INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซะอ์ดี กวีเอกของโลกชาวเปอร์เซีย ตอนที่ 3

457px 1. SIGNED MAHMUD MUZAHHIB VISIT TO A DERVISH list from Gulistan Saadi BUKHARA DATED AH 968 1560 61 AD Christies — копия

ซะอ์ดี กวีเอกของโลกชาวเปอร์เซีย ตอนที่ 3

จรัญ มะลูลีม

กุลิสตาน เรื่องที่ 2

พระราชาองค์หนึ่งแห่งโครอซาน ได้ทรงพระสุบินเห็นสุลต่านมะห์มูดหลังจากที่สุลต่านสิ้นพระชนม์ไปแล้วหนึ่งร้อยปี เมื่อเรือนร่างทั้งหมดของสุลต่านได้แตกสลายและกลายเป็นผงธุลีไปแล้ว  มีแต่ดวงพระเนตรของพระองค์เท่านั้นซึ่งกลอกกลิ้งอยู่ในเบ้าตาและมองไปรอบๆ

นักปราชญ์ทั้งปวงไม่อาจอธิบายความหมายได้นอกจากดาร์วิชผู้หนึ่งซึ่งหลังจากได้ทำความเคารพพระองค์แล้วก็กล่าวว่า “สุลต่านยังคงมองไปรอบๆ เพราะว่าอาณาจักรของพระองค์ตกเป็นของผู้อื่น”   มีคนที่มีชื่อเสียงจำนวนมากเมื่อพวกเขาถูกฝังลงไปในดินแล้วก็มิได้เหลือร่องรอยแห่งความเป็นอยู่ใดๆ ไว้บนหน้าผืนดินเลย ซากศพเก่าแก่ซึ่งพวกเขาฝังไว้ในหลุมศพ  ร่างกายของเขาเน่าเปื่อยลงไม่เหลือแม้แต่กระดูกสักชิ้นเดียว  พระนามอันน่าปราโมทย์ของนูชิรวานยังคงดำรงอยู่เนื่องมาจากความโอบอ้อมอารีของพระองค์ถึงแม้ว่าฤดูกาลอันยาวนานจะได้ล่วงเลยไปตั้งแต่ทรงจากไปแล้วก็ตาม จงทำดีเถิด โอ้มนุษย์เอ๋ย และจงนับว่าชีวิตของท่านมีผลกำไรก่อนที่รายงานจะแพร่ออกไปว่าคนๆ นั้นมิได้ดำรงอยู่อีกต่อไปแล้ว

กุลิสตาน เรื่องที่ 3

ฉันได้ยินเรื่องโอรสของกษัตริย์พระองค์หนึ่งซึ่งมีร่างเตี้ยไม่เป็นที่รักของผู้ใดในขระที่พระเชษฐาและพระอนุชาทุกพระองค์มีร่างสูงและรูปงาม   กษัตริย์ทอดพระเนตรดูพระองค์ด้วยความรังเกียจและดูถูก   โอรสองค์นั้นเฉียบแหลมพอที่จะเดาความหมายนั้นได้จึงตรัสว่า

“โอ้พระราชบิดา!  คนร่างเตี้ยที่ฉลาดนั้นดีกว่าคนร่างสูงแต่โง่เขลา   มิใช่ว่าทุกสิ่งที่มีคุณค่าตามความสูงของมันเสมอไปก็หาไม่”

“แกะนั้นเนื้อตัวสะอาด ส่วนช้างเป็นสัตว์สกปรก ภูเขาที่ถือกันว่าเล็กที่สุดในโลกภูเขาหนึ่งคือ ภูเขาไซนาย (ภูเขาไซนายมีชื่อเช่นนี้เหมือนกัน แต่ประโยคนี้หมายถึง ภูเขาที่เล็กมากลูกหนึ่งที่อยู่ใกล้นครเยรูซาเล็มที่มีหลุมศพของนักบุญอยู่ตรงนั้น)   แต่แท้จริงในสายตาของพระผู้เป็นเจ้า มันยิ่งใหญ่และมีเกียรติที่สุด  พระบิดาไม่ได้ยินสิ่งที่นักปราชญ์ผู้ผ่ายพอมซึ่งวันหนึ่งพูดกับคนอ้วนที่โง่เขลาดอกหรือ?”

