ล่าสุดสงครามกาซา

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ล่าสุดสงครามกาซา
การโจมตีด้วยการทิ้งระเบิด ปืนใหญ่และจรวดต่อพื้นที่ฉนวนกาซา ขณะที่เขียนเรื่องนี้ (๒๕ ตค.๖๖)ยังคงดำเนินต่อไปครับ โดยฝีมือของกองทัพอิสราเอล
ที่ยังคงมั่นหมายใช้กองกำลังภาคพื้นดินเข้ากวาดล้างกลุ่มฮามาส (คือกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์ที่มุ่งจะลบแผนที่อิสราเอลทิ้งให้ได้ ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางทำได้สำเร็จ)
การที่อิสราเอลต้องทำเช่นนี้ ก็เพื่อตอบโต้กลุ่มฮามาสที่จับตัวประกันจากอิสราเอลไปเมื่อกว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้กว่า ๒๐๐ คนพร้อมสังหารผู้คนไปกว่า ๑,๔๐๐ ราย นั่นแหละครับ
หลังสุด ปรากฏว่าผลการปิดล้อมและโจมตีของอิสราเอลก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อพลเรือนในฉนวนกาซาครับ ไม่ใช่ฮามาส
โดยตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ระบุว่ามีผู้ถูกสังหารไปแล้วกว่า ๕,๗๐๐ ราย
โหดใช่ไหมครับ

ที่น่าห่วงใยก็คือยังไม่รู้ครับว่า จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกสักเท่าไร หากทุกโรงพยาบาลในฉนวนกาซาไร้เชื้อเพลิงใช้ปั่นกระแสไฟฟ้าเนื่องจาก ใกล้จะหมดสิ้นแล้ว ตามที่อนามัยโลกเตือน
ขณะที่หลายโรงพยาบาลต้องทำงานกันอย่างขลุกขลักเต็มที ต้องรักษากันตามมีตามเกิด ทั้งผู้ป่วยไข้ตามปกติและผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวันทั้งหมดนี้คือความยากลำบากที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซา ที่ยังไม่รวมถึงภาวะการขาดแคลนอาหารและน้ำกินน้ำใช้ ซึ่งยังต้องการอีกมากเนื่องจากขณะนี้มีจำนวนผู้พลัดที่นาคาที่อยู่ อันเป็นผลจากการโจมตีทางอากาศเพิ่มเป็นกว่าหนึ่งล้านแล้ว
ทั้งนี้จากพลเมืองกาซฮาราว ๒.๕ ล้าน ในพื้นที่อันแออัดครับ
ที่เห็นๆ กันก็คือ ความช่วยเหลือจากการบรรเทาทุกข์ที่ชาวกาซารออยู่ ไม่สามารถเข้าไปบริการได้รวดเร็วและเพียงพอ นั่นก็เพราะการปิดล้อมของอิสราเอล ซึ่งยังโหมกระหน่ำด้วยอาวุธหนักไม่หยุดยั้ง
แล้วใครเล่าครับจะกล้าเข้าไปช่วย หากไม่หยุดยิง

การที่อิสราเอลเตือนให้คนอพยพจากภาคเหนือลงใต้นั้น จะเห็นว่าไม่เกิดผลด้านความปลอดภัยอย่างแท้จริง เพราะจรวดที่อิสราเอลยิงไปนั้นมักพลาดไปโดนพลเรือน ไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้ว
ผมว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะคลี่คลายได้ ก็ด้วยการหยุดยิงเท่านั้นครับ คือหยุดยิงทั้งสองฝ่าย แต่ก็ไม่เกิดขึ้น
ในขณะที่ชาติทั่วโลกอยากจะให้มีขึ้นตามที่ ที่ประชุมนานาชาติทั้งที่จัดขึ้นที่กรุงไคโรก็ดี ที่กรุงริยาดก็ดี เรียกร้องให้มี
แต่พันธมิตรฝ่ายที่หนุนอิสราเอลโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐหุบปากไม่คิดจะขอร้องให้อิสราเอลทำเลย
ถามว่า ทำไมและทำไมครับ
ผมตอบเองว่า เป็นเพราะความหน้าด้านและใจดำของนักการเมืองระดับโลก
คือทั้งนาย”โจ ไบเดน”และนาย”เบนจามิน เนทันยาฮู”ที่เห็นแก่ตัวต้องการใช้สถานการณ์สงครามสร้างคะแนนนิยมให้ตนเองเท่านั้น
บ้าไหมเล่าครับ
ใครได้ผู้นำอย่างนี้ ก็นับว่าหมดสิ้นแล้วซึ่งมนุษยธรรม ที่คนระดับผู้นำพึงมี
ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก
ในอีกด้านหนึ่งครับ ว่าด้วยการสู้รบนั้น น่าเป็นห่วงมากที่เริ่มแผ่ขยายกว้างออกไป เช่นในเขตยึดครองเวสต์แบงก์
ที่นั่นทหารอิสราเอลเข้าไปช่วยนักตั้งถิ่นฐานบุกเข้ายึดพื้นที่ชนพื้นเมืองปาเลสไตน์คือชนเผ่าเบดูอินอย่างออกหน้าออกตา
บีบคั้นให้ครอบครัวเบดูอิน ออกจากถิ่นที่อยู่ บางครั้งถึงกับใช้การโจมตีด้วยอาวุธหนัก ต่อกลุ่มฮามาสเล็กๆ ที่แฝงตัวอยู่
ผมได้ตัวเลขล่าสุดระบุว่า มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย ๗๕ ราย ในเขตเวสต์แบงก์
อีกแนวรบหนึ่งที่สำคัญคือ การโจมตีตอบโต้กันด้วยอาวุธหนักที่พรมแดนเลบานอนครับ
เป็นการสู้รบกันระหว่างกลุ่ม”เฮซบอลเลาะห์”กับทหารอิสราเอล
ทำให้ชาวบ้านต้องพลอยเสียชีวิตและต้องอพยพหนี ไม่สามารถอยู่ที่นั่นต่อไปได้ ทำให้ต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงลำพัง ซัดเซพเนจรไป ไร้ที่อาศัย
รัฐบาลเลบานอนที่ยากจน ก็ไร้ความสามารถที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือได้ทั่วถึง

กลุ่ม”เฮซบอลเลาะห์”ที่ว่านี้นะครับ เป็นหนึ่งในกลุ่มการเมืองที่รัฐบาลเลบานอนไม่อาจควบคุมและเป็นที่รู้กันว่าสนับสนุนปาเลสไตน์
กลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน จนสามารถจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธได้ ว่ากันว่ามีอยู่ราวๆ ๒๕,๐๐๐ นาย
ดังนั้น จึงไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าการสู้รบ ณ พื้นที่นี้จะลุกลามไปในสภาพใดจากต่อนี้ไป
ผมว่าการที่ผู้นำสหรัฐและผู้นำอังกฤษไปเยือนอิสราเอลนั้น แทนที่จะห้ามปราม”เนทันยาฮู”กลับไปเพื่อสนับสนุนเสียอย่างนั้น แถมประกาศว่าจะยืนหยัดเคียงข้าง
ล่าสุดนี่ ก็ได้ยินว่าผู้นำฝรั่งเศส(เอ็มมานูเอล มาครง)ก็จะไปเยือนด้วย ก็ไม่รู้ว่า ผลจะออกมาในรูปเดียวกันอีกหรือเปล่า
ถ้าออกมาในรูปแบบเดียวกัน ก็นับว่ากลุ่มตะวันตกนี่ ช่างหน้าด้านและใจดำ” จริงๆ เลยละครับ
ไม่น่าคบหา







