ดังนั้นพวกเขาจึงได้เลือกปฏิบัติให้กับคนบางกลุ่มที่เป็นการเฉพาะ และถ้าดูในเงื่อนไขและเหตุปัจจัยความลำเอียงและความไม่เท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา เรื่องการเลือกอาชีพ เรื่องวัฒนธรรม เรื่องศาสนา อาจจะมาจากการไม่เคารพสิทธิมนุษยชนที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อยู่ในวันนี้
ความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์
มนุษยชาติไม่ว่าอยู่ในทวีปไหนของโลกถือว่ามีเชื้อสายมาจากศาสดาอาดัม(อ)และนางฮาวา ดังนั้นอิสลามไม่ได้ถือว่าชนชาติอาหรับดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบไปยังไม่ใช่อาหรับ และก็ไม่ถือว่า คนไม่ใช่อาหรับจะประเสริฐกว่าชาวอาหรับ และเช่นกันเดียวกันอิสลามถือว่าคนผิวขาว เมื่อเปรียบเทียบไปยังคนผิวดำ ก็ไม่ได้ประเสริฐไปกว่ากัน และคนผิวสี ก็ไม่ได้ประเสริฐกว่าคนผิวขาว ยกเว้นเสียแต่ว่าเขาผู้นั้นมีความมีภาวะสำรวมตนและเป็นคนมีศีลธรรม
อิมามซัยนุลอะบีดีน(อิมามที่๔ของสำนักคิดชีอะฮ์อิมามียะฮ์)ได้ถูกถามประโยคหนึ่ง เกี่ยวกับความหมายของคำว่า ชาตินิยมและการหลงใหลในเผ่าพันธุ์ คืออะไร? อิมามได้กล่าวตอบว่า…” ถ้าใครก็ตามถือว่าเผ่าพันธุ์หรือชาติพันธุ์ของตนเอง ดีกว่าหรือสูงส่งกว่าความดีเผ่าพันธุ์อื่น นั่นแหละ คือการหลงใหลในชาติพันธุ์และถือว่ามีความเป็นชาตินิยม ด้วยเหตุนี้ ถ้าพวกเขาได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในเรื่องการกดขี่และการฉ้อฉลต่อบุคคลอื่น(โดยอ้างความเป็นตระกูลหรือชาติเดียวกัน) นั่นคือ ความเป็นชาตินิยม(อัลกาฟี เล่ม ๓ หน้า ๗๕๒)
หนึ่งจากปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกและยังเป็นความขมขื่นต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์จนถึงวันนี้ นั่นคือเรื่องความเป็นชาตินิยม และความลำเอียงในชาติพันธุ์ เพราะยังมีบางกลุ่มเชื่อ เผ่าพันธุ์หรือชาติพันธุ์ของตนเองประเสริฐกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ จนนำไปสู่การกดขี่และการสร้างมาตรฐานทางสังคมที่ลำเอียง ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น
ความก้าวหน้าทางด้านวัฒนธรรมและอารยธรรมและการจะปฏิรูปองค์การต่างๆ ทางสังคม ทางการเมือง และทางวัฒนธรรม ถือว่าเป็นความหวังที่จะเห็นการแก้ปัญหาในด้านความลำเอียงและความไม่เสมอภาคของสังคมมนุษย์ให้หมดไป และนำความยุติธรรม และความเสมอภาคคืนกลับมาเพราะมันคือของขวัญแห่งพระเจ้า แต่ทว่า เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ เราได้ประจักษ์เห็นถึงในโลกวันว่า มีความลำเอียงเพิ่มขึ้นมายิ่งขึ้น ดังนั้นรากฐานหนึ่งของศาสนาอิสลาม และถือเป็นสโลแกนสำคัญคือ การต่อสู้กับความเป็นชาตินิยม ต่อสู้กับลัทธิบูชาชาติพันธุ์ เพราะว่ามาตรฐานตัวชี้วัดความประเสริฐ คือ การมีภาวะสำรวมตนและมีความยำเกรง มีคุณธรรม ต่อพระเจ้าต่างหาก ได้มีบทรายงานฮะดีษจากศาสดาแห่งอิสลามและบรรดาคนในครอบครัวศาสดาว่า พวกท่านเหล่านั้นต่างได้ประณามการบูชาเผ่าพันธุ์ตนเอง