“ม้าอาหรับตัวหนึ่งถึงแม้ว่าจะอ่อนแอ ก็ยังดีกว่าลาทั้งคอกทีเดียวนะพระเจ้าข้า”

พระราชาทรงพระสรวล ข้าราชสำนักทั้งหลายก็ปรบมือให้แต่พี่น้องทั้งหมดต่างก็เสียใจยิ่งนัก

เมื่อผู้ใดยังมิได้กล่าวถ้อยออกมา  ความบกพร่องและความเชี่ยวชาญของเขาก็ถูกปิดบังไว้  จงอย่าคิดว่าทะเลทรายทุกแห่งนั้นว่างเปล่า เพราะบางทีอาจจะมีเสือหลับอยู่ที่นั่นก็ได้

ฉันได้ยินว่าในสมัยนั้นได้มีศัตรูที่ทรงอานุภาพมารุกรานกษัตริย์และเมื่อกองทัพทั้งสองประจันหน้ากัน บุคคลแรกที่ขับม้าเข้าไปในสมรภูมิก็คือเจ้าชายผู้นี้  ทรงร้องออกมาว่า

“ข้าฯ ไม่ใช่ผู้ที่ท่านจะแลเห็นหลังในวันแห่งการต่อสู้  แต่จะได้เห็นหัวของข้าอยู่ในฝุ่นละอองและเลือด เพราะผู้ที่ต่อสู้คือผู้ที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน  ส่วนผู้ที่หลบหนีไปนั้นก็คือผู้ที่เล่นกับโลหิตแห่งกองทหารของเขา”

หลังจากกล่าวเช่นนี้แล้ว พระองค์ก็เข้าโจมตีกองทัพของฝ่ายศัตรู  ฆ่านักรบผู้มีชื่อเสียงล้มตายลงเป็นอันมาก   เมื่อกลับมายังพระราชบิดา  พระองค์ทรงโค้งคำนับจนพระเศียรจรดพื้นและทูลว่า

“โอ้ท่านผู้เห็นรูปร่างของข้าฯ  เป็นที่ดูถูกโดยไม่พิจารณาในพลังแห่งความกล้าหาญของข้าฯ   ในวันที่มีการต่อสู้นั้น ม้าที่ผ่ายผอมย่อมมีค่ากล่าวัวที่ถูกขุนจนอ้อนพี”   เล่ากันว่ากองทัพของฝ่ายศัตรูมีอยู่มากมาย  และกองทัพของพระราชานั้นมีเพียงน้อยนิดและกำลังจะพ่ายแพ้  แต่เจ้าชายหนุ่มได้ตะโกนออกไปว่า

“จงออกแรงเหมือนดังบุรุษชาติเถิดเพื่อว่าท่านจะได้ไม่ต้องสวมอาภรณ์ของอิสตรี”

ถ้อยคำเหล่านี้เพิ่มความเข้มแข็งให้แก่กองทหาร    ดังนั้นพวกเขาจึงรวมกันเข้าโจมตีศัตรูพร้อมกัน  มีรายงานว่าพวกเขาได้ชัยชนะแก่ศัตรูในวันนั้น  พระราชาทรงจุมพิตพระเศียรและพระเนตรของโอรสและทรงกอดประทับพระองค์ไว้ในวงพระพาหุ  ความรักความเอ็นดูของพระองค์  ซึ่งมีต่อโอรสองค์นี้ก็เพิ่มพูนขึ้นทุกวันจนกระทั่งในที่สุดพระองค์ก็ทรงแต่งตั้งโอรสคนนี้เป็นผู้สืบราชสมบัติต่อไป

