”วิบากกรรม”ของ”มุสลิมอุยกูร์”
สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
”วิบากกรรม”ของ”มุสลิมอุยกูร์”
ประวัติศาสตร์ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา ชาวมุสลิมโลกส่วนหนึ่ง ล้วนประสบกับ”การทดสอบ”อย่างแรง จากพระผู้เป็นเจ้า โดยถ้วนหน้า
หากพิจารณาในทัศนะของชาวพุทธ ถือว่าเป็น”วิบากกรรม”นั่นเอง
วิบากกรรม”คืออะไร
เปิดตำราตอบได้ว่า คือ”ผลจากการทำกรรมดีกรรมชั่วในอดีต”
ที่ปรากฏชัดในปัจจุบัน มุสลิมในเยเมน ในฉนวนกาซาและในซีเรีย ล้วนประสบ”วิบากกรรม”อย่างหนักหน่วง
ตกเป็นข่าว”มากบ้าง น้อยบ้าง”ตามแต่สื่อมวลชน จะสนใจ นำมาเปิดเผย ให้โลกได้รับรู้

Credit Photo by : mthai.com
ในคราวนี้ จึงใคร่ขอนำเสนอผล จากวิบากกรรมของ”มุสลิมในจีน”มาเผยแพร่บ้าง เจาะจงไปที่ชนชาว”อุยกูร์”(Uighur) เป็นการเฉพาะ เนื่องจากไม่ค่อยจะเป็นข่าวกับเขาเลย แม้จะจะต้องได้รับความลำเค็ญ ลำบากและยากไร้ เพียงไหน
ชาว”อุยกูร์”เป็นใคร ตอบว่าคือชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งใน ๕๕ กลุ่มในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์(ประชากรกว่า ๑๑ ล้านคน)ที่พูดภาษา”เตอร์กิช”และนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่
สื่อสารมวลชนกระแสหลัก ไม่ค่อยรายงานให้โลกได้”รับรู้” ว่าพวกเขาทุกข์ยากเพียงไร ในการดำรงชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน ไม่มีความเป็นปกติ เฉกเช่นพลโลกทั่วๆ ไป
สื่อสารมวลชนจากโลกเสรี ที่มิอาจเข้าไปขุดคุยข่าวและรายงานได้ เพราะเป็นสังคมปิดตามแบบฉบับของคอมมิวนิสต์
ถามว่า”รู้”ไปทำไม
ตอบว่า รู้ก็เพื่อรู้….ไม่อยากรู้ ก็ข้ามไป(ไม่ต้องอ่าน)ครับ
เมื่อเดือนที่แล้ว(สิงหาคม) มีบทความในสื่อเล็กๆ Business Insider ตั้งคำถามว่า ทำไมโลกมุสลิม จึงไม่ยอมพูดจาอะไรเลย ในกรณีที่จีนกดขี่ข่มเหงชนกลุ่มน้อยมุสลิมอุยกูร์ โดยพยายามกวาดล้างและกำจัดวัฒนธรรมของคนกลุ่มนี้ อันเป็นการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามที่กฎบัตรสหประชาชาติรับรองเอาไว้
ผู้เขียนบทความคือ”อเล็กซานดรา หม่า”ได้พยายามค้นคว้า หาคำตอบ มานำเสนอให้โลกได้รับรู้ถึงเหตุผลที่ไม่มีใครให้ความสนใจ ดังต่อไปนี้คือ
๑ ผู้เชี่ยวชาญและนักเคลื่อนไหว ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะบรรดาชาติมุสลิม กลัวจีนจะกลั่นแกล้งทางเศรษฐกิจ
๒ ชาติอาหรับหลายประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม มีประวัติไม่ดีนักในด้านด้านสิทธิมนุษยชน จึงไม่กล้าแสดงท่าทีอะไร พยายามหลีกเลี่ยง ไม่พูดถึง ไม่ทำตัวเด่น ให้เป็นที่ดึงดูดความสนใจ
