INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เห็นแสงสว่างปลายทางแล้วแม้เพียงรำไร

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

เห็นแสงสว่างปลายทางแล้วแม้เพียงรำไร

โล่งอก ครับ ที่การประชุมรัฐสภาระหว่างวันที่ ๒๖-๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓ เพื่อหารือและยุติการชุมนุมเรียกร้องต่อเนื่อง(นำโดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม)เป็นไปโดยความสงบเรียบร้อย ตั้งแต่ต้นจนจบ แม้จะมีส.ส.คนหนึ่ง(ขออนุญาตไม่ระบุชื่อ-เพราะไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรม)กรีดเลือดประท้วงกลางสภา อ้างเหตุผลว่าเป็นเพราะ”ประยุทธ์”ทำร้ายประชาชน (คงหมายถึงกรณีที่ตำรวจใช้รถน้ำฉีดใส่สลายการชุมนุมที่ราชประสงค์)

ซึ่งในความเป็นจริง เป็นอย่างไร รุนแรงเกินไปหรือเปล่านั้น ผู้ที่มีวิจารณญาน ย่อมพึงรู้แก่ใจตนเองอยู่แล้ว

จึงขอขอบคุณ(ในนามของประชาชนทั้งประเทศ)สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ ที่พยายามช่วยกันรักษาระเบียบวินัยในการปฏิบัติหน้าที่ ตามที่ประธานรัฐสภานายชวน หลีกภัย ขอร้องไว้แต่แรก ถึงแม้ว่าพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (ส.ส.บัญชีรายชื่อ)หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย จะปฏิเสธไม่ยอมถอนคำพูดเสียดสีพล.อ.ประยุทธ์ ก็ตามที

ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงชิงชังมากมายถึงขนาดนั้น

ค่อนข้างจะแปลกใจมากครับ ที่สื่อมวลชนกระแสหลัก รายงานข่าวการประชุม หรือผลการประชุมหารือ ไม่ค่อยจะตรงประเด็น ว่าด้วย”การหาทางออก”ของชาติ

แต่กลับไปมุ่งพาดหัวข่าวในแง่”เร้าอารมณ์”ว่าด้วยการ”กรีดเลือด”ของส.ส.ที่ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อ เพราะชิงชัง ที่แสดงเจตนาหาเสียงด้วยวิธีนี้

ดูเหมือนจะมีไม่กี่สำนักข่าวเท่านั้น ที่นำเสนอข่าววันนี้(๒๘ ตค.)ตรงประเด็น เช่นสื่อสำนัก ”ผู้จัดการ” ที่พาดหัวข่าวว่า

“วิปรัฐบาลเสนอตั้งคณะกรรมการหาทางออกประเทศ ยันนายกฯไม่ต้องลาออก”

สะท้อนให้เห็นว่า”สื่อมวลชนไทย”มีคุณภาพใน”การสื่อ”ถึง”ผู้รับสาร”เพียงไร ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว ว่า”ไร้ประสิทธิภาพ”เสียส่วนใหญ่

แม้แต่สำนักข่าว” บีบีซี ไทย”ก็เถอะ พาดหัวข่าวหลักในเชิงเร้าอารมณ์ว่า

“ส.ส.เพื่อไทย กรีดเลือดกลางสภา ขณะที่ พล..ประยุทธ์ลั่น ไม่ลาออก”

จากนั้นก็พาดข่าวหัวรองว่า

“รัฐบาลแก้เกมกลับ เล็งทำประชามติหลัง”ราษฎร”กดดันนายกฯลาออก”

ทั้งๆ ที่สำนักข่าว “บีบีซี” เคยได้รับการยกย่องมาก ในอดีตที่ผ่านมาว่า เป็นสื่อมวลชนที่ตีประเด็นข่าวได้แม่นยำ ซึ่งคราวนี้ ไม่ได้ใช้ความแม่นยำนั้นอย่างเที่ยงตรง แต่มาใช้วิธีพาดหัวข่าว ส่งเสริมฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แทนที่จะวางตัวเป็นกลาง อย่าง”ผู้จัดการ”

