วัฒนธรรมร่ำสุรา-พาเสียตัว

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
วัฒนธรรมร่ำสุรา-พาเสียตัว
ใครๆ ที่คุ้นเคยกับงานเลี้ยงในเมืองจีน คงจะเจอกันมาแล้วแทบจะทุกคนก็ว่าได้ ถึงธรรมเนียม”ร่ำสุรา”ในงานเลี้ยงต้อนรับหรือเลี้ยงส่ง
ผมก็เคยเจอกับตัวเองมาแล้ว ที่เกาะ”ไห่หนาน”(ไหหลำ)โน่น แต่ไม่เคย”ร่ำสุรา”ด้วย ทุกครั้งเมื่อถูก”ชี้ชวน”หรือลุกขึ้น”เชื้อเชิญ”ผู้อื่นดื่ม
ด้วยการแก้ตัวง่ายๆ ว่า”ป่วย”ไม่ถูกโรคกับสุรา ได้แต่นั่งดูคนอื่นเขา”กัน เปย”(ดื่มจนหมดจอก)กันครั้งแล้วครั้งเล่า หมุนเวียนกันไป
การร่ำสุราของคนจีนนั้น ร่ำกันขนาดที่ว่า”ไม่เมา ไม่เลิก” ก็เลยต้อง”เมาเละ”กันไปทั้งหมดสิ…นั่นคือสภาพตามความเป็นจริง
มาถึงวันนี้ ธรรมเนียมการร่ำสุราในเมืองจีนถูกนำกลับมาใช้อีก หลังจากละเลยไปนาน หลังคอมมิวนิสต์เข้าปกครอง
แต่ในเมื่อจีนเข้าสู่ยุคใช้เศรษฐกิจการตลาดนำหน้าธุรกิจสังคมนิยม”Socialist marketing economy” มีเงินมีทองใช้กันมากขึ้น ก็เลยนำธรรมเนียมนี้กลับมาใช้อีก เพื่อ”สร้างความสามัคคี”ในองค์กรต่างๆ
แต่ข้อเสียก็คือ จะก่อความเดือดร้อน ให้กับพนักงานสาวๆ ที่ไปร่วมงานเลี้ยงด้วย โดยเฉพาะในแง่การล่วงละเมิดทางเพศ
เรื่องราวเป็นอย่างไร กำลังจะเล่าให้ฟัง(อ่าน) ครับ
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า มีการกล่าวหาฐานข่มขืนเกิดขึ้น ในบริษัท”อาลีบาบา”ยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคนิก และว่านั่นคือวัฒนธรรมกดดันให้ลูกจ้างต้องดื่มสุรา ในโอกาสที่มีการชุมนุม เกี่ยวกับงานที่ทำทุกครั้งและพฤติกรรมนี้กลายเป็น”สิ่งเสพติด”ไปแล้ว
ในที่สุดประเด็นนี้ กลายเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่โตในสื่อสังคมต่างๆ ชนิดที่เรียกได้ว่า“โก ไวรัล”(go viral)หรือแพร่ กระจายไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง
ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ขณะที่มีความพยายามตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงพฤติกรรมผิดปกติตามบรรษัทต่างๆที่กำลังเจริญเติบโตขึ้นในจีน
ก็เกิดคำถามตามมาว่าธรรมเนียมการดื่มแบบโบราณเช่นนี้ ควรเลิกหรือไม่
จึงใคร่ยกตัวอย่าง เพื่อความชัดเจนในปัญหา
“หมิงซี”(ชื่อสมมติแต่มีตัวตนจริง) เธอเป็นพนักงานชั้นผู้น้อยของบริษัทขนาดใหญ่
เกือบจะทุกสองสัปดาห์ เธอต้องไปร่วมงานเลี้ยงกับเพื่อนร่วมงาน จนแทบกลายเป็นสิ่งปกติ พบว่าบางอย่างไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น
(หรืออย่างน้อยๆที่สุด”การดื่ม”ก็จะมีขึ้นตามบาร์ใกล้ๆที่ทำงานนั่นเอง)
เธอเล่าว่า แม้จะพยายามถอนตัว เพื่อหลีกเลี่ยง ที่จะไม่ต้องไปฝืนยิ้มให้”ลูกค้า”หรือดื่มอวยพรอย่างเป็นทางการ เพื่อรักษามารยาท เธอไม่ค่อยจะ”เป็นปลื้ม”เลย ที่จะต้องทนทำแบบนั้น
“ดิฉันรู้สึกเสมอ แต่เกิดความวิตกว่า จะกุมสติไม่ได้ แม้รู้ว่าตัวเอง”คอแข็ง”พอ
“หมิงซี”ผู้นี้อายุ ๒๖ เป็นพนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทในเมือง”กว่างโจว”
“บางทีมีคนพูดตลกสัปดน ดิฉันก็ต้องแกล้ง ทำเป็นขำ”
นี้คือตัวอย่างที่บรรดาแรงงานจีนรุ่นใหม่ รู้สึกกดดัน เมื่อต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ซึ่งฝ่ายบริหารระดับสูงเชื่อว่า จะนำความมั่นคงมาสู่ธุรกิจและทำให้ธุรกิจมีจุดยืนที่ดี
แต่ในที่สุด เรื่องนี้กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชน เมื่อผู้จัดการอาวุโสของบริษัท”อาลีบาบา”ยักษ์ใหญ่ด้านเทคนิก เจอข้อกล่าวหาข่มขืนลูกจ้าง
