INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กิติมา อมรทัต  ไร่นาน อรุณรังษี สองปัญญาชนมุสลิมร่วมสมัย (7)

กิติมา อมรทัต  ไร่นาน อรุณรังษี สองปัญญาชนมุสลิมร่วมสมัย (7)

จรัญ มะลูลีม

กิติมา อมรทัตกับการแปลงานของคาลิล ยิบราน (ต่อ)

น้ำตาและรอยยิ้ม

          กิติมา อมรทัต แปลจากงานของคาลิล ยิบราน 4 เล่มด้วยกัน คือน้ำตาและรอยยิ้ม (A Tear and a Smile) ความลับของหัวใจ (Secret of the Heart) ความคิดนึกตรึกตรอง (Thought and Meditations) และคนบ้า (The Madman)  สำนักพิมพ์ธรรมชาติจัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 3 ในปี 2541 ความยาว 223 หน้า ราคา 150 บาท

ในบทกล่าวนำของหนังสือเล่มนี้ กิติมา อมรทัต กล่าวถึงชีวิตของคาลิล ยิบราน ในชื่อเพชรร่วงจากเลบานอน โดยกล่าวถึงความโดดเด่นของคาลิล ยิบราน ในฐานะนักกวีและนักปรัชญาคนสำคัญของโลกเอาไว้อย่างเห็นภาพและลึกซึ้งซึ่งสรุปได้ว่า

ความเจริญของโลกอาหรับนั้นมีมาช้านาน ตั้งแต่ยุโรปยังอยู่ในยุคแห่งความเขลา  อาหรับก็เป็นผู้นำในด้านศิลปวิทยาและวิทยาศาสตร์บางด้านซึ่งในภายหลังได้ถ่ายทอดให้แก่ยุโรป ทางด้านวรรณกรรมอาหรับก็เจริญไม่น้อย   มีวรรณกรรมที่ดีเด่นอยู่มากมายแต่ไม่เป็นที่รู้จักแก่ชาวเรา เพราะอุปสรรคด้านภาษา  แต่บัดนี้ ได้มีผู้สนใจในวรรณกรรมอาหรับมากขึ้นทุกที่   วรรณกรรมอาหรับได้รับการสำรวจตรวจค้นอย่างลึกซึ้งและได้รับการแปลถ่ายทอดเป็นภาษาอื่นๆ มากมายหลายภาษา

ชาวอาหรับนั้น ทั้งๆ ที่ประสบความยุ่งเหยิงทางการเมืองมานับเป็นศตวรรษและถูกรบกวนจากภายนอกด้วย  แต่ก็ได้รักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้อย่างเข้มแข็ง  ในขณะที่โลกตะวันตกแสวงหาการแก้ปัญหาโดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ  ชาวตะวันออกรวมทั้งชาวอาหรับก็ชอบที่จะมองดูชีวิตในแง่กวีและปรัชญามากกว่า    ในบรรยากาศอันอบอวลไปด้วยคำสอนของศาสดามุฮัมมัดและผู้สืบต่อของท่าน   ชาวอาหรับได้จับเอาความรู้สึกของผู้คนของพวกเขาขึ้นมาเขียน  แบบอย่างและความคิดของนักเขียนอาหรับนั้นยังบริสุทธิ์  ปราศจากภาพหลอนผิดๆ หรือการนำเอาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง  นักเขียนอาหรับจึงมีการแสดงออกอย่างเป็นอิสระ

พวกเขาได้วางรูปอันเป็นแบบฉบับของเขาเองซึ่งไม่มีแรงกดดันหรือคำวิจารณ์ภายนอกจะมาทำให้เปลี่ยนไป    ในบรรยากาศแห่งวรรณกรรมอาหรับเท่าที่ได้รับความสนใจอยู่ในปัจจุบันนี้ดูเหมือนจะไม่มีนักเขียนอาหรับคนใดได้รับการยกย่องมากไปกว่าคาลิล ยิบราน นับได้ว่าท่านผู้นี้ได้ยืนหยัดอยู่บนยอดเขาแห่งวรรณกรรมที่งดงามของโลกตะวันออก  งานของท่านได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาต่างๆ มากมายไม่น้อยกว่า 20 ภาษา

คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran : 1883-1931) เป็นที่รู้จักของโลกในฐานะเป็นอมตกวีแห่งประเทศเลบานอนและเป็นนักปราชญ์อยู่ในยุคสมัยของท่าน  ท่านเกิดที่เมืองบชารี ประเทศเลบานอน ซึ่งขณะนั้นรวมอยู่กับซีเรีย  บิดาของท่านคือคาลิล  ยิบรานผู้พ่อ และมารดาคือคามิลา บุตรสาวของนักบวชนิกายมารอนไนท์  เมื่อท่านเกิดมา บิดามารดาของท่านได้ทำพิธีรับศีลให้ท่านในโบสถ์นิกายมารอนไนท์และตั้งชื่อให้ท่านตามชื่อของปู่ท่านว่า “ยิบราน คาลิล ยิบราน” ซึ่งท่านใช้ชื่อนี้ในภาษาอาหรับ  แต่ในภาษาอังกฤษท่านใช้เพียง “คาลิล ยิบราน” เท่านั้น

