ประธานาธิบดี โจ ไบ เดน กับ การกลับสู่โต๊ะเจรจาปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน

ประธานาธิบดี โจ ไบ เดน กับ การกลับสู่โต๊ะเจรจาปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วทส.
การเมืองอิหร่านได้ถูกนำมาให้อยู่หน้าหนึ่งของสื่อกระแสหลักอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้นำประเด็นข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน เจรจากับผู้นำประเทศอื่นๆ และพันธมิตร เพื่อเรียกร้องให้อิหร่านกลับมาทำตามข้อตกลงที่เคยตกลงไว้ ทำเนียบขาว เปิดเผยว่า “โจ ไบเดน” เตรียมหารือข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน กับชาติพันธมิตร หวังให้อิหร่านจำกัดกิจกรรมทางนิวเคลียร์ และกับการยกเลิกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ดังที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า หากอิหร่าน กลับมาทำตามข้อตกลงนิวเคลียร์ อย่างเข้มงวดตามเดิม ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าอิหร่านจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของตัวเองเพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรเศรษฐกิจ สหรัฐก็จะยอมทำตามข้อตกลงเช่นกัน แม้ว่าแผนปฏิบัติการร่วมฉบับสมบูรณ์ (JCPOA) ได้รับการลงนามระหว่างอิหร่านและชาติมหาอำนาจระดับโลก 6 ประเทศในปี 2015มาแล้วก็ตามและได้แท้งไปเนื่องจาก อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอนตัวออกการเจรจานั้น
อิหร่านรู้ดีว่าเกมการกลับสู่โต๊ะเจรจาปัญหานิวเคลียร์นั้นเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองของสหรัฐฯซึ่งหาความจริงใจไม่ได้เลย แม้ดูภายนอกว่า โจ ไบเดน จะมีเจตนาที่เป็นมิตรมากกว่าทรัมป์ก็ตาม เพราะอิหร่านได้ถอดบทเรียนที่ผ่านมากับนโยบายสหรัฐฯที่ได้เจตนาร้ายต่ออิหร่านตลอดมา ตั้งแต่ ปี1979 มาแล้ว และอิหร่านอ่านเกมออกตั้งแต่แรกไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เป็นยุคของริพับริกันหรือเดโมแครตต่างก็ได้แสดงท่าทีข่มขู่อิหร่านมาตลอดและไม่มีเจตนาดีและที่สำคัญที่ผ่านมาสหรัฐฯพยายามแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าอิหร่านคือผู้ร้ายและสหรัฐฯคือตำรวจโลกที่จะต้องจับผู้ร้ายมาลงโทษอะไรทำนองนั้น และบางยุคก็อาจจะได้เห็นการใช้ไม้แข็งกับอิหร่านและบางยุคก็ใช้ไม้อ่อนบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยอดีตประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้สร้างความเสียหายกับอิหร่านอย่างนัก จนผู้นำสูงสุดอิหร่านออกมาปราศรัยต่อสาธารณะว่า “เราจะไม่เชื่อใจและไม่ไว้วางใจต่อสรหัฐฯอย่างเด็ดขาด”
รัฐบาลวอชิงตัน เริ่มส่งสัญญาณเรื่องการกลับสู่โต๊ะเจรจาปัญหานิวเคลียร์อิหร่านและได้แถลงข่าวว่าจะยึดตามหลักการเดิมที่ อดีต ประธานาธิบดี บารัก โอบามาได้เคยปฎิบัติไว้ ทว่าอิสรอเอลได้สวนกลับทันทีว่าการหวนคืนโต๊ะเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน คือ ความเลวร้ายและยังเป็นภัยคุมคามที่จะตามมาและเป็นหลักการที่ยอมรับไม่ได้
วันที่27 มกราคม 2564 สำนักข่าวซินหัวรายงาน อาวีฟ โคชาวี ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) กล่าวเตือนสหรัฐฯ ไม่ให้กลับเข้าร่วมข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน 2015 โดยให้เหตุผลว่าการเข้าร่วมอาจช่วยให้อิหร่านสามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ โคชาวีกล่าวว่าการกลับเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวจะ “เลวร้ายทั้งเชิงปฏิบัติการและเชิงยุทธวิธี”
โคชาวีกล่าวอีกว่าการอนุญาตให้อิหร่านดำเนินโครงการนิวเคลียร์ต่อไปนั้นจะสร้าง “ภัยคุกคามที่ยอมรับไม่ได้” ต่ออิสราเอล และ “จะนำไปสู่การเพิ่มอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง”