ศาสดามุฮัมมัดกล่าวว่า…”โอ้ประชาชนทั้งหลาย พระเจ้ามีองค์เดียว และบิดาของเจ้าก็มีคนเดียว และทั้งหมดเราท่านมาจากนบีอาดีม และนบีอาดัมถูกสร้างมาจากดิน ดังนั้นใครก็ตามในหมู่ของพวกเจ้ามีภาวะสำรวมตนมากที่สุด นั่นคือผู้ประเสริฐสุด ชาวอาหรับไม่ได้สูงส่งกว่าไม่ใช่อาหรับ เว้นเสียแต่เขามีความยำเกรง มีภาวะสำรวมตน”(มุสนัด อะหมัด เล่ม ๕ หน้า ๔๑๑)
ศาสดามุฮัมมัดกล่าวว่า “ จงพิจารณาเถิด เจ้าไม่ได้เหนือกว่าหรือประเสริฐกว่า คนผิวแดง หรือคนผิวดำเลย ยกเว้นว่า จะมีภาวะสำรวมตน จึงจะสูงส่งกว่า”( อัซซุฮ์ดุ อิบนิ ฮัมบัล หน้า ๓๒๒)
รายงานจากอิมามยะฟัร ศอดิกกล่าวว่า ศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวว่า “ใครก็ตามมีความเป็นชาตินิยมเพียงแค่เมล็ดข้าวบาเล่ องค์อัลลฮ์จะให้เขาฟื้นคืนชีพมากับกลุ่มชนอาหรับญาฮีลียะฮฺ(ยุคป่าเถื่อน)”(อัลกาฟี เล่ม ๓ หน้า ๗๕๐)
ศาสดามุฮัมมัด ถือว่าท่านเป็นบุคคลที่ได้ต่อสู้กับการเป็นชาตินิยมและความคลั่งในเผ่าพันธุ์โดยตัวของท่านเอง และได้ปกป้องสิทธิมนุษยชนของมนุษย์ทุกๆในนครมะดีนะฮ์อย่างเป็นรูปธรรม ในสมัยของศาสดามุฮัมมัด มีหัวหน้าเผ่าของกุเรชได้อ้างตนเองว่ามีความเทียบเท่ากับศาสดา และไม่ยอมรับในเรื่องความเสมอภาคที่ศาสดาได้นำมาสองสั่ง พวกเขาได้กล่าวกับศาสดาว่า “สาเหตุที่เราไม่ยอมนั่งร่วมกับเจ้า เนื่องจากว่า มีบุคคลเช่น บิล้าล ฮะบะชี และซัลมาน ฟัรซี และมีทาสคนอื่นๆ อีกหลายคน นั่นร่วมกับท่าน ดังนั้นจงไล่พวกเขาออกไปแล้วเราจะมานั่งร่วมวงกับท่าน”
ศาสดาไม่ยอมรับสิ่งที่พวกเขาได้ต้องการนั้น ต่อมาพวกเขาได้เรียกร้องข้อเสนออื่นว่า “ หรือไม่เช่นนั้น ก็จงให้เวลาอื่นกับพวกเรา วันนี้เฉพาะพวกเรา และอีกวันเฉพาะพวกเขาไป”
ดังนั้นโองการอัลกุรอานได้ถูกประทาน “เจ้าจงอย่าขับไล่บรรดาผู้ที่วิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเขา ทั้งในเวลาเช้าและเวลาเย็น โดยปรารถนาความโปรดปรานจากพระองค์ ไม่เป็นภัยแก่เจ้าแต่อย่างใด ในการชำระพวกเขาและก็ไม่เป็นภัยแก่พวกเขาแต่อย่างใด จากการชำระเจ้าแล้วเหตุใดเจ้าจึงจะขับไล่พวกเขา? (ถ้าเจ้าทำเช่นนั้นแล้ว) เจ้าก็จะกลายเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้อธรรม” (บทที่ ๖ โองการที่๕๒)
สิ่งที่จะต้องต่อสู้และยืนหยัดร่วมกันคือความอยุติธรรมและต่อต้านการกดขี่ทุกรูปแบบ แน่นอนว่า ความเป็นชาตินิยมและความคลั่งในเผ่าพันธุ์คือหนึ่งจากเหตุปัจจัยที่จะนำไปสู่ความอยุติธรรมและการฉ้อฉลในสังคม และผลปวงของมันคือการเกิดสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างกันและกัน
ความแตกต่างทางเพศ