ท่านได้รับการศึกษาขั้นต้นในเมืองที่ท่านเกิดโดยเริ่มจากการเรียนภาษาอาหรับและซีเรีย  เมื่ออายุได้ 12 ปี ท่านก็ย้ายไปอยู่ประเทศอเมริกาพร้อมกับมารดา  ปีเตอร์ผู้เป็นน้องชายและน้องสาวอีกสองคนคือมิเรียนนาและซุลตานาไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองบอสตัน  เมื่อเดือนมิถุนายน 1895 ในระยะที่อยู่บอสตัน ท่านได้เข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลเป็นเวลาสองปีครึ่ง   หลังจากนั้นก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนกลางคืน เรียนวิชาทั่วไปอยู่หนึ่งปี ต่อมาท่านได้รบเร้ามารดาให้ส่งท่านไปยังเลบานอนเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงคือ อัล-ฮิกมัต ซึ่งได้รับขนานนามว่า “สำนักแห่งปัญญา” ซึ่งท่านบิชอปแห่งนิกายมารอนไนท์ชื่อโยเซฟ เดบส์ได้ตั้งขึ้นที่เมืองเบรุต  เมื่อได้รับปริญญาตรีแล้ว   ท่านก็ใช้เวลาท่องเที่ยวไปทั่วซีเรียและเลบานอน  ไปเยือนสถานที่ทางประวัติศาสตร์ต่างๆ สถานที่ปรักหักพังและโบราณสถานแห่งวัฒนธรรมเก่าแก่ต่างๆ

ในปี 1902 ท่านได้กลับไปอเมริกาเพื่อศึกษาศิลปะซึ่งท่านมีใจรักอยู่มาก  ต่อมาได้ไปเรียนศิลปกรรมที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 1908 ท่านได้ใช้เวลาเรียนอยู่ที่นั่นสามปีภายใต้ความดูแลของปฏิมากรมีชื่อออกัสท์  โรแดงในสถาบันศิลปะที่ปารีส  โรแดงผู้ยิ่งใหญ่เคยทำนายว่ายิบรานจะมีอนาคตที่สดใสเพราะความสามารถด้านศิลปะของท่าน  ความสามารถนี้ทำให้เพื่อนของท่านคืออังรี เดอ บูโฟ ต้องกล่าวว่า “โลกจะคาดหวังได้อย่างมากจากกวีศิลปินชาวเลบานอนผู้นี้   ผู้ซึ่งเปรียบได้ดังวิลเลี่ยมเบลคแห่งศตวรรษที่ 20”

ยิบรานออกจะเป็นคนขลาดอายและไม่ชอบสังคม  ท่านมักจะหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ และเพื่อนบ้านของท่านเพื่อจะได้อยู่คนเดียวและอุทิศตนให้กับการอ่านและเขียนหนังสือรวมทั้งการนึกคิดตริตรอง

ความรู้สึกเศร้าสร้อยที่ปรากฏอยู่บ่อยๆ ในบทกวี ข้อเขียนและจดหมายของท่านนั้นอาจจะมาจากการที่ท่านได้รับโชคร้ายอยู่เนืองๆ ในตอนที่เป็นหนุ่มก็ได้  เช่นเมื่อเดือนเมษายน 1902 น้องสาวของท่านที่ชื่อซุลตานาได้เสียชีวิตลง  ต่อมาอีกปีเดียวคือในเดือนกุมภาพันธ์ 1903 น้องชายก็ถึงแก่กรรมลงอีกทั้งๆ ที่อยู่ในวัยหนุ่มแน่น และอีกสามเดือนต่อมา  มารดาผู้ซึ่งท่านรักอย่างสุดซึ้งก็ได้จากท่านไปอีก  ท่านได้เขียนถึง “แม่” ไว้ว่า

“ถ้อยคำที่งดงามที่สุดบนริมฝีปากของมนุษย์ก็คือคำว่า “แม่” และการเรียกขานที่งดงามที่สุดก็คือการเรียกว่า “แม่ของฉัน” มันเป็นถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความรักและความหวัง  เป็นคำที่หวานและกรุณา ซึ่งมาจากส่วนลึกของหัวใจ  แม่คือทุกสิ่งทุกอย่าง  แม่เป็นผู้ปลอบโยนเราในยามโศกเศร้า เป็นความหวังของเราในยามทุกข์และเป็นกำลังให้เราในยามอ่อนแอ แม่คือต้นกำเนิดของความรัก ความเมตตา เห็นอกเห็นใจและการให้อภัย   ผู้ที่สูญเสียแม่ไปนั้นเท่ากับได้สูญเสียวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งคอยอำนวยพรและพิทักษ์รักษาเขาเสมอมาไปนั่นเอง