พี่น้องคนอื่นๆ ทรงริษยาจึงได้ใส่ยาพิษลงในอาหารของเจ้าชาย  แต่พระขนิษฐาของเจ้าชายทรงสังเกตเห็นจากพระบัญชรจึงทรงปิดบานเกล็ดลง  เจ้าชายทรงเข้าใจสัญญาณนั้น  จึงถอนพระหัตถ์ของพระองค์จากอาหารนั้นและตรัสว่า  “ถ้าคนฉลาดจะต้องตายเป็นไปไม่ได้ที่คนโง่จะมาแทนที่เขาได้    ไม่มีใครจะเข้าไปใต้ร่มเงาของนกเค้าแมว ถึงแม้ว่านกโฮมา (โฮมาคือนกในนิยาย มีลักษณะคล้ายนกฟีนิกซ์ เชื่อกันว่าขณะที่นกนี้บินอยู่บนท้องฟ้า หากเงาของมันทอดลงบนศีรษะผู้ใด ผู้นั้นย่อมจะได้ครองราชย์) จะถูกกำจัดจากโลกนี้”

เรื่องราวเหล่านี้ได้ทราบถึงพระราชบิดา  พระองค์ทรงเรียกหาพี่น้องคนอื่นๆ และหลังจากทรงตำหนิพี่น้องเหล่านั้นอย่างสาสมแล้วก็ทรงแบ่งอาณาจักรของพระองค์ให้แก่แต่ละคน  เพื่อว่าการต่อสู้และการทะเลาะเบาะแว้งจะได้สงบลง   “กล่าวกันว่าดาร์วิชสิบคนอาจนอนใต้ผ้าห่มเดียวกันได้   แต่ราชอาณาจักรเดียวไม่อาจมีพระราชาได้สององค์”   เมื่อคนใจบุญกินขนมปังไปครึ่งก้อนเขาก็ให้อีกครึ่งหนึ่งแก่คนยากจน   หากพระราชาพิชิตเจ็ดชั้นฟ้า (ตามภูมิศาสตร์มุสลิมโลกแบ่งออกเป็นเจ็ดชั้นฟ้า ความหมายก็คือหากพระราชาพิชิตโลกนี้ได้แล้วพระองค์ก็ย่อมใคร่จะพิชิตโลกอื่นอีก)  ได้พระองค์ก็ยังโลภอยากได้ชั้นฟ้าอื่นอีกเช่นเดียวกัน

กุลิสตาน  เรื่องที่ 4

โจรอาหรับกลุ่มหนึ่งได้มาตั้งมั่นอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งและปิดทางผ่านของกองคาราวานเสีย  ผู้คนในดินแดนนั้นได้รับความทุกข์ยากด้วยจุดยุทธศาสตร์ของพวกมัน  กองทัพของสุลต่านก็พ่ายแพ้พวกมันเพราะว่าพวกโจรมีป้อมค่ายอยู่บนยอดเขาและทำให้ที่มั่นนั้นเป็นที่อยู่ของพวกมัน   บรรดาที่ปรึกษาของฝ่ายพระราชาได้ปรึกษาหารือกันในอันที่จะกำจัดความเดือดร้อนให้หมดไป  เพราะว่าหากจะทนทุกข์อยู่ในสภาพนี้ต่อไป พวกโจรก็จะมีกำลังมากจนปราบไม่ไหว

ต้นไม้ที่เพิ่งจะหยั่งรากอาจจะดึงออกได้ด้วยแรงของมนุษย์ แต่หากว่าปล่อยมันไว้นานๆ อย่างนั้น  แม้แต่เครื่องกว้านก็มิอาจจะโค่นมันได้  ต้นน้ำตกนั้นอาจใช้กริซเล็กอุดมันไว้ได้  แต่เมื่อมันกลายเป็นสายน้ำใหญ่แล้วช้างก็มิอาจลุยข้ามไปได้  พวกเขาจึงได้ตัดสินใจว่าจะส่งชายคนหนึ่งไปเป็นสายลับ  รอโอกาสที่กองโจรออกไปโจมตีใครเสียก่อนและปล่อยที่พำนักของพวกมันให้ว่างเปล่า