บทความระบุว่าในหลายเดือนที่ผ่านมา(ย้อนกลับไปจากเดือนสิงหาคมที่แล้ว) วงการระหว่างประเทศได้พยายามตรวจสอบอย่างละเอียด ต่อกระแสข่าวที่หลุดออกมาว่า จีนกวาดล้างพลเมือง”อุยกูร์”อย่างเอาจริงเอาจัง
ในการนี้องค์การสหประชาชาติได้แสดงความห่วงใยอย่างยิ่ง ต่อรายงานที่ว่า จีนบังคับชาวอุยกูร์ราวหนึ่งล้านคนเข้าไปอยู่ในค่ายสัมมนา ในซินเจียง
เมื่อเดือนเมษายนที่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแถลงพร้อมอ้างว่ามีชาวอุยกูร์เป็นจำนวนมากสูญหายไป หรือเป็นไปได้ว่าถูกจับไปกักขัง โดยไม่คาดหมาย
เฉพาะระหว่างปี ๒๕๖๐ ทางการจีนดักฟังโทรศัพท์มือถือชาวอุยกูร์ไปทั่ว ตามแต่จะสงสัยใคร ที่สำคัญมากอีกอย่าง ก็คือห้ามไว้หนวดเครายาวจนผิดข้อกำหนด(ไม่รู้ว่ายาวเท่าไรแน่) ห้ามใช้เครื่องแต่งกายแบบที่ชาวมุสลิมทั่วไปนิยมสวมใส่(ตามสไตล์อาหรับ) เพื่อแสดงความแตกต่างจากชาวจีนทั่วไป รวมทั้งการห้ามสตรีคลุมหน้า ห้ามตั้งชื่อทารกที่ส่อนัยทางศาสนา ฯลฯ
หากใครไม่ปฏิบัติตาม ก็จะใช้วิธีการต่างๆ คุกคามขู่เข็ญเอาเรื่องกับครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ทางการจีนปฏิเสธว่าไม่เคยจัดตั้งค่ายกักกัน หรือค่ายสัมมนา แต่ก็ยอมรับว่า มีโครงการก่อตั้งถิ่นฐานใหม่ เพื่อใช้เป็นที่พำนักของ”กลุ่มสุดโต่ง”
ทางการจีนหมายกลืนวัฒนธรรมและธรรมเนียมบางอย่างของชาวอุยกูร์มาแต่แรก พยายามทำทุกอย่าง รวมทั้งการอพยพชาวฮั่น(ชาวจีนส่วนใหญ่ของประเทศกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ที่พูดภาษา”แมนดาริน”)เข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ร่วมกับชาวอุยกูร์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองหลวง”อูรุมฉี”ของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ซึ่งเป็นแหล่งสำรองน้ำมันและแก๊สที่สำคัญที่สุดของจีนก็ว่าได้
แต่แล้วก็ได้เกิดจลาจลวุ่นวายในปี ๒๕๕๒ เมื่อการปะทะกันอย่างรุนแรงอุบัติขึ้น ระหว่างชาวฮั่นฝ่ายหนึ่ง(ซึ่งตกเป็นเป้า)กับตำรวจอุยกูร์และชาวอุยกูร์อีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว ๒๐๐ ราย บาดเจ็บอีกราว ๒,๐๐๐ ราย ยวดยานบ้านช่องถูกทำลายมากมาย ทางการจีนต้องระดมกองทัพตำรวจประชาชนเข้าปราบและมีผู้หายสาปสูญเป็นจำนวนมาก
งานนี้ทางการจีนเด็ดขาด จับผู้ต้องหาก่อเหตุไว้ราว ๔๐๐ ราย ประหารชีวิตทันทีไปเก้าราย อีก ๒๖ รายรอประหารในตอนนั้น