“ทุกๆ สิ่งในธรรมชาติล้วนแสดงความหมายของคำว่า “แม่” ดวงอาทิตย์คือมารดาของโลก บำรุงเลี้ยงดูโลกด้วยความอบอุ่นของมัน  ในยามค่ำคืนมันไม่เคยละทิ้งจักรวาลไปเลยจนกว่ามันจะได้กล่อมโลกให้หลับลงด้วยบทเพลงแห่งทะเล  และเสียงของนกและลำธาร โลกนี้คือมารดาของต้นไม้และดอกไม้  มันได้ให้กำเนิด บำรุงเลี้ยงและให้อาหารแก่บรรดาดอกไม้และต้นไม้เหล่านั้น   ต้นไม้และดอกไม้ก็เป็นมารดาของผลและเมล็ดอันยิ่งใหญ่ของมัน  และมารดาผู้เป็นเบ้าหลอมแห่งชีวิตทั้งหลายก็คือดวงวิญญาณนิรันดรอันเต็มไปด้วยความงามและความรัก”

ท่านใช้วิธีประมวลแบบนี้ตรงกันข้ามกับนักเขียนเรียลลิสต์ในสมัยเดียวกับท่าน ซึ่งใช้วิธีบรรจุแนวความคิดใหญ่ลงในรายละเอียดอันถี่ถ้วน   โดยเหตุที่ยิบรานใช้วิธีเขียนแบบนี้จึงเป็นที่ต้องใจของผู้อ่าน

งานของยิบรานซึ่งได้รับการตกแต่งให้งดงามด้วยความนัยและคำเปรียบเทียบแบบตะวันออกนั้นได้สร้างสรรค์สิ่งที่มีค่ามากกว่านั้น   ความหวังความปิติได้เข้ามาแทนที่น้ำตาและรอยยิ้ม  งานของยิบรานทุกชิ้นแฝงจุดมุ่งหมายอันสูงส่งไว้ให้ผู้อ่านได้คิดและไขว่คว้าอยู่เสมอ

งานของท่านมีลักษณะคล้ายงานของกวีโรแมนติกของตะวันออกและตะวันตกหลายคน  ท่านเป็นนักจิตนิยมผู้ถือว่าความหมายทางจิตวิญญาณมีความสำคัญกว่าวัตถุแต่ก็มิได้ตัดวัตถุทิ้งไปโดยเด็ดขาด  เพราะวัตถุคือเครื่องอำนวยให้ชีวิตในโลกนี้อยู่ได้  แต่ที่เหนือกว่าชีวิตในโลกก็คือจิตวิญญาณดวงใหญ่ ซึ่งครอบคลุมสรรพสิ่ง  การหนีชีวิตในวัยหนุ่มของท่านนั้นมุ่งไปสู่รัศมีอันขาวบริสุทธิ์ของอนันตภาพ คือหนีจากโลกซึ่งท่านรู้สึกว่าส่วนใหญ่ตกอยู่ในกำมือของคนที่อยุติธรรมและโหดร้าย   การที่จิตใจอันมีความรู้สึกไวถอยหนีจากความเป็นจริงอยู่บ่อยๆ นั้นยิบรานถือว่าเป็นการปฏิวัติซึ่งมีอยู่หลายแบบ   การปฏิวัติทางการเมืองก็เป็นรูปหนึ่งซึ่งแลเห็นได้ชัด ยิบรานสอนให้แต่ละบุคคลรู้จักปฏิวัติ   เพราะบุคคลนั่นเองที่มีส่วนในการทำให้โลกนี้ดีหรือเลว

ในบางบทซึ่งเป็นงานในระยะต้นๆ ของท่านเราจะพบว่าหยาดน้ำตาแห่งความเศร้าโศกจะชะล้างให้หัวใจมนุษย์บริสุทธิ์และรอยยิ้มแห่งความปิติยินดีจะทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นด้วยความเข้าใจ   ความกระหายทางจิตวิญญาณคือจุดมุ่งหมายของชีวิต  การแสวงหาคือผลสำเร็จในตัวของมันเอง  การรู้ซึ้งถึงความฝันคือการสูญเสียความฝันนั้นไปและผู้ที่ได้รับความพอใจในโลกนี้มักเป็นคนชั่ว   ในงานแบบสาธกนิยายระยะแรกๆ ของท่านเน้นว่าการรวมเข้าด้วยกันทางกายก็คือการบรรลุถึงความสมบูรณ์   เป็นการปลดปล่อยดวงวิญญาณให้เป็นอิสระ   ซึ่งท่านใช้วิธีเขียนอย่างละมุนละม่อมไม่มีความรู้สึกทางกามารมณ์เจือปนเลย  ดังในบทผู้เป็นที่รักซึ่งรวมอยู่ในเล่มนี้ด้วย