พวกเขาจึงได้แยกคนที่เป็นที่ยอมรับกลุ่มหนึ่งออกให้พวกเขาซ่อนตัวอยู่ตามทางเดินในซอกเขา  ในยามเย็นเมื่อกองโจรกลับมาจากการปล้นสะดมพร้อมด้วยของที่ปล้นมาได้  พวกมันก็ปลดอาวุธออกและเอาข้าวของที่ปล้นมากองไว้และเมื่อศัตรูคนแรกผู้โจมตีพวกเขาได้หลับไปแล้วจนกระทั่งประมาณปลายยามแรก (หนึ่งยามเท่ากับสามชั่วโมงของเรา)  ครั้นเมื่อดวงอาทิตย์คล้อยเคลื่อนเข้าไปในเงามืดและโยนาสเข้าไปในท้องปลาวาฬแล้ว  พวกผู้ชายที่กล้าหาญก็กระโจนออกมาจากที่ซุ่มแล้วมัดมือของพวกโจรทุกคนไว้ทีละคน

ในตอนเช้าก็ได้พาพวกมันมาที่พระราชวัง  เมื่อพระราชาทรงสั่งประหารพวกโจรทั้งหมดนั้นปรากฎว่าในหมู่โจรมีเด็กหนุ่มอยู่คนหนึ่งผู้เป็นดังผลไม้ที่ยังไม่สุก  ความสดใสที่พวงแก้มของเขานั้นเปรียบประหนึ่งดอกกุหลาบตูมต้นฤดูใบไม้ผลิ

เสนาบดีผู้หนึ่งได้จุมพิตที่เชิงบัลลังก์ของพระราชาแล้วโค้งศีรษะของเขาจนติดพื้นเพื่อขอชีวิตให้เด็กหนุ่มผู้นั้นพลางกล่าวว่า  “เด็กหนุ่มผู้นี้ยังไม่เคยได้ลิ้มรสผลไม้จากสวนแห่งชีวิตเหมือนดังคนอื่นๆ และยังมิเคยได้รับความสำราญจากการเก็บเกี่ยวแห่งวัยหนุ่ม ข้าพเจ้าจึงบังอาจหวังว่าพระองค์จะทรงกรุณาเมตตาต่อคำอ้อนวอนจากทาสของพระองค์ด้วยการไว้ชีวิตเขาด้วย”

พระราชาไม่พอพระทัยจากคำพูดเหล่านี้เพราะมันไม่เป็นไปตามความเข้าใจอันรู้แจ้งของพระองค์ และพระองค์ทรงสังเกตเห็นว่ารากไม้ที่เลวย่อมจะไม่เจริญเติบโตได้ในร่มเงาที่ดูคล้ายกับดี “การให้การศึกษาแก่คนที่ไร้ค่าก็เหมือนกับการขว้างลูกมันฮ่อไปบนหลังคายอดกลม”

“การที่จะทำลายพวกเขาเสียทั้งหมดนั้นดีกว่า เพราะการดับไฟแต่ยังปล่อยถ่านที่คุแดงเอาไว้ หรือการฆ่างูพิษแต่เลี้ยงลูกงูไว้นั้นมิใช่เป็นการกระทำของคนฉลาด”

“ถึงแม้ว่าก้อนเมฆจักหลั่งน้ำแห่งชีวิตลงมา   ท่านก็อาจเก็บผลไม้จากกิ่งของต้นหลิว (ต้นหลิวนั้นถือเป็นต้นไม้ที่ต่ำต้อยที่สุดชนิดหนึ่ง) ได้ จงอย่าได้เสียเวลากับคนเลวทรามต่ำช้าเลย  เพราะว่าเรามิอาจหาน้ำตาลจากต้นกก (กกซึ่งเอามาทำเสือนั้นไม่อาจให้น้ำตาลได้เหมือนลำต้นอ้อย) ได้”

เมื่อเสนาบดีได้ยินคำกล่าวนี้จึงยอมรับอย่างเสียไม่ได้   เขากล่าวสรรเสริญความคิดของพระราชาโดยกล่าวว่า “ขอพระองค์ทรงมีพระชนม์ชั่วนิรันดรเถิด”

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *