การที่รัฐบาลจะตัดสินใจซื้อ และฉีดวัคซีน Covid-19 ให้ประชาชน โปรดพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน

การที่รัฐบาลจะตัดสินใจซื้อ และฉีดวัคซีน Covid-19
ให้ประชาชน โปรดพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
แม้ว่าประชาชนอาจจะไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะไปเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของรัฐบาลได้ แต่ประชาชนก็มีสิทธิที่จะเลือกที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาด Covid-19 หรือไม่ หรือจะรอเวลาไปอีกสักพักเพื่อความมั่นใจ

อย่าลืมว่าในยุคเบบี้บูมเคยเกิดปัญหามาแล้ว จากความบกพร่องของวัคซีนป้องกันวัณโรค จนเด็กรุ่นนั้นหลายคนมีปัญหาทางสุขภาพ และที่ปรากฏชัดคือเกิดเป็นตุ่มขนาดใหญ่ที่ต้นแขน ภายหลังจากฉีควัคซีนนั้นเข้าไป โดยที่ไม่มีใครออกมารับผิดชอบเลย
ประการแรกที่อยากจะให้ใคร่ครวญพิจารณาก่อนจะตกเป็นทาสของการโฆษณาชวนเชื่อของบริษัทผู้ผลิตยาก็คือ การแถลงผลสำเร็จในการทดลองวัคซีนโดยเกินจริงหรือปิดบังข้อมูลบางส่วนแบบไม่รับผิดชอบนั้น มันเกิดผลดีทางการตลาดของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนเหล่านั้น นั่นคือราคาหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
ยิ่งถ้ามีการสั่งซื้อล่วงหน้าของประเทศต่างๆด้วยเงื่อนไขว่าถ้าสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนวัคซีน ที่ผ่านการทดลองจนครบกระบวนการแล้วจะได้ราคาพิเศษ จึงมีแรงจูงใจที่รัฐบาลทั้งหลายในโลกจะรีบสั่งซื้อวัคซีน Covid-19 เพราะมันหมายถึงการประหยัดงบประมาณจำนวนมากเป็นพันล้านดอลลาร์และยังได้ผลในทางการเมืองอีกด้วย นั่นคือทำให้ประชาชนมีความหวังจากการที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความหวาดกลัวโรคนี้มาเกือบปีแล้ว
ประการต่อมาคือความกระตือรือร้นของรัฐบาลและประชาชนที่อยากฉีดวัคซีน โดยไม่พิจารณาโดยรอบคอบก็คือ ความหวังว่าถ้ามีวัคซีนแล้ว ฉีดให้ประชาชนโดยทั่วถึง เศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศไทยที่ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวของต่างชาติ

ขอบอกว่าอย่าพึ่งไปวาดฝันแบบนั้นเลย มันไม่รวดเร็วขนาดนั้น เพราะเศรษฐกิจต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกไม่น้อยกว่า 1-2 ปี กว่าจะฉีดวัคซีนหมด กว่าลูกค้าจะพร้อมเดินทางมา กว่าธุรกิจที่ล้มหายตายจากจะสามารถกลับมายืนได้ ด้วยเงินกู้อีกไม่น้อย ล้วนใช้เวลาทั้งนั้น
อย่าให้สิ่งที่เราต้องอดทนรอคอยมา 1 ปี มาทำให้เราใจเร็วด่วนได้ เอาชีวิตของเรามาเสี่ยงกับการโฆษณาที่เกินจริง เพราะความโลภของบริษัทผลิตยาหลายๆบริษัท โลกจะยังต้องใช้เวลาในการตรวจสอบให้มั่นใจอีกพอควร และผลของมันก็ต้องใช้เวลา แม้จะมีการฉีดวัคซีนแล้ว ทั้งในเชิงป้องกันโรค และในทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีวัคซีนใดจะให้ความมั่นใจต่อโลกได้ว่ามันจะปลอดภัยพอ ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนจากประเทศใดก็ตาม มันจะเห็นผลต่อเมื่อได้ฉีดวัคซีนกันทั่วโลกแล้ว