ทีนี้ มาพูดถึงการประชุมรัฐสภา หาทางออกเสนอแนะรัฐบาล

ใคร่ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคฝ่ายค้านโดยรวม ไม่ได้เสนอแนะหาทางออกอย่างไรทั้งสิ้น แต่หยิบยก ประเด็นต่างๆ ที่เป็นข้อบกพร่องของรัฐบาลมาพูดซ้ำๆ แล้วสรุปตรงกันในที่สุด คือเรียกร้อง

ให้”ประยุทธ์”ลาออกจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ออกลีลาคล้ายๆ กับเป็น”แผ่นเสียงตกร่อง” แม้”พล.อ.ประยุทธ์”ย้ำแล้วย้ำอีกว่ายังไงๆก็”ไม่ออก”

ขอถามว่า ทำไมพรรคฝ่ายค้านไม่นำเสนอหาทางออกที่มีความเป็นไปได้ด้วยเล่า เช่น เสนอร่วมมือหาทางแก้ปัญหากับฝ่ายรัฐบาล เพื่อสำแดงสิ่งที่ทางการเมืองเรียกว่า  bipartisan หรือการที่พรรคสองฝ่ายร่วมกันหาทางออกให้ปัญหาส่วนรวมที่กำลังเผชิญ ซึ่งสมควรเป็น”สปิริตประชาธิปไตย”ที่น่าฝึกฝนเอาไว้ ในยามชาติประสบภาวะวิกฤติร้ายแรง

หรือฝ่ายค้านเห็นว่ายัง”ร้ายแรง”ไม่เพียงพอ

“สปิริตประชาธิปไตย”ที่ว่า ถือเป็นจิตสำนึกร่วม ที่คำนึงถึงแต่เฉพาะผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก โดยระงับการรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนไปชั่วคราว

เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ฝ่ายรัฐบาลจะนำเสนอฝ่ายเดียว โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงในที่ประชุมรัฐสภาวันแรกว่า

“สำหรับการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติในมาตรา ๑๖๕ วันนี้นั้น ผมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ควรจะได้มีการหาข้อยุติและมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่การหาทางออกของประเทศร่วมกัน นั่นก็คือว่าประสงค์ที่จะเห็นที่ประชุมรัฐสภาได้มีการตั้ง”กรรมการ”ขึ้นมาชุดหนึ่ง…..ที่มีชื่อว่าคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปและการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมอบให้ประธานรัฐสภาได้เป็นเจ้าภาพเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งกรรมการระดับชาติชุดนี้ขึ้นมา ประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายรัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรต่างๆ ทำหน้าที่ในการแสวงหาแนวทางในการสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมืองให้เกิดขึ้นให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ส่วนข้อเสนอของกระผมในวันนี้ก็คือให้มีการตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งโดยถือหลัก ๓ ข้อ คือ

๑.สำหรับองค์ประกอบนั้นอย่างน้อยควรจะประกอบด้วยผู้เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสภาไม่น้อยกว่า ๗ ฝ่ายประกอบด้วย ๑.ผู้แทนของรัฐบาล ๒.ผู้แทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐบาล ๓.ผู้แทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ๔.วุฒิสมาชิก ๕.ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ๖.ฝ่ายที่เห็นต่างกับผู้ชุมนุม ๗.ฝ่ายอื่นๆ เช่น อาจจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรืออื่นใดที่เห็นสมควรเป็นต้น

๒.ให้คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ในการแสวงหาคำตอบที่เป็นทางออกที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศ อะไรที่เห็นพ้องต้องกันได้ก็ให้ผู้ที่มีหน้าที่รับข้อสรุปที่เห็นพ้องนั้นไปดำเนินการในทันทีโดยไม่ชักช้า ซึ่งผมก็คาดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นประเด็นหนึ่งที่เห็นพ้องต้องกันได้ ส่วนอะไรก็ตามที่ยังมีความเห็นที่ต่างกันอยู่ก็แขวนไว้ก่อน แล้วเร่งหารือร่วมกันเพื่อหาจุดร่วม ที่อาจจะยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่เห็นตรงกันได้ต่อไป โดยเน้นรูปแบบของการจับเข่าคุยกันอย่างสร้างสรรค์ อะไรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอยได้ก็อาจจะต้องถอยคนละก้าวหรือคนละสองก้าวอย่างที่ท่านนายกได้เสนอความเห็นไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้สามารถดำรงเป้าหมายที่จะมุ่งหาคำตอบ หาทางออกให้กับประเทศด้วยความปรารถนาดีให้กับบ้านเมืองให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