เมื่อเดือนที่แล้ว(กันยายน) เว็บไซต์ไมโครบล็อก”เวยป๋อ”เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นข้อกล่าวหา ๑๑ หน้า ของสตรีนางหนึ่งเปิดเผยพฤติกรรมที่ว่านั้น กลายเป็นข่าวแพร่หลายอย่างรวดเร็วราวกับไฟไหม้ป่า
เธอเล่าว่าถูกข่มขืนในช่วงค่ำคืนที่”เมาเละ”ระหว่างเดินทางไปทำงานภาคสนาม
เธอบรรยายว่า ผู้ที่มีตำแหน่งเหนือหลายคนคะยั้นคะยอให้เธอดื่มสุราจนมากเกินที่จะรับ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ เมื่อตื่นขึ้นในห้องพักในตอนดึก ก็พบว่าตัวเองร่างเปลือยเปล่าและไม่สามารถทบทวนเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้นได้
เมื่อตรวจดูภาพโทรทัศน์วงจรปิด ก็พบว่าผู้จัดการ(คนนั้น)เดินเข้าเดินออกห้องเธออยู่สี่เที่ยว
“อาลีบาบา”ไล่ผู้จัดการคนนั้นออก ไม่ยอมว่าจ้างอีก
แต่งานนี้อัยการสั่ง”ไม่ฟ้อง”โดยทนายจำเลยแก้ต่างว่า การกระทำของผู้จัดการเป็นเพียง”พฤติกรรมไม่เหมาะสม”ไม่ใช่การก่อ”อาชญากรรม”
ตำรวจแถลงว่ายังจะกักขังผู้จัดการอยู่ให้ครบ ๑๕ วันเป็นการลงโทษและปิดคดีไม่สอบสวนต่อ
แต่….เรื่องนี้ยังไม่จบ สื่อสังคมนำมาวิพากษ์วิจารณ์ต่อเหมือนพายุโหมกระหน่ำ
“แฮชแทก”ใน”เวยป๋อ”ที่ว่า”มีความเห็นอย่างไรต่อวัฒนธรรมการดื่มในที่ทำงาน” ปรากฏว่ามีการเอ่ยถึง ๑๑๐ ล้านครั้ง โดยมีคนเข้ามาแสดงความเห็นต่างๆ อย่างหลากหลาย เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การดื่มในงาน ที่ถูกกดดัน
วัฒนธรรมการ”ดื่มเพื่องาน”นั้น ไม่ใช่มีเฉพาะจีนเท่านั้น ในญี่ปุ่นก็มีวัฒนธรรมนี้เช่นกัน เรียกว่า”โนมิไก”(nomikai)และในวัฒนธรรม เกาหลีเรียกว่า”เฮซิก” (hoesik)
ในเมืองจีน การดื่มอย่างนี้ จะมีในงานเลี้ยงหรูหราและนิยมใช้สุราที่เรียกว่า“ไบ๊จิ่ว”ดื่มฉลอง
“ไบ๊จิ่ว”ที่ว่านี้ว่าไปแล้วคือสุราที่หมักจากข้าวฟ่าง(sorghum)มีแอลกอฮอล์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์
ในภาพยนต์จีนเรื่อง Red sorghum กำกับโดย”จาง ยี่มู่”(ชนะรางวัล”หมีทองคำ”ในการประกวดภาพยนต์นานาชาติที่เบอร์ลิน) ได้เล่าเรื่องหญิงสาวในสังคมกดขี่สตรี ผู้กลายเป็น”เถ้าแก่เนี้ย”ที่ร่ำรวยขึ้นมาได้ ก็เพราะเจ้า”ไบ๊จิ่ว”ที่มีรสชาติดี(เป็นพิเศษ)นี่เอง
ตามธรรมเนียมจีน แรงงานรุ่นเยาว์มักจะแสดงความเคารพผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า ก็ด้วยการดื่มอวยพร
เช่นเดียวกันกับที่นักธุรกิจต้องการเอาใจลูกค้า ก็ด้วยการดื่มอวยพรเช่นกัน
ในวงการธุรกิจจีน หลายหนที่ผู้มีตำแหน่งสูงว่าในระดับผู้จัดการจะให้ผู้บริหารระดับที่ลดหลั่นลงไปรับผิดชอบให้เชื้อเชิญแขกเหรื่อ”กันเปย”แทน ก็มีผลทำให้ผู้รับผิดชอบต่ำกว่า ต้อง”เมาเละ”หรือบางคนถึงกับป่วยไปเลย
เพราะเช่นนั้น จึงเป็นการยากลำบากที่บรรดาลูกจ้าง จะปฏิเสธคำเชื้อเชิญใด ๆ ได้ หากต้องไปงานเลี้ยงอาหารค่ำ
ที่น่าเวทนา ก็คือบรรดาลูกจ้างสตรีที่บางทีต้องพลอยตกเป็นเหยื่อทางเพศไปโดยปริยาย
ดีนะครับ ที่ธรรมเนียมอย่างนี้ ไม่มีในสังคมไทยและนั่นก็เป็นเพราะ
“ชายข้าวเปลือกหญิงข้าวสารโบราณว่า
น้ำพึ่งเรือเสือพี่งป่าอัชฌาสัย
เราก็จิตคิดดูเล่าเขาก็ใจ
รักกันไว้ดีกว่าชังระวังการ”
(จาก”อิศรญานภาษิต”)
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ”ไหวยี่ ยิป”(Waiyee Yip)แห่งสำนักข่าวบีบีซี ผู้เขียนเรื่องนี้มาให้อ่านและขออนุญาตนำมาอ้างอิง ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง จึงบังอาจนำมาเผยแพร่ต่อครับ







