รัฐและผู้นำรัฐ” ปรัชญาการเมืองอิสลาม
รัฐและผู้นำรัฐ” ปรัชญาการเมืองอิสลาม
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
มุลลาศอ็ดรอ เป็นนักปรัชญามุสลิม(นิกายชีอะฮ์)เจ้าสำนัก”ฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ”حکمة المتعالية (ปรัชญาปรีชาญาณสูงส่ง) ได้มีทัศนะทางปรัชญาสังคมและการเมืองไว้ว่า แท้จริงทุกสังคมต้องการรัฐและผู้นำรัฐ และสังคมใดไร้การปกครองและไม่มีผู้นำรัฐ ไม่สามารถจะขับเคลื่อนไปสู่ความสมบูรณ์ได้ และมุลลาศอ็ดรอ ได้กล่าวอีกว่า แท้จริงผู้นำรัฐนั้นจะต้องมีหลักการปกครอง ที่เป็นกฏหมาย เพื่อสร้างสรรค์สังคม ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า.

Credit Photo by : muslimthaipost.com
“ทุกสังคมต้องการและมีความจำเป็นต่อกฏหมายหนึ่ง ที่มนุษย์จะต้องย้อนกลับไปยังมัน และมนุษย์ไม่สามารถจะดำเนินชีวิตไปได้อย่างสมบูรณ์แบบบนโลกใบนี้ นอกจากจะต้องมีผู้ปกครองหรือผู้นำที่ทรงยุติธรรม และมีกฏหมาย บัญญัติมาจากพระเจ้า”(อ้างจากบทความเรื่อง มุฟักกิรอนอิสลามี ว่าฮัมบัสเตกี ดีน ว่า เดาลัต)
มุลลาศ็อดรอได้อรรถาธิบายเกี่ยวกับบทบัญญัติทางการปกครอง (โดยพระเจ้า) ว่ามันคือวิญญาณของการเมือง ถ้าการเมืองใดไร้กฏหมายที่เป็นบทบัญญัติแห่งพระเจ้า ถือว่าการเมืองนั้นไร้วิญญาณ เป็นการเมืองที่ตายแล้ว ไร้ชีวิต เมื่อการเมืองไร้ชีวิต ก็จะไม่สามารถให้ชีวิตแก่สังคม สังคมก็จะเป็นสังคมที่ตาย มีแต่ความวุ่นวาย
การปกครองในมุมมองของอิสลามถือว่าเป็นระบอบหนึ่งทางสังคมที่ได้ถูกจัดระเบียบแบบแผนเอาไว้ โดยผ่านกระบวนการคิดทางปรัชญาและทางอภิปรัชญา ดังนั้นจะเห็นไว้ว่าในหน้าประวัติศาสตร์อิสลาม เราจะพบนักคิดมุสลิมและนักปรัชญามุสลิมหลายต่อหลายท่านและในหลายสำนักได้มีแนวคิดและหลักคิดทางปรัชญาในเรื่องการปกครองและการเมืองไว้น่าสนใจทีเดียว
ทฤษฎีปรัชญาการเมืองว่าด้วยเรื่องระบอบการปกครองอิสลามไว้ดังนี้
รัฐและระบอบการปกครอง
หลักศาสนบัญญัติอิสลาม ไม่ว่าด้านภาคศาสนพิธี(พิธีกรรม) หรือด้านภาคการพาณิชย์ ด้านการเมือง จำเป็นจะต้องดำรงอยู่จนถึงวันอวสานโลก และไม่มีคำสอนใดที่ได้กล่าวอ้างขึ้นมาว่าหลักการทางศาสนบัญญัติ อาจจะถูกยกเลิกไปในยุคใดยุคหนึ่ง จากหลักความเชื่อนี้ เป็นเหตุให้จะต้องมีระบบการบริหารและการปกครองที่สามารถนำหลักศาสนบัญญัติมาถือปฏิบัติและบังคับใช้เพื่อสร้างความสมดุลภาพและความเหมาะสมของการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ
แท้จริงการมีรัฐอิสลามถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ และถือว่าเป็นความจำเป็นข้อหนึ่ง เพราะว่าการรักษาสิ่งที่เป็นหลักการศาสนาหรือการควบคุมการออกนอกลู่นอกทางของมุสลิม ต้องอาศัยกลไกลของสร้างรัฐอันมั่นคงนั่นเอง และอิสลามยังมีมิติทางการเมือง ซึ่งการมีรัฐอิสลามสามารถปกป้องจากการรุกรานจากฝ่านศัตรูและทำให้ศัตรูอ่อนแอ
เชื่อและยืนยันว่าแท้จริงมนุษยชาติและสังคมโลกจะยืนอยู่บนความสงบสุขและสันติภาพที่แท้จริงได้นั้น สังคมโลกต้องอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบอิสลาม ระบอบอิสลามถึอว่าเป็นโครงสร้างหลักของการจัดตั้งรัฐ ซึ่งในระบอบอิสลามจะเป็นตัวจักรและโครงสร้างย่อยอื่นที่มาบริหารจัดการบ้านเมือง
เชื่อว่าระบอบอิสลามคือระบอบการปกครองที่ดีที่สุด เพราะเป็นระบอบการปกครองของบรรดาศาสดาและบรรดาผู้นำหลังจากศาสดาที่อยู่ในฐานะของผู้ปกครองที่ศาสดาได้สั่งเสียไว้
เชื่อว่าระบอบอิสลามจะเป็นระบอบที่มาสร้างหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการบ้านเมือง โดยนำหลักนิติรัฐนิติธรรมมาปกครองและสามารถนำความยุติธรรมให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์
ผู้นำกับภาวะผู้นำ
ผู้นำ(Leaders) และภาวะผู้นำ(Leader Ships) ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่อัลกุรอานและตัวบทจากวจนะของศาสดามุฮัมมัด(ศ)และผู้ปกครองอันทรงธรรมแห่งอิสลามได้กล่าวไว้ นั่นหมายความว่าสิ่งเหล่านั้นคือกรอบแนวคิดและเป็นหลักการการบริหารจัดการบ้านเมือง และผู้เขียนจะนำบางโองการมากล่าวเกี่ยวกับผู้นำและภาวะผู้นำในทัศนะของอิสลาม ดังนี้
อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า..
“ แน่นอนเราได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาพร้อมกับหลักฐานอันชัดแจ้ง และได้ประทานคัมภีร์มาพร้อมกับพวกเขาและตาชั่ง เพื่อที่มนุษย์จักได้ดำรงอยู่บนความยุติธรรม”(บทอัลฮะดีดโองการที่๒๕)
“และเราประสงค์ที่จะมอบความโปรดปรานให้กับบรรดาผู้ถูกกดขี่ บนหน้าแผ่นดิน โดยแต่งตั้งพวกเขาให้เป็นผู้นำและทำให้พวกเขาเป็นทายาทแห่งการสืบทอด”(บทอัลกอซอซ โองการที่๕)
ทั้งสองโองการนี้พระผู้เป็นเจ้าเอกองค์อัลลอฮซ.บ.ประสงค์ที่จะแจ้งให้ประชาชาติทุกยุคทุกสมัยรู้ว่า แท้จริงมนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม และทุกๆ สังคมต้องการผู้นำและผู้ชี้นำที่มีภาวะผู้นำเป็นผู้ยำเกรง และเคร่งครัด สำรวมตน และอัลกุรอานได้แนะนำว่าผู้นำที่ดีนั้นมีอยู่สองกลุ่มคน คือ
๑)ผู้นำที่เป็นศาสดา เป็นศาสนทูต และเป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า
๒)ผู้นำที่อยู่ในฐานะผู้เป็นปราชญ์
อัลกุรอานได้นำเสนอการเป็นผู้นำของทั้งสองกลุ่มคนและกล่าวถึงภาวะผู้นำของพวกเขาไว้อย่างชัดเจน และอัลกุรอานได้กล่าวถึงระบอบการปกครอง โดยจะสามารถสรุปได้ดังนี้