และหลักข้อที่ ๓ ขอให้ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว

ซึ่งผมหวังว่าที่ประชุมนี้จะได้กรุณารับข้อเสนอของผมไปพิจารณาและไตร่ตรองอย่างรอบคอบจริงจังต่อไป เพื่อให้ข้อเสนอนี้เป็นจริงได้

โดยกระผมขอเรียกร้องให้วิปทั้งสามฝ่ายได้หารือกันอีกครั้งหนึ่ง ทั้งวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้านและวิปวุฒิสภา เพราะท่านคือตัวแทนของพวกเราที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งสำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้นผมได้มอบหมายให้วิปของพรรค ได้รับความเห็นนี้ไปหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องมาระยะหนึ่งแล้ว ส่วนผลการหารือหรือรูปแบบของคณะกรรมการ จะตั้งชื่อว่าอย่างไร จะแตกต่างไปจากที่ผมเสนอเมื่อสักครู่มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ผมไม่ติดใจและก็ยินดีที่จะให้การสนับสนุน เพียงเพื่อให้เราได้มีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งร่วมกันแสวงหาทางออกให้กับประเทศ เพราะ”หากทำได้ ผมหวังว่าอย่างน้อยที่สุดสถานการณ์บ้านเมืองก็จะคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่งแม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม เพราะว่าบางเรื่อง บางประเด็น ผมทราบดีว่าอาจจะต้องใช้เวลาและต้องใช้ความจริงใจต่อกัน ที่สำคัญต้องตกผลึกร่วมกัน จึงจะสามารถนำไปสู่การได้คำตอบที่เห็นพ้องต้องกันได้ และที่สำคัญกระผมประสงค์ที่จะให้มีกรรมการชุดนี้ ก็เพื่อให้คนทั้งประเทศได้เห็นแสงสว่างแห่งความหวังรำไรถูกจุดขึ้นมาตรงปลายอุโมงค์โดยรัฐสภาของเรา เพื่อให้รัฐสภาได้เป็นความหวังและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบอบประชาธิปไตยของประเทศเราได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

โดยในการนี้ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาลและส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ รับว่าจะนำข้อเสนอนี้ ไปหารือกับทุกพรรคการเมือง ซึ่งก็ต้องรอคอยดูต่อไปว่า จะมีผลออกมาเป็นอย่างไร ว่าจะทำอะไรกันได้มากน้อยเพียงไหน และจะรวดเร็วทันใจไหม

พร้มกันนี้ ผมเองก็ใคร่ตั้งข้อสังเกตด้วยความห่วงใยว่า ผลการหารือออกมาอย่างนี้ จะช่วยทำให้การชุมนุมเรียกร้องให้”ประยุทธ์”ลาออกยุติลงหรือไม่ หรือว่าจะมีการชุมนุมต่อไปอีก

หากไม่หยุด เค้าลางแห่งความหายนะ ในการประคับประคองให้บริหารประเทศไปได้โดยสงบเรียบร้อย ก็คงจะต้องจบลงด้วยความวุ่นวาย ยากที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมต่อ จนวันหนึ่งไม่มีปัญญาไปหาอะไรมาใส่ปากใส่ท้อง

ถามว่า ทุกคนที่หวังดีต่อชาติ ต้องการให้เป็นอย่างนั้น(ความวุ่นวาย)ละหรือ โดยเฉพาะในยามที่ทุกคน ถูกรุมเร้าด้วยภาวะเศรษฐกิจรัดตัวและยังไม่พ้นจากการคุกคามของ”โควิด 19”

หากเป็นเช่นนั้น ก็เข้าข่ายคำพังเพยจีนที่ว่า

“ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา”เลยทีเดียวเชียว

 

 

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com