INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ศัพท์และแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: ความล้มเหลวของรัฐบาล(government failure)

burstbubble web

ศัพท์และแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: ความล้มเหลวของรัฐบาล(government failure)

โดย รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

คำศัพท์และความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ:
ความล้มเหลวของรัฐบาล(government failure)
ความล้มเหลวของรัฐบาล เป็นความคิดทางเศรษฐศาสตร์ ที่กล่าวถึงผลเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการกระทำของรัฐบาล ที่เข้าแทรกแซงตลาด โดยคาดหวังว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่กลับได้ผลตรงกันข้าม
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเห็นว่า ในกรณีที่กลไกตลาดไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความล้มเหลวของตลาด ซึ่งเนื่องมาจากสาเหตุใดๆก็ตาม รัฐบาลควรเข้าแทรกแซงเพื่อขจัดความล้มเหลวนี้ บางคนเห็นว่าโดยทั่วไปแล้วกลไกตลาดสามารถทำงานได้ดี แต่ถ้าตลาดเกิดความล้มเหลว รัฐบาลจึงควรเข้าแทรกแซง เพื่อให้ระบบตลาดทำงานดีขึ้น แต่ถ้าไม่มีความล้มเหลวของตลาด รัฐบาลก็ไม่ควรทำการแทรกแซงใดๆ การแทรกแซงของรัฐบาลในกรณีที่ตลาดทำงานได้ ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ยังสร้างผลเสียอีกด้วย เราอาจแบ่งระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลมีบทบาทต่างกันเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ ระบบทุนนิยมและระบบสังคมนิยม ในประเทศระบบทุนนิยม กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ดำเนินการโดยภาคเอกชน รัฐบาลมีบทบาทน้อย แต่ในระบบสังคมนิยม รัฐบาลมีบทบาทในการบริหารเศรษฐกิจมาก อย่างไรก็ดี ประเทศส่วนใหญ่ในโลก มีระบบเศรษฐกิจแบบผสม(mixed economic system) คือ มีทั้งระบบตลาดที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน แต่รัฐบาลก็มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศ และดูแลรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดำเนินนโยบายทางมหภาค เช่น นโยบายการเงิน และการคลัง พัฒนาวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศซึ่งภาคเอกชนไม่ทำ ในประเทศสังคมนิยม ก็มีการใช้ระบบตลาด แต่มีกิจกรรมจำนวนมากที่ดำเนินการโดยรัฐบาล และเน้นการลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ของประชาชน ข้อแตกต่างระหว่างระบบทุนนิยมกับสังคมนิยม อยู่ที่ขอบเขตการดำเนินการในกิจกรรมเศรษฐกิจโดยภาครัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับภาคเอกชน

istockphoto 1398659845 612x612 1

การดำเนินงานของรัฐบาล ที่มีผลเสียต่อประเทศ หรือความล้มเหลวของรัฐบาล มีหลายสาเหตุ คือ

ก.ผู้บริหารประเทศไม่มีความรู้ทางเศรษฐกิจ ในบางประเทศ นักการเมืองและข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดและดำเนินนโยบาย ทางเศรษฐกิจส่วนมากเป็นผู้ไม่มีความรู้ความสามารถ เมื่อประเทศประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ ก็ไม่รู้ว่าควรจะแก้ไขอย่างไร หรือบางทีก็มองไม่เห็นปัญหา จึงไม่มีนโยบายและมาตรการใดๆ ที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหา เช่น ไม่ได้ห้ามหรือป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อสิ่งสาธารณูปโภคเสื่อมโทรมลง ก็ไม่ได้บูรณะซ่อมแซม มีการเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ประเทศตนไม่ถนัด หรือไม่มีความได้เปรียบ ทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากร โดยไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ มักเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา และได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น มีการผูกขาดในภาคธุรกจมากขึ้น ขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเศรษฐกิจต่างๆลดลง สินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภคของประชาชนขาดแคลน ฯลฯ หากไม่แก้ไข ปัญหาเหล่านี้ก็จะรุนแรงมากขึ้น และเยียวยาแก้ไขยากขึ้น ความไม่รู้หรือความ”อวิชา”ของผู้บริหารประเทศ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของความด้อยพัฒนา เมื่อผู้บริหารประเทศไม่มีความรู้ทางเศรษฐกิจ ปัญหาต่างๆ เช่น เงินเฟ้อ การว่างงาน ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ การผูกขาดทางธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่พึงปรารถนา จึงทวีมากขึ้นตามกาลเวลา บางประเทศ มีกฎหมายและกฎระเบียบจำนวนมาก แต่ใช้บังคับไม่ได้ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพหรือมีการทุจริต ผู้บริหารประเทศที่มีอำนาจ แต่ไม่มีความรู้ อาจกำหนดนโยบายและมาตรการเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศได้มาก เช่น อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก ทำให้เกิดเงินเฟ้อที่รุนแรง ไม่ควบคุมดูแลความมั่นคงของสถานบันการเงิน ทำให้ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในระบบการเงิน จึงแห่กันไปถอนเงินจากธนาคาร ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ (หากสนใจ โปรดอ่านบทความชุด”ตัวอย่างการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ”ในบล็อกนี้ได้)

ข. ข้อจำกัดของนโยบายรัฐ

ระบบราชการที่มีกฎระเบียบและขั้นตอนในการทำงานที่มีการสั่งงานเพื่อควบคุมกันตามลำดับชั้น อาจขาดความยืดหยุ่น ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ระบบราชการที่มีข้าราชการจำนวนมาก แต่ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ
การดำเนินนโยบายของรัฐบาลบางอย่าง อาจไม่มีประสิทธิผล หรือไม่ประสบผลสำเร็จตามความคาดหมาย และอาจมีผลตรงข้ามกับสิ่งที่รัฐบาลอยากเห็น นักเศรษฐศาสตร์ทราบดีว่า นโยบายเศรษฐกิจต่างๆล้วนมีข้อจำกัด นโยบายบางอย่างไม่มีประสิทธิภาพ บางอย่างกว่าจะเห็นผล ต้องใช้เวลานาน บางอย่างก็เกิดผลตรงข้ามกับความตั้งใจของการดำเนินนโยบายนั้น
นโยบายเศรษฐกิจมหาภาค เช่น นโยบายการเงินและการคลัง มีความสำคัญต่อการกระตุ้นการเจริญเติบโต และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีข้อจำกัด และอาจมีความล่าช้าในการสัมฤทธิ์ผลตามความปรารถนา นโยบายการเงิน เช่น การเพิ่มหรือลดปริมาณเงินและอัตราดอกเบี้ย เมื่อได้ดำเนินการไปแล้ว กว่าจะเห็นผล ต้องใช้เวลานานพอควร และบางครั้ง มาตรการหวังที่จะทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นอาจไม่เกิดผลดังคาด เช่นในกรณีเกิดกับดักสภาพคล่องทางการเงิน การใช้นโยบายการเงินอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยลดลง กระตุ้นให้มีการใช้จ่ายลงทุน และการบริโภคมากขึ้นนั้น อาจไม่ประสบผล เพราะดอกเบี้ยได้ลดลงมาจนถึงระดับที่ประชาชนคิดว่า ถึงจุดที่ต่ำสุดแล้ว แม้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ดอกเบี้ยจะไม่ลดลงมาอีก ในกรณีนี้ ประชาชนก็จะไม่ใช้จ่ายเพิ่ม แต่จะถือเงินสดไว้ในมือ ธุรกิจก็จะไม่ลงทุน แม้ดอกเบี้ยมีระดับต่ำมากแล้ว เพราะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะซบเซาต่อไปอีก
ในกรณีที่รัฐดำเนินนโยบายการเงินตึงตัว เช่น เพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพื่อทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนลดการบริโภคและลงทุน และมีผลสกัดเงินเฟ้อ แต่นโยบายดังกล่าว อาจไม่ประสบผล หากประชาชนคาดว่า ระดับราคาสินค้าจะสูงขึ้นไปอีก และรัฐบาลต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่านี้ ในกรณีเช่นนี้ ประชาชนแทนที่จะใช้จ่ายน้อยลง กลับรีบออกไปซื้อสินค้า เพราะกลัวว่าราคาสินค้าจะสูงขึ้นกว่านี้ นโยบายการเงินที่หวังจะสกัดกั้นเงินเฟ้อ จึงไม่ประสบผลสำเร็จ
ปัญหาการคาดคะเนเงินเฟ้อ มีส่วนซ้ำเติมให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ถ้าหากภาคธุรกิจคาดคะเนว่า ราคาสินค้าของเขาจะขยับตัวสูงขึ้น เขาอาจกักตุนสินค้า เพื่อเก็บไว้ขายในเวลาที่ราคาสูงขึ้น ในแง่ผู้บริโภค ถ้าหากคาดว่า ราคาสินค้าจะสูงขึ้นอีก ก็จะรีบออกไปซื้อสินค้า ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น เมื่อประสบกับภาวะราคาสินค้าแพง กลุ่มแรงงานจะเรียกร้องให้มีการขึ้นอัตราค่าจ้าง ซึ่งมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ผู้ผลิตหรือผู้ขาย ก็ต้องขึ้นราคาสินค้า วงจรการขึ้นค่าจ้างและราคาสินค้านี้ จึงมีผลทำให้เงินเฟ้อมีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
ภาวะเงินเฟ้ออาจเกิดจากปัจจัยทางด้านอุปทาน เช่น เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งแพงขึ้น หรือ เมื่อผลิตผลทางการเกษตรที่จำเป็นต่อการบริโภคมีปริมาณลดลง ราคาก็จะแพงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ ทำให้สินค้าต่างๆแพงขึ้น เงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยทางด้านอุปทานนี้ นโยบายการเงินที่เข้มงวด โดยการลดปริมาณเงินหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย อาจไม่มีผลในการสกัด และอาจทำให้การลงทุนและการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจลดลง ถ้านโยบายเหล่านี้ ทำในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา ก็จะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำลงไปอีก
นโยบายการคลัง มีส่วนสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ อย่างไรก็ตาม นโยบายการคลัง มีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ข้อจำกัดทางกฏหมายหมายในขนาดงบประมาณ การขาดดุล เพดานการก่อหนี้ และการชำระเงินกู้ นอกจากนั้น ยังมีข้อจำกัดในเรื่องความล่าช้า การร่างและใช้งบประมาณแต่ละปี ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งกว่าจะอนุมัติ ต้องใช้เวลาหลายเดือน เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ก็อาจเกิดความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ ในบางประเทศ มีกฎระเบียบที่เข้มงวดในใช้งบประมาณ เพื่อป้องกันการทุจริต หน่วยงานรัฐบาลต่างๆ ก็อาจไม่มีความพร้อมในการเบิกจ่ายเงินตามโครงการ เนื่องจากขาดแคลนบุคลากรและเครื่องมือที่จำเป็น จึงมีการใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
ปัญหาประการอีประการหนึ่ง คือ ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์การพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น การลดอัตราภาษีให้กับธุรกิจและประชาชนที่มีความมั่งคั่ง ตัดความช่วยเหลือที่ควรให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ และเกิดการรั่วไหลในการใช้งบประมาณ เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นได้ทั้งการขาดแคลนข้อมูล และการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะพูดถึงต่อไป
นอกจากนี้ นโยบายบางอย่าง ยังทำให้เกิดผลที่ไม่พึงปรารถนา เช่น การลดอัตราภาษีเงินได้ เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี อาจไม่ประสบผลตามความคาดหมาย ถ้าประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่น และคาดว่า เศรษฐกิจจะซบเซาไปอีกนาน ในกรณีเช่นนี้ แม้จะอัตราภาษีที่ลดลง ประชาชน ก็จะไม่ใช้จ่าย เพิ่มขึ้น แต่จะเก็บออมไว้ใช้ในอนาคตมากกว่า
การควบคุมราคาสินค้า เพื่อให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภคในราคาถูก แต่ไม่ควบคุมราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนสินค้าบริโภคบางอย่างสูงกว่าราคาขายซึ่งถูกควบคุม ผู้ผลิตจึงไม่ยินดีทีจะทำการผลิต ทำให้สินค้าขาดแคลน และอาจมีตลาดมืดที่ขายสินค้าเกินราคาควบคุม นโยบายควบคุมราคา แทนที่จะช่วยเหลือผู้บริโภค กลับเป็นการลงโทษประชาชนผู้ยากไร้ ทำให้เขาไม่สามารถซื้อสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ได้
นโยบายคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ ด้วยการกำหนดโควต้า หรือการขึ้นภาษีนำเข้า มีผลทำให้ผู้ผลิตสินค้าที่ได้รับการคุ้มครองไม่พยายามปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก จึงต้องใช้สินค้าคุณภาพต่ำที่ผลิตในประเทศ หรือซื้อสินค้านำเข้าชนิดเดียวกันในราคาที่แพงกว่า การคุ้มครองอุตสาหกรรม จึงอาจมีผลทำให้มีอุตสาหกรรมที่เลี้ยงไม่โตเป็นจำนวนมาก