รหัสย์แห่งหัวใจ

คาลิล ยิบราน เขียนกิติมา อมรทัต แปล    พิมพ์ครั้งแรกในปี 2532 และครั้งที่สองในปี 2539 โดยสำนักพิมพ์ธรรมชาติ  ฉบับที่ตีพิมพ์ครั้งที่สองมีความยาว 142 หน้า ราคา 55 บาท

ในรหัสย์แห่งหัวใจ กิติมา อมรทัต ได้แสดงความยินดีที่ได้แปลงานของคาลิล ยิบราน โดยสื่อกับผู้อ่านในคำนำในการพิมพ์ครั้งแรกว่า ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีดอกหรือที่โลกของเรานี้ยังมีนักเขียนอย่างอุมัร คัยยัม ฆอลิป อิกบาล วิทแมน ฐากูร ยิบราน และอีกหลายๆ ท่าน ถือกำเนิดมาเขียนหนังสือให้เราอ่าน? ท่านเหล่านี้เปรียบเหมือนดวงจันทร์ที่ทอแสงอยู่ในคืนที่ฟ้ามีเมฆมืด

ในหนังสือรหัสย์แห่งหัวใจกิติมา อมรทัต ได้กล่าวถึงคาลิล ยิบรานกับผลงานที่ได้รับการถ่ายทอดมาก่อนหน้างานแปลของตนเองไว้ด้วยว่า  สำหรับ คาลิล ยิบราน นั้นนักอ่านชาวไทยคงจะรู้จักรท่านดีมาตั้งแต่ที่ศาสตราจารย์ ระวี ภาวิไล แปลงานเรื่องปรัชญาชีวิต (The Prophet) ของท่านเป็นเล่มแรกเมื่อครั้งนานมาแล้ว  จนบัดนี้หนังสือเล่มนี้ก็ยังได้รับการพิมพ์ใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า และเป็นที่นิยมชมชื่นของนักอ่านรุ่นแล้วรุ่นเล่าไม่ขาดสาย  หลังจากนั้นงานของท่านชิ้นอื่นๆ ก็ได้รับความสนใจถ่ายทอดเป็นภาษาไทย โดยนักแปลหลายต่อหลายท่าน  เท่าที่จำได้มี ศ.ระวี ภาวิไล (แปลงานชื่อ ปีกหัก – The Broken Wings) และทรายและฟองคลื่น (Sand and Foam) , น.ชญานุตม์ และเรณู ชูความคิด สำหรับข้าพเจ้าเองนั้นได้แปลงานของท่านไว้ด้วยใจรักหลายเล่มด้วยกันในชื่อภาษาไทยคือ สวนศาสดา (The Gradent of Prophet) คำครู (The Voice of the Master) 2 เล่มนี้แปลร่วมกับคุณไรน่าน อรุณรังษี   นอกนั้นคือวิญญาณขบถ (Spirits Rebellious) และรอยยิ้มและน้ำตา (A Tear and a Smile)

เมื่อสำนักพิมพ์สุขภาพใจ โดยคุณบัญชา เฉลิมชัยกิจ และคุณเผิน อาษาพันธ์ ต้องการให้ข้าพเจ้าแปลงานที่ยังเหลืออยู่ของคาลิล ยิบราน ข้าพเจ้าจึงมีความปีติในใจอย่างแท้จริง  และได้จัดการให้ตามความประสงค์ของท่านทั้งสองแล้ว  คือรหัสย์แห่งหัวใจ  ซึ่งข้าพเจ้าคัดเลือกมาจาก 3 เล่มของคาลิล ยิบราน คือ The Secret of the Heart, Prose Poems, และ Thoughts and Meditation โดยตัดเรื่องที่แปลไว้แล้วในเล่ม วิญญาณขบถกับรอยยิ้มและน้ำตา ออกไปเพื่อมิให้ซ้ำกัน หวังว่าคงจะได้รับการต้อนรับจากท่านผู้อ่านด้วยดีเช่นเดียวกับอีกสองเล่มซึ่งจะพิมพ์ตามมาในมิช้านี้คือผู้พเนจร (The Wanderer) และผู้เบิกทาง (The Forerunner) ด้วยรักและมิตรภาพ กิติมา อมรทัต

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com