“ทรัมพ์”บ้า

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
“ทรัมพ์”บ้า
ผมคุ้นเคยกับข่าวต่างประเทศมาตั้งแต่อายุได้ ๒๖ ปี นับปีนี้ด้วยก็กว่า ๕๐ ปีเข้าไปแล้ว
ทำข่าวมา ทั้งจากที่ลงมือทำข่าวเอง หรือจากการแปลข่าว วิเคราะห์ข่าว ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น”ผู้นำประเทศ”คนใด บ้าบอคอแตก เหมือนนาย”โดนัลด์ ทรัมพ์”ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบันเลย
แม้น”มูอัมมาร์ กัดดาฟี”อดีตผู้นำลิเบีย ที่มีพฤติกรรมแปลกๆ ชอบแยกตัวโดดเดี่ยว ชอบไปปลีกวิเวก อาศัยในทะเลทรายเป็นเดือนๆ ใช้สตรีสาวสวยล้วนๆ ตั้งหน่วยรักษาความปลอดภัยส่วนตัว เป็นกรณีพิเศษ หรือ “ซัดดัม ฮุสเซน”ผู้นำอิรักที่หลงตัวเอง โดยการสร้างความนิยมในตัวตนอย่างบ้าคลั่ง สร้างอนุสาวรีย์ให้ตัวเอง ผิดหลักการอิสลามในแง่ต่อต้านรูปเคารพ เพราะเป็น”ชิริก”(การตั้งภาคีเทียบเท่าพระเจ้า)
หรือ”อิดี อามิน”เผด็จการจอมโหดสั่งฆ่าคนเป็นผักเป็นปลานับแสน แห่งยูกันดา นักเผ่าพันธุ์นิยม เรียกตนเองว่า ฯพณฯ ประธานาธิบดีตลอดชีพ จอมพล ดอกเตอร์ ฮัจญี ฯลฯ
แต่ที่ยกตัวอย่างมาทั้งสามรายนี้ ล้วนไม่เทียบเท่า”โดนัลด์ ทรัมพ์”เลยแม่แต่น้อย สมกับที่เขาชอบคุยว่า เขานั้น เป็นผู้นำที่ฉลาดหลักแหลมที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นในหลายรูปแบบ ทั้งในแง่เจ้าเล่ห์ ไร้ระเบียบแบบแผนทางศีลธรรม ไร้คุณธรรม เหยียดสตรี เหยียดชนชั้น เหยียดผิว ลำเอียงสร้างความแตกแยกขึ้นในชาติ ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน แถมพูดจาสับปลับและติดจะพูดเท็จอย่างคล่องปาก มักจะอ้างตัวเลข สถิติต่างๆ อย่างผิดๆ
แต่อนิจจา…ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็เชื่อถือและศรัทธาเขา
ซึ่งนั่นก็พอทำเนา เพราะคนเราเกิดมาซึมซับรับการอบรมบ่มนิสัยมาไม่เท่ากัน แต่การที่เขาพิสูจน์ว่ามีความสามารถในด้านการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ในรูปแบบ ของ America First เอาไว้ได้ สามารถสร้างงานใหม่ๆ ให้คนอเมริกันทำ ขับผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย ก็ทำให้ความนิยมที่มีต่อตัวเขายังคงเหลืออยู่มาก
ในขณะที่ด้านกิจการระหว่างประเทศ การต่อต้านอิสลามของเขาผ่านทาง การกีดกันผู้ลี้ภัยจากชาติต่างๆ ในตะวันออกกลาง การร่วมกับอิสราเอล ล่วงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ในการยินยอมให้อิสราเอลสถาปนานครเยรูซาเลม เป็นเมืองหลวง ยอมให้อิสราเอลผนวกดินแดนที่ได้มาจากฝ่ายอาหรับ(ดินแดนบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนและที่ราบสูงโกลัน) โดยไม่ตักเตือนห้ามปราม(แถมสนับสนุน) ให้สมกับที่สหรัฐเป็นชาติอภิมหาอำนาจ ที่สมควรจะสร้างความยุติธรรมขึ้นในโลก เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี ล้วนทำลายเกียรติยศของสหรัฐ ที่สร้างสรรมาแล้วทั้งสิ้น เขากลับกระทำโดยเปิดเผย ไม่ละอายใจ เป็นที่น่าอัปยศยิ่งนัก