ชาวอุยกูร์ที่ไม่ยอมรับการปกครองของจีน พากันหลบลงใต้ดินและก่อวินาศกรรม ในที่สุดทางการจีนประกาศทำ”สงครามประชาชนต้านก่อการร้าย”ช่วงปี ๒๕๕๙-๒๕๖๐ มีการระดมกำลังตำรวจมากกว่า ๙๐,๐๐๐ นายไว้จัดการกับชาวอุยกูร์ที่แข็งข้อ ด้วยการตั้งด่านนับพันๆ แห่ง สกัดตรวจทุกสถานที่ ซึ่งสุ่มเสี่ยง
ชาวอุยกูร์จำนวนหนึ่งได้หลบหนีไปลี้ภัยต่างประเทศก่อนหน้านั้นและที่ยังพยายามหลบหนีก็มีอยู่ พร้อมมีการตั้งกองกำลังลับๆ ต่อสู้ โดยได้รับการสนับสนุนจากบางชาติที่นับถือศาสนาอิสลาม
กรณีเกิดก่อการร้าย ด้วยการไล่แทงชาวบ้านเสียชีวิต ตามสถานีรถไฟและตามที่สาธารณะในเมืองจีน ส่วนหนึ่งมาจากชาวอุยกูร์ที่รู้สึกคับข้องใจเหล่านี้
ขณะที่ทางการจีนยังพยายามไม่หยุดยั้ง ที่จะปรับเปลี่ยนชาวอุยกูร์ ให้มารับสถานะความเป็นพลเมืองจีนอย่างที่ทางการต้องการ อย่างเช่น ในมณฑลอื่นๆ ที่ก็มีชาว”หุย”ซึ่งก็รับนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน แต่พวกนี้พูดภาษา”แมนดาริน”และยอมประพฤติปฏิบัติ ตามที่ทางการกำหนด ก็เลยสามารถอยู่ร่วมกันกับชาวจีนฮั่น โดยไม่มีปัญหา
กรณีที่ไทยส่งตัวชาวอุยกูร์หลบหนีเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายจำนวน ๑๐๙ รายกลับคืนให้จีนเมื่อปี ๒๕๕๘ หลังจากจีนยืนยันหลักฐานว่าล้วนเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายจีนนั้น ก็น่าจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เกิดจากกดดันและปราบปรามชาวอุยกูร์ในจีน
แม้แต่กรณีชาวอุยกูร์ วางระเบิดศาลพระพรหมที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘ ก็มีนักวิเคราะห์บางรายระบุว่า น่าจะเป็นการแก้แค้นที่ไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ ๑๐๙ คนให้จีน เพราะอย่างไรก็ดีพวกนี้จะต้องถูกลงโทษหนัก
กรณีวางระเบิดศาลพระพรหมที่ว่านี้ ปรากฏว่า คดีความยังไม่ปิดสนิทดี เพราะ”โซ่ข้อต่อ”เล็กๆ ตัวหนึ่งคือ”ไมซาเราะห์”(วรรณา สวนสัน) ซึ่งมีสามีเป็นชาวตุรกี ที่น่าจะมีโยงใยเกี่ยวข้องกับชาวอุยกูร์ เพิ่งกลับมามอบตัวกับตำรวจเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เพื่อให้ปากคำอยู่ ก็ไม่รู้ว่ามีความคืบหน้า ที่อาจจะโยงใยกับการว่าจ้างจาก”นักการเมืองไร้แผ่นดิน”ที่ต้องการ”แก้แค้น”คนไทยทั้งชาติ ซึ่งก็ไม่แน่ใจ
พิจารณาให้ดีๆ แล้ว จะพบว่าเหตุการณ์ในโลกใบนี้ ช่างมีสายใยเกี่ยวข้องกันได้อย่างเหมาะเจาะกัน ชนิดที่ไม่น่าเชื่อจริงๆ
ก็ได้แต่บอกเล่ากันมาว่า วิบากรรมของชาวอุยกูร์นั้น ส่งผลกระทบแผ่กว้าง มากมายมหาศาลเหลือเกิน
ดังนั้น”ทุกข์ของมุสลิมอุยกูร์ ก็คือทุกข์ของแผ่นดิน”ด้วยเช่นกัน