บริษัทผลิตยาประมาณไม่ต่ำว่า 12 บริษัท พยายามรีบเร่งผลิตวัคซีนป้องกัน Covid-19 เพราะใครที่ผลิตได้ก่อนย่อมหมายถึงรายได้จำนวนมหาศาลจากการขายวัคซีน จึงต่างคนต่างแข่งขัน แทนที่จะร่วมมือกันผลิตวัคซีนเพื่อรักษาชีวิตของชาวโลก มันกลับกลายเป็นมหกรรมการโฆษณาชวนเชื่อของบริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะโลกตะวันตก
ในขณะที่วัคซีนยังคงอยู่ในระหว่างการทดลองยังไม่ครบวงจรและพร้อมจะผลิต ฝ่ายบริหารก็เริ่มเปิดการขายแล้ว และมีความสุขกับการที่หุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข่าวดีต่างๆที่ทยอยเข้ามาล้วนแล้วแต่ทำให้บริษัทเหล่านั้นมีรายได้และมีกำไรมหาศาล แต่ถ้าเราติดตามอย่างใกล้ชิดจะพบว่ามีบางบริษัทต้องหยุดการทดสอบวัคซีน อย่างจอห์นสันและจอห์นสัน กับบริษัทแอสตร้าเซเนก้า ทั้งนี้เพราะผลการทดลองมันมีผลข้างเคียงอย่างรุนแรง
ขณะที่บริษัทโมเดอร์นา และไฟเซอร์ผ่านเข้าสู่การทดสอบขั้นที่สาม อันเป็นการทดสอบขั้นสุดท้าย การแข่งขันของการโฆษณาก็เริ่มรุนแรงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนของบริษัทตน

นักวิทยาศาสตร์อังกฤษรีบเร่งออกรายงานว่า วัคซีนของอ๊อกฟอร์ดเป็นผู้จดทะเบียนเป็นอันดับแรกของโลก และพร้อมที่จะผลิตวัคซีนเป็นจำนวนมาก
แต่ก็มีคำถามจากข่าวตามมาหลังจากนั้นไม่นานว่า อังกฤษได้มีคำสั่งซื้อวัคซีนจากไฟเซอร์เป็นจำนวนมาก อ้าวถ้าอังกฤษโดยอ๊อกฟอร์ดทำสำเร็จทำไมต้องสั่งซื้อวัคซีนจากไฟเซอร์ของสหรัฐฯ
ที่น่าติดตามคือ มีการสั่งซื้อวัคซีนจากบริษัทแอสตร้าเซเนก้า เป็นจำนวนทั้งสิ้น 6 พันล้านโดส ทั้งๆที่ยังไม่มีการผลิตเลย แต่หลายประเทศก็รีบสั่งซื้อรวมทั้งรัฐบาลไทย เพราะเขาจะขายให้ในราคาถูกมากคือประมาณ 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เป็นเงินรวมที่บริษัทจะได้รับคือ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไปราคาหุ้นก็พุ่งกระฉูดแล้ว
เหตุที่แห่กันซื้อเพราะกลยุทธ์การขายของบริษัทที่ออกมาว่าถ้าการทดลองสำเร็จและสามารถผลิตได้ ราคาจะเพิ่มเป็น 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ตอนนี้เขาขายลมไปก่อน เหมือนการขายที่บนแผ่นกระดาษในยุคก่อนฟองสบู่แตกของไทย ทั้งนี้ทางอ๊อกฟอร์ดก็ประกาศว่าจะขายโดสละ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯเช่นกัน
ในขณะที่การแข่งขันการผลิตวัคซีนในโลกตะวันตกกำลังเข้มข้น การผลิตวัคซีนโควิด-19 ในรัสเซียและจีน กลับถูกมองข้ามจากสื่อ และนักวิทยาศาสตร์ทั้งๆที่การทดสอบได้ผ่านขั้นสามไปแล้ว แต่ถูกทำลายความน่าเชื่อถืออย่างเช่น การให้ข่าวว่ารัสเซียได้ไปลอกกระบวนการจากอังกฤษ โดยที่ยังไม่มีขีดความสามารถถึงขั้นนั้น ขณะที่เวลานั้นอังกฤษยังไม่ได้ทดลองขั้น 1 เลย
อนึ่งขณะเขียนบทความนี้รัสเซียกำลังเตรียมฉีดวัคซีนให้พลเมืองของตนเอง นั่นคือวัคซีน Sputnik V ที่กำลังดำเนินการผลิตในอินเดีย บราซิล คาซัคสถาน และเซอร์เบีย
ขณะที่ฮังการี เกาหลีใต้ และสหรัฐฯอมิเรตมีแผนที่จะสั่งซื้อยิ่งไปกว่านั้นมอสโคว์ยังพร้อมที่จะเผยแพร่เทคโนโลยีให้ประเทศที่สนใจโดยไม่มีเงื่อนไข
ที่สำคัญมากก็คือเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนโควิด-19 ของรัสเซียนั้นแตกต่างจากของตะวันตก ทั้งนี้ทางตะวันตกใช้วิธีผลิตจาก RNA ด้วย RNA วัคซีนบุคคลที่ถูกฉีดจะสร้าง Antigent ซึ่งจะไปสร้างระบบภูมิคุ้มกันในการสร้าง Antibody ต้านไว้รัส
ด้วยเทคโนโลยีแบบนี้เป็นวิธีการเดียวกับการผลิตวัคซีนป้องกันมะเร็งบางชนิด ทั้งนี้ใช้สำหรับคนที่ป่วยจนใกล้ตายแล้ว แต่วัคซีนโควิด-19 นี้จะใช้กับคนเป็นๆที่ยังแข็งแรง แล้วมันจะเป็นอย่างไร มันน่ากลัวหรือไม่ น่าคิดครับ หากมันไปกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของยีน
ส่วนการผลิตวัคซีนของจีน และรัสเซีย ใช้วิธีการที่เรียกว่า Adenovirus Protein อธิบายอย่างง่ายคือ ผลิตจากโปรตีนของ DNA กลุ่มไว้รัสที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ และมันเป็นไวรัสที่เย็นและถูกทำให้อ่อนแอ

นอกจากนี้ในกรณีของรัสเซียวัคซีน Sputnik V ใช้กลุ่ม DNA ของไวรัส 2 กลุ่ม คือ AD5 และ AD26 ซึ่งถ้าวัคซีนแบบหนึ่งร่างกายไม่ยอมรับก็สามารถใช้อีกกลุ่มได้
ที่สำคัญวัคซีนรัสเซียและจีนใช้การฉีดเพียงสองครั้งโดยเว้นครั้งละ 2 สัปดาห์ ส่วนวัคซีนของตะวันตกต้องใช้การฉีด 3 ครั้ง และต้องเว้นระยะ 3 สัปดาห์ถึง 1 เดือน จึงเห็นได้ว่าวัคซีนรัสเซียจะให้ผลที่เร็วกว่ามาก
ปัญหาสำคัญอีกประการที่ผู้สั่งซื้อต้องใคร่ครวญอย่างมากคือการเก็บและการขนส่งวัคซีน เช่น ของไฟเซอร์แจ้งว่าต้องเก็บในอุณหภูมิ-70 องศาเซลเซียส เพื่อให้คงคุณภาพ ดังนั้นจึงต้องใช้ไนโตรเจนเหลวเป็นจำนวนมากในการขนส่งวัคซีนไปจนถึงที่จะฉีดในประชาชน และถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนไปคุณภาพของยาก็จะเสื่อมและอาจมีผลข้างเคียงต่อผู้ถูกฉีดวัคซีนได้ ซึ่งเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในพื้นที่กันดารในการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ
ในขณะที่วัคซีนรัสเซียนั้นสามารถเก็บได้ในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเชียส และยังใช้วิธีการเก็บรักษาที่ง่ายกว่ามาก ทำให้ต้นทุนต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบ
ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบด้านต้นทุนการขนส่งและการเก็บรักษาจะเห็นได้โดยชัดเจนว่า แม้ราคาต่อโดสจะเท่ากันแต่ต้นทุนรวมนั้นจะต่างกันมาก
ด้วยข้อมูลและการวิเคราะห์จึงเห็นได้ว่าตะวันตกใช้การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างกำไรสูงสุด ส่วนรัสเซียและจีนมุ่งรักษาชีวิตพลเมืองของตนโดยฉีดวัคซีนให้ฟรี
เมื่อสู้กันไม่ได้ตะวันตกก็เลยใช้วิธีการสงครามข้อมูลข่าวสารหรือ IO เพื่อผลประโยชน์ของทุนนิยมผูกขาด โดยไม่ยอมเปิดเผยความจริงในการทดสอบของตนเองอย่างโปร่งใส
ใครอยากเสี่ยงก็ตามสบายครับ ผู้เขียนคงไม่เอาด้วย แต่อย่ามาเชื่อผู้เขียนนะครับ สุขภาพใครสุขภาพมันตรวจสอบกันเอาเอง