istockphoto 1090317538 612x612 1

ค. ผลกระทบจากต่างประเทศ ในเศรษฐกิจเปิด ที่มีการติดต่อซื้อขายกับนานาประเทศ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในต่างประเทศ แม้ประเทศต่างๆ มีอำนาจกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้ แต่อัตราแลกเปลี่ยนฯ จะได้รับผลกระทบจากทั้งปัจจัยภายใน และภายนอกประเทศ การเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยนฯที่เกิดจากสถานการณ์ภายนอกนั้น อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล แต่ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเรา เช่น เมื่อค่าเงินในต่างประเทศเปลี่ยนไป ก็ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเกิดการเปลี่ยนแปลง มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งราคาสินค้า มูลค่าการนำเข้าส่งออก ดุลการค้าและดุลชำระเงิน ซึ่งมีผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อ และรายได้ของประชาชน นอกจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแล้ว การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ยังได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศ เช่น เมื่อรัฐบาลปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้ประชาชนใช้จ่ายลงทุนและบริโภคน้อยลง เพื่อลดเงินเฟ้อ แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงกว่าดอกเบี้ยในต่างประเทศ ผู้ลงทุนก็จะหันไปกู้เงินจากต่างประเทศ ทำให้นโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ย มีผลลดลง นอกจากนี้ การไหลเข้าของเงินทุนยังมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนฯ กล่าวคือ เมื่อเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามามาก ค่าเงินในประเทศก็จะขยับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าออก และถ้าประชาชนกู้เงินจากต่างประเทศมาก หนี้สินเงินตราต่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น เงินทุนไหลเข้าที่ส่งผลให้ค่าเงินสูงขึ้น ถ้ารัฐบาลแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ค่าเงินสูงขึ้นไปมาก ก็มีผลทำให้ปริมาณเงินในตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งมีส่วนลบล้างผลของนโยบายการเงินที่เข้มงวดของรัฐบาล ผลกระทบไม่พึงประสงค์ ที่เกิดจากภายนอกประเทศเหล่านี้ แม้ไม่เกิดจากการกระทำของรัฐ และไม่อาจถือว่าเป็นความล้มเหลวของรัฐบาล แต่ก็เป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

ง. การขาดแคลนข้อมูลที่จำเป็นในการกำหนดนโยบาย ปัญหาการขาดแคลนข้อมูลในการกำหนดนโยบาย เห็นได้ชัดในประเทศสังคมนิยมที่มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจจากส่วนกลาง ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้จัดสรรทรัพยากรในการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ประเทศเหล่านี้มักประสบปัญหาที่มีสินค้าและบริการบางอย่างขาดแคลน แต่สินค้าบางอย่างมีมากเกินไป ในยุคปัจจุบัน สินค้าบริการมีอยู่จำนวนมาก การผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ยิ่งมีความลำบากมากขึ้น รัฐบาลแม้มีเจ้าหน้าที่ จำนวนมาก แต่ก็ไม่มีข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน แม้ในประเทศที่ใช้ระบบตลาด ก็ต้องประสบกับปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข่าวสารข้อมูล ในปัจจุบัน สภาพเศรษฐกิจมีความซับซ้อน เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และยากต่อการคาดการณ์ ข้อมูลบางอย่าง เช่น ต้นทุนการผลิต ผู้ผลิตในภาคเอกชน มักมีข้อมูลมากกว่าหน่วยงานในภาครัฐ แต่ไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขที่เป็นจริง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขาดแคลนข่าวสารที่จำเป็น เป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่อาจนำสู่ความผิดพลาดในการกำหนดนโยบาย สร้างผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ

จ. การปล่อยปละละเลย ไม่แก้ปัญหา
ในประเทศที่มีการเลือกตั้ง และเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามกำหนดเวลา นักการเมืองมักสนใจแต่การแก้ปัญหาระยะสั้น ที่เมื่อนำมาปฏิบัติแล้ว เห็นผลได้ในเวลาอันรวดเร็ว หรือมุ่งกำหนดและดำเนินนโยบายที่ทำให้เขาได้คะแนนเสียงจากประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง แต่เมื่อนำสู่การปฏิบัติแล้ว สร้างผลเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่างในประเทศไทย เช่น การจำนำข้าวที่รัฐบาลรับจำนำข้าวจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดมาก (โดยเรียกว่า เป็นโครงการจำนำข้าว แต่เมื่อ”จำนำ”แล้ว ไม่ต้องไถ่ถอนคืน) และการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้นมากโดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพการผลิตที่ยังต่ำอยู่ ทั้งยังกำหนดให้มีค่าจ้างเท่ากันในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยไม่คำนึงถึงค่าครองชีพ และอัตราค่าจ้างเดิมที่แตกต่างกันมากในแต่ละพื้นที่ การกำหนดอัตราค่าจ้างในลักษณะนี้ มีผลทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในท้องที่ที่เดิมมีอัตราค่าจ้างระดับต่ำก่อนหน้านี้

ฉ. การแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ ความล้มเหลวของรัฐบาลที่สำคัญอย่างหนึ่งคือปัญหาคอร์รัปชั่นนักการเมืองและข้าราชการผู้มีอำนาจกำหนดและดำเนินนโยบาย อาจเห็นแก่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยได้รับผลตอบแทน การทุจริตคอรัปชั่นมีหลายรูปแบบ ในระดับนโยบาย การกำหนดอัตราภาษีสินค้าและบริการ การยกเว้นภาษี การให้เงินอุดหนุนธุรกิจการกำหนดโควต้าการผลิตและการนำเข้าสินค้า การอนุญาตผลิตและส่งออกแก่สินค้าบางอย่าง การให้สัมปทานสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหรือผลิตสินค้า ฯลฯ ล้วนมีผลกระทบต่อราคาและปริมาณของสินค้าและบริการ ซึ่งส่งผลเสียต่อสวัสดิการของประชาชน และรายได้ของรัฐ ทั้งยังเอื้อประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม โดยผู้ที่กำหนดนโยบายนั้นได้รับส่วนแบ่งจากการกระทำของตน ในระดับปฏิบัติ ก็มีการทุจริตได้หลายรูปแบบ เช่น การให้และรับสินบน การอำนวยความสะดวก หรือการให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่คนบางกลุ่ม การละเว้นไม่ลงโทษผู้ที่ทำผิดกฎหมาย ฯลฯ รัฐบาลที่คอร์รัปชั่นมาก มักไม่มีประสิทธิภาพ ประเทศที่มีการคอรัปชั่นมาก ก็ไม่สามารถพัฒนาได้ดี

ช. อิทธิพลและแรงกดดันจากกลุ่มผลประโยชน์
ในบางประเทศ กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม มีอิทธิพลครอบงำการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาล กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้ อาจเป็นธุรกิจหรือบุคคลที่สนับสนุนพรรคการเมืองและนักการเมือง ที่สามารถชักจูงรัฐบาลให้กำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มของตน ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตและผู้ค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถครอบงำและชักจูงให้รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการทำสงครามในต่างประเทศ และการให้ประชาชนภายในประเทศครอบครองอาวุธปืนโดยถูกกฎหมาย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาคมโลก และต่อประชาชนในประเทศ เป็นอย่างมากในประเทศที่มีประชาชนเคร่งครัดในการปฏิบัติตามคำสอนหรือข้อกำหนดทางศาสนา องค์กรทางศาสนาจะมีอิทธิพลสูงในทางการเมืองการปกครอง ความเชื่อของศาสนาบางอย่างถูกบิดเบือน และสร้างความเสียหายแก่ประเทศ นักการเมืองและข้าราชการ มักเอื้อประโยชน์แก่ศาสนาที่เป็นของคนหมู่มาก กีดกันสิทธิของผู้นับถือศาสนาอื่น และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสตรี ในประเทศที่มีประชาชนหลายเชื้อชาติ หลายเผ่าพันธุ์ แต่มีเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์หนึ่งที่เป็นคนหมู่มาก การเมืองการปกครองของประเทศนี้อาจมีการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ เอื้อประโยชน์ต่อชนส่วนใหญ่ และกีดกันชนกลุ่มน้อย คนกลุ่มน้อยที่มีความรู้ความสามารถ อาจพากันออกไปทำงานในต่างประเทศ โดยทั่วไป กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมและการค้า มักจะมีการรวมตัวกันเหนียวแน่นกว่าประชาชนผู้บริโภค กลุ่มอุตสาหกรรมและการค้า จึงมีส่วนในการกำหนดนโยบายรัฐมากกว่าประชาชนทั่วไป ผู้บริโภคแม้มีจำนวนมาก แต่ไม่มีการรวมกลุ่ม จึงมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายน้อยกว่า เมื่อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งมีราคาแพงมาก หากสินค้านั้นมีสัดส่วนน้อยในการบริโภค แม้จะมีราคาแพงหรือมีคุณภาพไม่ดี ผู้บริโภคก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนมาก และทำอะไรไม่ได้ อย่างดีก็ได้แต่หันไปใช้สินค้าอื่น แต่สำหรับผู้ผลิตและผู้ค้าสินค้าซึ่งได้ประโยชน์จากการขึ้นราคา จึงนำเสนอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อผลประโยชน์แก่กลุ่มของเขา

