“ทรัมพ์”เล่นเกมตามน้ำกรณีวิกฤตฮ่องกง

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
“ทรัมพ์”เล่นเกมตามน้ำกรณีวิกฤตฮ่องกง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์แห่งสหรัฐทวีต “อ้างข่าวกรองว่า จีนเคลื่อนพลเข้าใกล้พรมแดนติดกับฮ่องกงแล้ว จึงขอให้ทุกคนสงบและปลอดภัย”
ทั้งนี้ เป็นการรายงานล่าสุดของโทรทัศน์ของซีเอ็นบีซี ในขณะที่การประท้วงที่นั่น ขยายตัวขึ้นมาอีกระดับ ขยับ
เข้ายึดท่าอากาศยานต่อเนื่องกันเป็นเวลาสองวัน(ถึงวันที่ ๑๕สค.) โดยหวังว่าจะช่วยทำให้ชาวต่างชาติที่ใช้สนามบินสนับสนุนการเรียกร้อง แต่ผลที่ได้รับ น่าจะเป็นลบ เพราะไปขัดขวางการเดินทางของผู้โดยสาร ซึ่งต้องเดือดร้อนไปทั่ว โดยเฉพาะผู้โดยสารขาออก ไปติดอยู่ที่นั่น ไม่มีสายการบินเข้า-ออกฮ่องกง ซึ่งทางการจีนออกข่าวแล้วว่าเป็นพฤติกรรมของการก่อการร้าย
ก่อนหน้านี้“ทรัมพ์”ได้ปฏิเสธว่า สหรัฐไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในฮ่องกงเลย ตามที่ทางจีนจะกล่าวหาว่า ซีไอเอ เข้าไปยุยงส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวาย ในรูปของการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งเรียกร้องเอกราช ด้วยการก่อจลาจล ซึ่งแปรเปลี่ยนเพิ่มเป้าหมายเดิมคือการประท้วงคัดค้าน”ไม่เอา”กฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่ง บัดนี้กลับกลายเป็นประเด็น รองลงไป
ไม่มีใครรู้ว่า การที่”ทรัมพ์”ออกข่าวทางทวีตเตอร์คราวนี้ เป็นการมุ่งทำสงครามจิตวิทยากับจีนหรือไม่ แต่ฟังความได้ว่าเข้าข้างฝายผู้ประท้วง เพราะเขาพูดในขณะที่สหรัฐกับจีนกำลังสัประยุทธ์กันเป็นสามารถ ในการทำสงครามเศรษฐกิจ จนโลกเสทือนไปทั้งใบ ทำให้หวั่นเกรงกันว่า ความย่อยยับที่ตามมา จะไม่ก่อความพินาศฉิบหายเฉพาะแค่เพียงจีนกับสหรัฐเท่านั้น แต่จะซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก ที่มีแนวโน้มถดถอยอยู่แล้ว ให้ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
เว้นแต่จะรีบหาทางยับยั้งเอาไว้ เสียแต่เนิ่นๆ
นั่นเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน ที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้คนส่วนหนึ่งของฮ่องกงหรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า”เขตบริหารพิเศษฮ่องกง” ซึ่งกำลังหาดิ้นรนแสวงหาอิสรภาพ เพื่อปลดเปลื้องการปกครองของจีน ที่รวบอำนาจไว้นาน แล้วหลายพันปี ด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมาถึงระบบการปกครองสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในปัจจุบัน
ชาวฮ่องกงกลุ่มนี้ไม่ต้องการสภาพที่ถูกปกครองแบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ”ตามที่รัฐบุรุษจีน”เติ้ง เสี่ยว ผิง”กำหนดเรียกเอาไว้ และก็คงเป็นที่”สะใจ”ของฝ่ายเคร่งหลักการคอมมิวนิสม์ ที่ยังแฝงตัวอยู่ภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน
“มนุษย์เกิดมาเสรี…” ฌอง ฌากส์ รุสโซ ปราชญ์ฝรั่งเศสว่าไว้เช่นนั้น ภายใต้เงื่อนไขที่ตามมาว่า”…ทุกหนทุกแห่งล้วนมีพันธนาการ”
ซึ่งชาวฮ่องกง หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “ฮ่องกงเกอร์”กลุ่มหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่า”มนุษย์เกิดมาเสรี”หวังอย่างยิ่งว่าจะแบ่งแยกดินแดนออกมาปกครองตนเองอย่างอิสระ จึงพยามแล้วพยายามอีกในการเคลื่อนไหว หมายแยกฮ่องกงออกมาเป็นชาติหรือประเทศต่างหาก จากจีนแผ่นดินใหญ่
มุ่งหลุดพ้นจาก”พันธนาการ” โดยมีชาวฮ่องกง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหนุ่มสาว ผู้สนับสนุนนับล้าน เท่าที่ปรากฏหลักฐานตามข่าว
มีรายงานบางกระแส ก่อนหน้านี้ระบุว่า สหรัฐแอบส่งเจ้าหน้าที่ไปพบปะกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนฮ่องกงจริง กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐก็ยอมรับ แต่เหตุไฉน”ทรัมพ์”จึงออกมาปฏิเสธ ก็ไม่สามารถหาเหตุผล มาประกอบคำอธิบายได้