ส่วนอิหร่านมองว่า การคัดค้านอิสรอเอลต่อประเด็นนิวเคลียร์ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดในสมัยของ โจไบเดน ทว่า อิสรอเอลได้พยายามที่จะมิให้ข้อตกลงเจรจาเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยของอดีตปรธานาธิบดี โอมาบาแล้ว และในสมัยของ ทรัมป์ ทำให้อิสรอเอลสามารถ กดดันให้ทรัมป์นั้นถอนตัวออกจากข้อตกตง5+1 และประธานาธิบดีอิหร่าน ฮัสซันโรฮานีย้ำว่า ประเทศของเขาเต็มใจที่จะกลับไปสู่เงื่อนไขของข้อตกลง แต่เขาก็กล่าวว่าขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารของไบเดน ที่จะต้องให้ในสิ่งที่จำเป็นแก่อิหร่านนั่นคือการยกเลิกการคว้ำบาตรเสียก่อน โดยทางอิหร่านเองได้ออกคำขาดเชิงสัญลักษณ์เช่นกัน โฆษกของอิหร่านระบุว่ารัฐบาลไบเดนจะมีเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนจนถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และผู้อำนวยการใหญ่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอิหร่านเตือนว่า เวลาจะหมดลงโดยเหลือ “อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์” ในการจะรักษาข้อตกลง JCPOA ไว้ และอิหร่านเองก็ไม่คำนึงข้อตกลง IAEA โดยได้เริ่มเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ในต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับออกห่างจากข้อตกลงมากขึ้น โดยสูงกว่าระดับ 3.67 เปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกันในสนธิสัญญาปี 2015
หลังจากที่อิสรอเอลได้ท้วงติงต่อสหรัฐฯประเด็นนโยบายทางการเมืองต่ออิหร่านในเรื่องการกลับสู่โต๊ะเจรจาปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน(วันที่27 มกราคมที่ผ่านมา) ทำให้เห็นท่าทีของสหรัฐฯและอิทธิพลของอิสรอเอลที่มีต่อรัฐบาล ไบ เดนได้อย่างชัดเจน นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศป้ายแดง เชื้อสายยิวร้อยเปอร์เซนต์กล่าวต่อนักข่าวทันทีว่า เส้นทางของรัฐบาลวอชิงตันในการกลับสู่โต๊ะเจรจาข้อตกลงร่วมนิวเคลียร์อิหร่าน ยังอีกยาวไกล เพราะต้องขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของรัฐบาลเตหราน เป็นสำคัญ และเขากล่าวอีกว่า รัฐบาลวอชิงตัน มีความมุ่งมั่น ที่จะกลับเข้าความเป็นภาคีของข้อตกลงนิวเคลียร์ ฉบับปี2015 เป็นสำคัญและนายบลิงเคนกล่าวอีกว่า รัฐบาลเตหรานยังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการตามที่ระบุอยู่ในข้อตกลง และประเมินว่า ต้องใช้เวลาอีกยาวนาน ในการกลับมาดำเนินการตามข้อตกลง ซึ่งในเวลาเดียวกันเป็นช่วงที่สหรัฐฯจะใช้สังเกตการณ์และติดตามอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะถึงเวลาเหมาะสมให้รัฐบาลวอชิงตันกลับเข้าร่วมเป็นสมาชิกอีกครั้ง
อิหร่านได้สวนคำกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯทันทีว่า รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดี ไบเดน ต้องยุติการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวต่ออิหร่าน เพื่อให้รัฐบาลเตหะรานสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้อย่างประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการแบนน้ำมันดิบอิหร่าน โมฮัมมัด จาวาด ซารีฟกล่าว
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอิสรอเอลมีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะนโยบายการเมืองตะวันออกกลาง โดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯต่ออิหร่าน เพราะว่าสหรัฐฯถือว่า ประเทศอิสรอเอลเป็นมหามิตรของสหรัฐฯและนักวิชาการบางคนกล่าวไว้ยิ่งกว่านั้นว่า อิสรอเอลเสมือนมารดาของสหรัฐอเมริกา และสหรัฐฯถือว่าอิสรอเอลเป็นไข่ในหินในตะวันออกกลางเลยทีเดียว ดังนั้นอิสรอเอลรู้ดีว่าถ้าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านประสบความสำเร็จ นั่นหมายถึงความไม่มั่นคงของอิสรอเอล และถ้าจะให้อิสรอเอลมั่นคง คืออิหร่านต้องไม่บรรลุโครงการนิวเคลียร์ ดังนั้นอิสรอเอลมองว่าข้อตกลงที่ได้ทำขึ้นในยุคโอบามา เป็นข้อตกลงที่จะสร้างความเสียหายต่ออิสรอเอลและเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของสหรัฐฯและอิสรอเอลยังถือว่าข้อตกลงเจรจานิวเคลียร์อิหร่านเอื้อประโยชน์ต่ออิหร่านในหลายๆด้าน และจะทำให้ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางตกอยู่ในความเสี่ยงมากทีเดียว