ไม่สงสัยเลยว่า แท้จริงระหว่างเพศชายกับเพศหญิงมีความแตกต่างกัน และขณะเดียวกันระหว่างสองเพศนี้ก็มีความเหมือนกัน และในบาองมุมมีความแตกต่าง สำหรับศาสนาอิสลามได้กำหนดสิทธิทั้งสองไว้อย่างละเอียดทั้งสิทธิสตรีและสิทธิบุรุษ หรือในนั้นคือสิทธิทางด้านกฎหมาย และสิทธิทางด้านจริยะ ซึ่งศาสนาอิสลามได้ให้ความสำคัญทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลทางด้านปัจเจกบุคคลหรือทางด้านสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสตรีและครอบครัว และประเด็นที่น่าสนใจคือว่าในมุมมองอิสลาม สิทธิสตรีและบุรุษมีความเท่าเทียมกัน แต่ไม่เหมือนกัน คือ คุณค่าทุกๆ สิทธิของสตรีได้กำหนดไว้ จะเท่าเทียมกับสิทธิบุรุษที่ได้กำหนดไว้เช่นกัน แต่จะมีรายละเอียดของประเภทและปลีกย่อยเนื่องจากความต่างทางเพศ ทางธรรมชาติเป็นตัวกำหนดทั้งทางสรีระและทางจิตวิญญาณต่อความต่างนั้น ซึ่งในบทว่าด้วยเรื่อง”คุณค่าของสตรีในอิสลาม”จะนำมากล่าวถึงมัน และอัลกุรอานได้กล่าวถึงความมีเกียรติและการมีคุณค่าของมนุษย์ ดังนั้นเพศหญิงและเพศชาย ทั้งคู่คือมนุษย์และมีความเท่าเทียมกัน และเราไม่สามารถมองตามโลกตะวันตกที่กล่าวถึงความคล้ายระหว่างบุรุษกับสตรีในเรื่องสิทธิ เพราะว่ามันน่าขำเสียมากว่าที่จะกล่าวว่า สตรีและบุรุษมีความแตกต่างในด้านสรีระและจิตใจ แล้วจึงมีความแตกต่างคามต้องการและความจำเป็นต่างๆ จึงกล่าวว่า บุรุษและสตรีมีความคล้ายกันในเรื่องสิทธิ
อายาตุลลอฮ์ มุเฎะฮารีได้กล่าวถึงตัวอย่างความแตกต่างระหว่างคำว่า”ความเท่าเทียม กับความเหมือนทางด้านสิทธิระหว่างชายกับหญิงไว้ว่า…
“เป็นไปได้ที่ผู้เป็นบิดาจะแบ่งทรัพย์สินให้กับลูกทุกๆ คนอย่างเท่าเทียม แต่จะไม่แบ่งในมุมมองที่มีความเหมือนกัน เช่นตัวอย่าง บิดาอาจจะมีลูกๆ ที่มีอาชีพหลายรูปแบบ อาจจะทำธุรกิจในบ้าน หรือ เจ้าของสวนไร่นา หรือเป็นเจ้าหน้าที่ให้บริหารเช่า แต่ทว่าเขานั้นได้พิจารณาถึงความสามารถของลูกๆ ทุกคนไว้แล้ว และเมื่อจะแบ่งทรัพย์สินให้กับลูกๆ เขาจะต้องแบ่งในฐานะความเป็นลูก นั่นคือให้ตามคุณค่าของความเท่าเทียมกัน(ในความเป็นลูก) ไม่ใช่ให้แบ่งความเหนือกว่าหรือพิเศษกว่าของอาชีพและการงาน และเขาจะแบ่งให้แต่ละคน ของทรัพย์สินนั้น ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ทดสอบความสามารถอย่างเหมาะสมแล้ว ด้วยเหตุนี้อิสลามไม่ได้ต่อต้านความเท่าเทียมสิทธิระหว่างบุรุษกับสตรี แต่ไม่เห็นด้วยกับความคล้ายกันของสิทธิระหว่างชายกับหญิงต่างหาก”
สตรีในมุมมองอิสลาม
สำหรับฐานะภาพและคุณค่าของสตรีในมุมมองอิสลามนั้น เริ่มแรกเราดูซิว่าอัลกุรอานได้ถือว่า สามัญสำนึกระหว่างชายกับหญิงมีความแตกต่างกัน เหมือนที่มีลัทธิได้เชื่อ หรือว่า ทั้งเพศชายและเพศหญิงมีสามัญสำนึกอันเดียวกัน อัลกุรอานได้ตอบในเรื่องนี้ว่า แท้จริงแล้วใครก็ตามที่ถือว่าสามัญสำนึกของชายและหญิงมีความแตกต่างกัน และได้เชื่อว่า สตรีนั้นมีสามัญสำนึกน้อยกว่าเพศชาย ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะว่าอัลกุรอานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ว่า เพศหญิงได้ถูกสร้างเหมือนกับเพศชายในเรื่องสัญชาตญาณบริสุทธิ์และสามัญสำนึก ดังโองการที่ว่า