๑)ผู้นำ เป็นบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยพระผู้เป็นเจ้า และเป็นบุคคลที่พระผู้เป็นเจ้าไว้วางใจให้อยู่ในฐานะของผู้ชี้นำ นั่นคือ บรรดาศาสดา และอีกกลุ่มหนึ่งคือปุถุชนธรรมดา ที่เป็นกลุ่มชนที่ถูกกดขี่ (مستضعفين) นั่นก็คือบรรดาผู้นำทรงธรรมแห่งทายาทศาสดามุฮัมมัด(ศ)และตัวแทนของบรรดาอิมามผู้ทรงธรรม ที่อยู่ในฐานะเป็นปราชญ์ผู้ชำนาญการและเป็นนักการศาสนา(Faqi)โดยได้รับอำนาจการปกครองนั้นจากศาสดา(ศ)และตัวแทนของศาสดา
๒)ตำแหน่งผู้นำนั้นเป็นพันธสัญญาหนึ่งของพระเจ้า นั่นหมายความว่าเป็นการกำหนดโดยพระเจ้าต่อกลุ่มคนที่เหมาะสมและทรงธรรมให้ดำรงตำแหน่งผู้นำแห่งมวลมนุษยชาติ
๓)ภาวะผู้นำจากโองการข้างต้น คือ
๓.๑ การนำหลักบริหารบ้านเมืองและกฏหมายอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ(หลักชะรีอะฮ) ดังโองการที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า “เราได้ส่งมาพร้อมกับบรรดาศาสดานั้น คือคัมภีร์” ซึ่งคำว่าคัมภีร์ในความหมายของโองการนี้ คือหลักรัฐธรรมนูญที่อยู่ภายใต้หลักนิติรัฐนิติธรรม
๓.๒ สร้างระบอบการเมือง การปกครอง และระบอบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและตรวจสอบได้ ดังโองการที่ได้กล่าวไว้ว่า”ได้ส่งตาชั่งมาพร้อมกับพวกเขา” ดังนั้นคำว่า”ตาชั่ง”คือระบอบและแบบที่มีมาตรฐาน
๓.๓สร้างความมั่นคง นั่นหมายความว่าผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการสร้างความมั่นคงต่อประเทศชาติและต่อประชาชน ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า “เราได้ส่งเหล็ก” คำว่าเหล็ก คือกองกำลัง กำลังพลทางทหารและคลังอาวุธ เพื่อไว้ปกป้องการละเมิดอำนาจอธิปไตย
๓.๔ การสร้างความยุติธรรมในสังคม เป็นเป้าหมายสูงสุดของการปกครองและการสร้างรัฐ ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวว่า”เพื่อให้ประชาชนได้ยืนหยัดในความยุติธรรม”
อาจจะเกิดถามสำหรับผู้อ่านว่า ทำไมโลกทัศน์อิสลาม จึงให้ความสำคัญต่อเรื่องการเมืองเป็นพิเศษทีเดียว ซึ่งปัญหาทางการเมือง เป็นปัญหาทางโลกไม่ใช่หรือ? และทำไม คอลีฟะตุลลอฮ ผู้ปกครองในอิสลาม จึงมีความจำเป็นด้วย?
คำตอบในเรื่องนี้ก็คือว่า ถ้าผู้ใดได้ศึกษาคำสอนข องอิสลามอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่า ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)เป็นบุคคลแรกที่ได้นำเรื่องของสังคมและการเมืองมาให้ความสำคัญ เพราะในอิสลามถือ ว่าการเมืองและสังคมคือเรื่องของศาสนาไม่ใช่เรื่องของดุนยา แท้จริงแล้วเรื่องของการเมืองและสังคมนั้นเป็นเรื่องของศาสนา เพราะศาสนาไม่ได้แยกออกจากสังคมและการเมือง
อัลกุรอานได้สนับสนุนในเรื่องนี้ว่า..