เท่าที่สังเกตนั้น ผู้ที่ออกมาประท้วง อยู่ในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงาน ไม่มีคนประเภทเฒ่าชะแรแก่ชราหรือเด็กเล็ก ซึ่งก็ทึกทักเอาไม่ได้ว่า คนที่ออกมา เป็นตัวแทนเสียงส่วนใหญ่ของชาวฮ่องกงที่มีประชากรกว่าเจ็ดล้าน หรือไม่ก็เป็นพวกที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จากระบบการปกครองที่เป็นอยู่
ขณะเดียวกัน ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ออกมาต่อต้านการชุมนุมเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ด้วยการไล่ทำร้ายผู้ชุมนุมที่กำลังจะกลับบ้านที่สถานีรถไฟใต้ดิน หรือไล่ทุบตีผู้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ที่เป็นคนทำงานธรรมดาซึ่งไม่สนใจการเมือง นอกจากทำมาหากิน
แต่จุดนี้ก็กลับเป็นประเด็นที่ทำให้ ใครก็ตาม(อาจเป็นสหรัฐ) ที่เข้ามายุ ให้เกิดความแตกแยกในฮ่องกง เพื่อสร้างความว้าวุ่นใจกับรัฐบาลปักกิ่ง กลายเป็นหอกข้างแคร่ (อีกเล่มหนึ่ง) ที่คอยทิ่มตำ มิให้เกิดความสงบสันติ ตราบเท่าที่ยังไม่เลิกทำสงครามเศรษฐกิจกับสหรัฐ
ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยกระพือหลักการแห่งสิทธิเสรีภาพอันหอมหวานเอาไว้ด้วย รวมทั้งการปลุกใจต่างๆให้ฮึกเหิม เช่น “จะมีสิทธิเสรีภาพได้อย่างไร หากไม่ต่อสู้ให้ได้มา” อะไรเทือกนั้น
ซึ่งก็จะเห็นได้ว่า“สิทธิเสรีภาพ”ที่สมควรจะเชิดชูนั้น ในอีกทางหนึ่ง สามารถนำมาใช้เป็น”เครื่องมือ”เพื่อการปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในสังคมได้ ดังที่ได้เห็นมาแล้ว ในสังคมไทยเรา
สถานการณ์ในฮ่องกงเวลานี้ ยากจะสรุปได้ว่า จะจบลงตรงไหนและอย่างไร นอกจากจะค่อยๆ พิจารณาในแง่มุมต่างๆ ที่อาจแฝงอยู่ นอกเหนือไปจากการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นความดีสูงสุดของ”ประชาธิปไตยทุนนิยม”
ซึ่งในวันนี้ขออนุญาตพิจารณาในสมมุติฐานที่ว่า ว่าเป็นการทำสงครามนอกแบบของสหรัฐ เพื่อก่อกวนและสร้างแตกแยกในหมู่ชาวจีนฮ่องกงด้วยหรือไม่
และในอีกสมมุติฐานหนึ่งคือการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวฮ่องกง
หรือสองมุติฐานรวมกัน
ไม่มีใครสามารถห้ามจิตวิญญานเสรีของมนุษย์ได้ และนี่ก็เป็นข้อเท็จจริง ที่ได้บังเกิดขึ้นแล้วในฮ่องกง
แต่สักกี่คนจะตระหนักรู้ว่า ค่าแห่งการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพนั้น จะต้องแลกมาด้วยความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมส่วนใหญ่และหลายครั้งด้วยเลือดเนื้อและชีวิต ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่แพงมาก
ก็ได้แต่บอกว่า ถ้าประเมินแล้วคุ้มค่า คิดว่าชนะ ก็ทำต่อไปเถิด แต่ถ้าแพ้ ก็ต้องยอมรับสภาพ เช่น ที่รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์”วิเวียน พลกฤษนัน”เคยกล่าวไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “เห้งเจียไม่มีทางกระโดดพ้นจากหัตถ์พระพุทธเจ้า”
การขู่ของ”ทรัมพ์”ด้วยการใช้ความกลัว มาสั่นคลอนจิตใจของชาวฮ่องกงนั้น ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ เหมือนเหตุการณ์ที่จัตุรัส”เทียนอันเหมิน”ซึ่งมีเงื่อนไขต่างกัน
ตามหลักการ ทหารจากกองทัพปลดแอกประชาชนจีน จะเข้าจัดการ”หยุด”หรือ”ปราบปราม”การประท้วงได้รัฐบาลปักกิ่งจะต้องได้รับการร้องขอ จากคณะผู้บริหารฮ่องกงอย่างเป็นทางการเสียก่อน แต่นี่ยังไม่มี
คาดว่าจะมี ก็ต่อเมื่อ สถานการณ์เลวร้ายไปมากกว่านี้ เช่น เกิดการเผาบ้านเผาเมือง หรือมีการนำเอาอาวุธร้ายแรง เช่น ปืนและระเบิด ออกมาต่อสู้ หรือก่อวินาศกรรมในรูปแบบอื่นๆ
ก็ได้แต่ภาวนาว่า ขออย่าได้เกิดขึ้น ตามที่หวั่นกลัวกันเลย