สำหรับอิหร่านได้พิสูจน์ต่อวิถีทางการเมืองของตนเองและต่อชาวโลกตลอดมาว่าโครงการนิวเคลียร์เป็นการแสวงหาพลังงานทดแทน และเป็นพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติไม่ใช่แสวงหาอาวุธชีวภาพหรืออาวุธนิวเคลียร์ดังที่ถูกกล่าวหาจากสหรัฐฯและอิสรอเอล อิหร่านมองว่าโครงการนิวเคลียร์ ถือเป็นความชอบธรรมของประเทศและเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พึงจะมีพลังงานทดแทน แต่ไม่ใช่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์อย่างที่ถูกกล่าวหา และอิหร่านมองว่า ประเทศของตนได้ผ่านเส้นแดง และจุดอันตรายสูงสุดมาแล้วในเรื่องนิวเคลียร์ไม่มีอะไรจะกังวล อีกทั้งยัง ได้พิสูจน์ให้นานาประเทศเห็นแล้วว่า ตนเองไม่ได้ละเมิดมติของสหประชาชาติ จากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)ที่ได้เข้าตรวจสอบและไม่พบความผิดปกติตามที่อิสรอเอลกล่าวหาใดๆ แต่สหรัฐฯต่างหากที่ได้ตระบัดสัตย์เสียเองและได้กดดันอิหร่านตลอดมาอีกทั้งยังได้คว้ำบาตรอิหร่านอย่างหนักหน่วงเกือบจะเอาตัวไม่รอดที่ผลวิกฤติทางเศรษฐกิจนั้น
แต่ถึงอย่างไรนักวิเคราะห์ด้านความขัดแย้งระหว่างประเทศมองว่าอิหร่านคงจะไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ให้ได้ เพื่อแสดงถึงแสนยานุภาพของประเทศและเป็นหมากการต่อรองกับสหรัฐฯได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอิหร่านคงจะก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจในตะวันออกกลางที่หลายๆประเทศเกรงกลัวกัน และอิหร่านมองว่า ความอาฆาตมาดร้ายของสหรัฐฯและอิสรอเอลยิ่งทวีคูณมากยิ่งขึ้นและถือเป็นภัยคุมคามที่อันตรายที่สุด จึงมีสัญญาณจากผู้นำสูงสุด อายาตุลลอฮ์ อาลี คามาเนอีผู้นำสูงสุดของอิหร่านอาจกลับคำสั่งหรือคำวินิจฉัยทางศาสนาที่ “ห้าม” การครอบครอง การพัฒนา หรือการใช้ “อาวุธนิวเคลียร์” หากอิสราเอลหรือสหรัฐฯ ดำเนินการสู่ขั้นตอนที่ “อันตราย” นายอะมีร์ อดีตนักการทูตของอิหร่าน เปิดเผยระหว่างการให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ของทางการเลบานอน
“ฟัตวาออกตามบริบทของสถานการณ์ ดังนั้นผมเชื่อว่า หากชาวอเมริกันและไซออนิสต์กระทำการในลักษณะที่เป็นอันตราย ฟัตวาอาจเปลี่ยนไป” มูซาวีกล่าว
นี่คือความน่าสนใจการเมืองอิหร่านกับสหรัฐฯวันนี้ที่ต้องจับตามอง เพราะโครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะเป็นหมากการต่อรองการเมืองโลกและการเมืองภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มีคำถามว่าแล้วปัญหานิวเคลียร์อิหร่านจะบรรลุความสำเร็จในยุคของโรฮานีได้หรือไม่? เพราะว่าระยะเวลาการบริหารรัฐบาลของโรฮานีมีแค่เพียงหนึ่งปีเท่านั้น และในปี2022 จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ นักวิเคราะห์การเมืองอิหร่านต่างกล่าวกันว่า การเมืองจะเปลี่ยนขั้วมาอยู่ในมือฝ่ายอนุรักษ์อีกครั้งที่จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นสายเหยี่ยวและยังคัดค้านการเจรจากับสหรัฐฯในเรื่องโครงการนิวเคลียร์อย่างเสียงแข็งทีเดียว
“ฟัตวาออกตามบริบทของสถานการณ์ ดังนั้นผมเชื่อว่า หากชาวอเมริกันและไซออนิสต์กระทำการในลักษณะที่เป็นอันตราย ฟัตวาอาจเปลี่ยนไป” มูซาวีกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์อัลมายาดีนของเลบานอนตามที่ไทม์สออฟอิสราเอลรายงาน
“ อิหร่านถือไพ่สำคัญบางใบ ซึ่งสามารถใช้บังคับให้ประธานาธิบดีไบเดนกลับ [ไปยัง JCPOA] โดยไม่มีเงื่อนไข” โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า “ผู้นำอิหร่านไม่ได้รีบร้อน” มูซาวีให้ความเห็นเกี่ยวกับการฟื้นฟูข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน
“เมื่อชาวอเมริกันชะลอการปฏิบัติตามพันธกรณีและไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร อิหร่านจะพัฒนาศักยภาพด้านนิวเคลียร์และการป้องกันต่อไป ผมเชื่อว่าประชาคมระหว่างประเทศคือกลุ่มที่จะแพ้ไม่ใช่อิหร่าน” มูซาวีกล่าวเสริม
ถ้าการเมืองอิหร่านเป็นไปตามลายแทงที่ว่านั้นแล้วไซร้ ปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน คงจะเป็นประเด็นใหญ่ของโลกอีกต่อไปและการเมืองระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯคงจะเข้มข้นยิ่งขึ้น เพราะว่าอิหร่านคือภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของภูมิภาคตะวันออกกลางและของโลกไปเสียแล้ว