มนุษยชาติทั้งหลาย ! จงยำเกรงพระเจ้าของพวกเจ้าที่ได้บังเกิดพวกเจ้ามาจากชีวิตหนึ่ง และได้ทรงบังเกิดจากชีวิตนั้นซึ่งคู่ครองของเขา และได้ทรงให้แพร่สะพัดไปจากทั้งสองนั้น ซึ่งบรรดาชายและบรรดาหญิงอันมากมาย และจงยำเกรงอัลลอฮ์ที่พวกเจ้าต่างขอกัน ด้วยพระองค์และพึงรักษาเครือญาติ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงสอดส่องดูพวกเจ้าอยู่เสมอ (บทที่ ๔ โองการที่ ๑)
และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างคู่ครองให้แก่พวกเจ้าจากตัวของพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และ ทรงมีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ(บทที่๓0 โองการที่ ๒๑)
จากโองการข้างต้นเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ว่า ชายและหญิง มีฟิตเราะฮ์เดียวกัน และเป็นประเภทเดียวกัน(ประเภทมนุษย์) และจากหลักการที่อิสลามได้กล่าวเน้นถึงความมีเกียรติของมนุษย์ โดยหมายถึงทั้งสองเพศ มีความเหมือนกัน คือทั้งเพศชายและเพศหญิงอยู่ในระดับเดียวกัน เพราะว่าทั้งคู่อยู่ในฟิตเราะฮ์เดียวกัน กล่าวอีกนัยยะหนึ่งคือ คุณค่าและฐานะภาพของสตรีและบุรุษอยู่ที่ความเป็นมนุษย์ และทั้งสองเพศอัลกุรอานได้กล่าวถึงการมีความสูงส่งทางฟิตเราะฮ์ และทั้งสองเพศได้นำฟิตเราะฮ์นั้นมาใช้ประโยชน์(ในการแยกแยะ)
ดังคำสอนของอัลกุรอาน สตรีเพศเหมือนกับบุรุษเพศในด้านสิทธิ ที่เกี่ยวพันกับโครงสร้างและความเป็นมนุษย์ เช่น สิทธิการใช้ชีวิต สิทธิการเป็นกรรมสิทธิ์ ความมีเกียรติ เกียรติยศและศักดิ์ศรี เสรีภาพ สิทธิในการเลือกและอื่นๆ
แต่ทว่าอย่างไรก็แล้วแต่ดังที่กล่าวผ่านมา ว่าด้วยเรื่องกฎหมายของอิสลามเกี่ยวกับสิทธิสตรีที่ได้กล่าวไว้นั้น มีบางหมวดและบางเรื่อง ได้พิจารณาในด้านสรีระและด้านจิตใจ(เป็นที่มาของบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันออกไป) เช่นตัวอย่าง คามมีเสรีภาพทางด้านปัจเจกบุคคล และทางสังคม จะอยู่ภายใต้ร่มของเสรีภาพทางด้านภายในและทางด้านจิตวิญญาณ จึงจะสามารถมิเกิดความบกพร่องและมีความสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ปัญหาในเรื่องการคลุมผ้าฮิญาบและความปลอดภัยของสตรี มาจากคำสอนที่บัญญัติของพระเจ้า และความมีเสรีภาพด้านภายในของสตรีและความปลอดภัยทางสังคมจากความเสื่อมโสมและความเสียหายและคงรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสตรีเอาไว้นั่นเอง