อีกอย่าง ”ทรัมพ์”ชอบใช้ช่องว่างกฎหมายและแอบล่วงเมิดเสียด้วย ยกตัวอย่างกรณีการเสียงภาษีเงินได้ ๗๕๐ เหรียญให้รัฐบาลสหพันธ์ ในปีที่เขาได้รับเลือกตั้ง (๒๐๑๖)ที่เพิ่งมีร่องรอยชัดเจนขึ้น ตามที่ หนังสือพิมพ์”นิวยอร์ก ไทมส์” เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้
กรณีนี้มีความสำคัญมาก เพราะทางการสหรัฐเอาจริงเอาจัง มาแต่ในอดีตแล้ว แต่”ทรัมพ์”ไม่กลัว เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ แล้วว่าจอมอาชญากรในยุคเศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำ “แอล คาโปน”มีความผิดมากมายในหลายคดีที่ก่อกรรมทำเข็ญไว้ก็จริง แต่ยังติดคุกเพียงเพราะ”การหลีกเลี่ยงภาษี”เท่านั้น
ดังนั้น “ทรัมพ์”จึงยอมที่จะหาทางออกด้วยการต่อสู้ทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพราะบางที เขาจะพ้นข้อกล่าวหาได้ แม้กระทำผิดจริง แต่กฎหมายเอื้อมมือไปไม่ถึง
นี่คือความ”บ้าคลั่ง”ผิดมนุษย์มนา เป็นคน”กล้าได้ กล้าเสีย” ซึ่งในทัศนะคนอเมริกัน ไม่อาจชึ้ขาดว่า เป็นความดีหรือความเลว ชัดๆ
แต่กรณีที่กำลังโดนเพ่งเล็งจากสาธารณชนมากที่สุดขณะนี้ ก็คือการจัดการกับการแพร่ระบาดของโรค”โควิด 19” ซึ่งเวลานี้ ดูเหมือนเขาจะใช้เป็นประเด็นหลัก เพื่อเอาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งกำลังจะมีขึ้นในวันที่ ๓ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ หลังจาก”ทรัมพ์”พ่ายแพ้การโต้วาทีครั้งแรกให้ ”โจ ไบเดน”คู่แข่งผู้ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในนามพรรคเดโมแครต ไปอย่างยับเยิน
ไม่ว่า”ทรัมพ์”จะป่วยเป็น”โควิด 19”จริงหรือไม่ แต่คนรอบข้างอาทิ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว นักข่าวประจำทำเนียบ รวมทั้งสุภาพสตรีหมายเลข ๑ “เมลานี ทรัมพ์”ภริยาของเขาป่วยจริง
แต่การออกจากโรงพยาบาล กลับมาทำงานและหาเสียงต่อของ”ทรัมพ์”ในเวลาที่เหลืออยู่ เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่านี่เป็นความพยายามพลิกผันความนิยมที่มีต่อตัวเขาที่ตกจ่ำ ให้กลับคืน ในนามของ”ผู้กล้าหาญ”ที่ยอมตายแต่ไม่ยอมแพ้
นับเป็นจุดสุดยอดในการดันทุรัง เอาชีวิตเข้าเสี่ยงของ”ทรัมพ์”ที่อาจกลายเป็น Reality Show รายการสุดท้าย
หากไวรัสในตัวเขา กลับมากำเริบในช่วงนี้ ซึ่งคณะแพทย์ก็ยังพยายามรักษาอาการอยู่ ด้วยการให้ยาตามอาการ
“ทรัมพ์”อาจจะชนะใจคนอเมริกันส่วนใหญ่อีกครั้ง ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อ เป็นสมัยที่ ๒ เหมือนกับ”ด็อก ฮอลลิเดย์”ชนะคู่ดวลปืนพร้อมกับเพื่อนๆ ที่ “โอเค คอร์แรล”เมือง”ทูมบ์สโตน
แล้วก็ทิ้งชื่อก้องสนั่นโลกไว้ ณ โรงพยาบาลที่เข้ารักษาโรคปอดก่อนสิ้นลม
แต่ถ้า”ทรัมพ์”หายป่วยจริง ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้เลือกตั้ง ก็สะท้อนว่า “หมากต้มคนทั้งโลก”ตานี้ ชนะไปอย่างเรียบร้อย โดยเอาตัวเข้าแลก ตามที่เขาพูดว่า “อย่าปล่อยไวรัสเข้าครอบงำ จงอย่าไปกลัวมัน”
จากนั้น ก็ดึงเอาหน้ากากอนามัยออกพ้นใบหน้า
หมอนี่ช่างบ้าแบบโรแมนติก เสียจริงๆ