“แน่นอนเราได้ส่งศาสนทุตของเรามา ด้วยกับหลักฐานอันชัดแจ้ง และเราได้ประทานคัมภีร์และตาชั่งมาพร้อมกับพวกขเ เพื่อว่าให้มนุษย์นั้นยืนขึ้นต่อสู้ด้วยความยุติธรรม”(อัลฮะดีด/๒๔)
จากโองการนี้ชี้ให้เห็นได้ชัดว่า แท้จริงความยุติธรรมในสังคมและการเมืองการปกครองอย่างยุติธรรมคือเป้าหมายของการส่งบรรดาศาสดามา
จะขอหยิบยกคำกล่าวของอิมามอะลี บินอะบีตอลิบ ในเรื่อง รัฐอิสลาม มากล่าว ดังนี้
“ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการเคารพสิทธิต่อกันของมนษย์ นั่นคือสิทธิของการปกครองของผู้นำต่อผู้ตาม และสิทธิของประชาชนต่อองค์กรรัฐ และถือเป็นความจำเป็นต่อพระองค์อัลลอฮ ซ.บ. ทรงกำหนดให้สิทธิต่างๆนั้นเกิดขึ้นในสังคมมนุษยชาติ และด้วยกับสิทธิการปกครองด้วยรัฐนั้น เป็นที่มาของการมีระเบียบและบ้านเมืองอยู่เป็นระบบ และยังสร้างเกียรติยศให้กับศาสนา ประชาชนจะไม่ได้รับความสันติภาพและเกิดสันติสุขได้ นอกจากอยู่ภายใต้การปกครองอันชอบธรรมและผู้ปกครองที่เหมาะสม รัฐต่างๆจะไม่เกิดสันติภาพได้ นอกจากความร่วมมือและความเข้มแข็งของประชาชน และประชาชนต้องน้อบรับสิทธิของการปกครองนั้น (โดยอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ) และรัฐก็จะต้องดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างเป็นธรรม และเมื่อถึงเวลานั้น รัฐและการปกครองของอำนาจรัฐ จะเป็นที่ถูกยอมรับและศักสิทธิ์ และจะมีอำนาจการปกครองที่แท้จริง” (คุฎบะฮที่๒๑๔ นะญุลบะลาเฆาะฮ์)
ความหมายของคุฎบะฮข้างต้นคือ สิ่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดของการปกครองและระบอบการปกครองต้องคำนึง คือสิทธิของผู้ปกครองต่อประชาชน และสิทธิของประชาชนต่อผู้ปกครอง นั่นหมายความว่าถือเป็นหน้าที่ต้องปฏิบัติ โดยที่พระองค์อัลลอฮ ทรงกำหนดให้ทุกคนมีหน้าที่และเป็นสิทธิ เพื่อเป็นพื้นฐานของการมีปฎิสัมพันธ์และนำไปสู่ความมีเกียรติและความสูงส่งของการมีศาสนา กล่าวคือประชาชนจะไม่มีความสูงส่งและมีเกียรติใดๆเลย เว้นแต่เขาอยู่ภายใต้ผู้ปกครองของคนที่มีคุณธรรมและศิลธรรม และรัฐ การปกครองก็จะไม่ถือว่าเป็นรัฐที่ดีงามได้เลย นอกจากมีผู้ที่อยู่ใต้การปกครองเป็นผู้ที่ยืนหยัดและดำรงต่อสิ่งที่เป็นคุณธรรม นั่นก็คือว่า ประชาชนได้อยู่ใต้คติกาของการปกครอง คำรพกฎระเบียบของบ้านเมือง และผู้ปกครองและอำนาจรัฐได้สนองตอบต่อสิทธิของประชาชน