เช่นบางประเทศที่ห้ามการใส่ชุดฮิญาบ ถือว่าเป็นการละเมิดและผิดที่ใหญ่หลวงในการการนำเสนอประเด็นสิทธิมนุษยชน แต่เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ มันคือของขวัญ(คำว่าสิทธิมนุษยชน)ของประเทศในโลกตะวันตก และได้ปฏิเสธเสรีภาพทางด้านจิตวิญญาณออกไป
อิสลามได้เน้นหนักในเรื่องของฮิญาบและเรื่องทางเพศ ระหว่างญาติกับคนไม่ใช่ญาติ โดยถือว่าเป็นโครงสร้างในการทำให้สถาบันครอบครัวและสังคมมีความเข้มแข็งและสร้างสรรค์ที่ดี จึงได้กำหนดให้มีเรื่องการสวมใส่เสื้อผ้าของสตรีในอิสลามขึ้น ซึ่งมิได้หมายความว่า ห้ามมิให้บรรดาสตรีออกจากบ้าน หรือการจองจำ กักขังพวกเธอไว้ในบ้าน ซึ่งการกระทำเช่นนี้ในบางสังคมมีให้เห็นอยู่ แต่สำหรับในอิสลามไม่มีคำสอนเช่นนี้
การปกปิดเรือนร่างสตรีในอิสลาม คือ การใช้ชีวิตของเธอ จะไม่อนุญาตให้ชายแปลกหน้าที่ไม่ใช่ญาติใกล้ชิดเห็นเรือนร่างอวัยวะของเธอ ไม่อนุญาตให้เธอแสดงตัวตน เปิดเผยเรือนร่าง และปัญหาในเรื่องฮิญาบ โดยผิวเผินแล้วก็คือเนื้อหานี้ว่า สตรีสามารถจะเปิดเผยเรือนร่างของเธอได้หรือไม่หรือจำเป็นจะต้องปกปิด? และบางครั้งได้เกิดการเรียกร้องแสดงการเห็นอกเห็นใจต่อสตรีว่า ดีที่สุดสตรีนั้นจะต้องมีอิสระและเสรีภาพใช่หรือไม่ในการจะให้ใช้ประโยชน์จากเพศของสตรี และจะต้องมีเสรีภาพเต็มร้อยใช่หรือไม่? แท้จริงแล้วการคิดเช่นนี้ เป็นผลประโยชน์สำหรับบุรุษต่างหาก ไม่ใช่สำหรับสตรี หรือไม่ก็อย่างน้อย บุรุษก็จะมีโอกาสและประโยชน์มากกว่า ซึ่งในเรื่องปัญหาทางเพศ และความต้องการทางเพศ เป็นเรื่องที่มีมากเรื่องหนึ่งของมนุษย์ ดังนั้นการมีเสรีภาพในเรื่องทางเพศ จะเป็นเหตุให้เกิดไฟแห่งกามอารมณ์ และความอยากเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่มนุษย์ถูกสร้างมาภายใต้ฟิตเราะฮ์ให้มุ่งทะยานสู่ความใกล้ชิดต่อพระผู้สร้าง(ไม่ใช่จมอยู่กับกิเลส ตัณหา) และเมื่อไหร่ที่ตกเป็นทาสแห่งวัตถุ มนุษย์จะไม่มีวันจะประสบกับชัยชนะได้
อิสลามได้วางพื้นฐานให้ปกป้องและรักษาความมีศักดิ์ศรีของสตรีและบุรุษ และรักษาเกียรตินั้นไว้ ซึ่งในความเป็นจริงคือการควบคุมความปรารถนาทางเพศ เพื่อไปถึงความสงบมั่นทางจิตใจ และจะนำเสนอ ๒ หนทางเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้ คือ
หนึ่ง สร้างความพอใจต่อความต้องการทางเพศในทางสายกลาง โดยการยึดมั่นคำสอนของอิสลาม ในเรื่องการมีคู่ครองและการแต่งงาน
สอง สกัดกั้นและห้ามการสร้างแรงกระตุ้นอย่างสุดโต่งในเรื่องทางเพศ ซึ่งอิสลามได้นำเรื่องฮิญาบ มาเป็นบทบัญญัติต่อสตรี
คุณค่าของสตรีในอิสลาม ได้กล่าวถึงมากมาย โดยที่ว่าไม่ให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขใดๆ ที่จะสร้างความเข้าใจผิดและการใช้ประโยชน์ในทางที่ผิดเกี่ยวกับเรื่องความต้องการทางเพศ และไม่ให้ถือว่าสตรีคือเครื่องมือทางเพศสำหรับบุรุษ และให้การสนับสนุน ให้จุดสนใจในบทบาทของพวกเธอในด้านครอบครัวและสังคม