ซ. การแย่งชิงทรัพย์พยากรณ์กับภาคเอกชน ใน เศรษฐกิจตลาด การใช้จ่ายลงทุนและการบริโภคของรัฐบาล อาจมีผลเบียดบังทรัพยากรณ์ หรือปัจจัยการผลิตที่ประชาชนและหน่วยงานภาคเอกชนจะนำไปใช้ได้ ในประเทศสังคมนิยม มีรัฐวิสากิจในภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมสำคัญเป็นจำนวนมาก รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่มีผลการประกอบการไม่ดี แต่รัฐบาลยังคงสนับสนุน ทั้งยังไม่ยอมให้หน่วยธุรกิจเอกชนที่ทำได้ดีกว่าประกอบการในธุรกิจนี้ ในบางประเทศที่ใช้เศรษฐกิจทุนนิยมระบบตลาด ก็มีรัฐวิสากิจอยู่เป็นจำนวนมาก การมีรัฐวิสากิจจำนวนมากในสาขาเศรษฐกิจต่างๆ มีผลเบียดบังทรัพย์พยากรณ์ของประเทศ ซื่งภาคเอกชนจะนำไปใช้ได้ และอาจใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

ฌ. นโยบายที่สร้างความบิดเบือน นโยบายที่มีความบิดเบือน(distortion) หมายถึงนโยบายที่ผิดจากข้อเท็จจริง หรือไม่มีเหตุผลสมควร ตัวอย่างเช่น การมีอัตราภาษีสูงในสินค้าและบริการที่มีจำเป็นต่อการบริโภคของประชาชน การจำกัดการนำเข้าในวัตถุดิบ และเครื่องจักรอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นต่อการผลิต การเปิดเสรีในสินค้าที่มีอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค ฯลฯ ในบางครั้ง การมีนโยบายที่มีความบิดเบือน เกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของรัฐบาล เช่น การควบคุมสินค้าไม่ให้มีราคาแพง แต่กลับมีผลทำให้เกิดการขาดแคลน และเกิดตลาดมืดในสินค้านั้น นโยบายบางอย่าง ทำเพื่อต้องการหาเสียงจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เช่น การมีนโยบายชาตินิยม เพื่อให้ประชาชนประเทศตนเป็นเจ้าของธุรกิจ จึงยึดทรัพย์สินของธุรกิจต่างชาติ ที่มาลงทุนในประเทศ ให้คนในประเทศที่ไม่มีความรู้ความสามารถในการทำธุรกิจนี้เป็นเจ้าของ บางประเทศ มีนโยบายประชานิยม โดยมีโครงการลดแลกแจกแถม ให้สิทธิพิเศษแก่ประชาชนต่างๆนานา สร้างสิ่งสาธารณูปโภคที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จำนวนมาก เพื่อสร้างงานแก่ประชาชน นโยบายการทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากเพื่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคที่ไร้ประโยชน์นี้ สร้างผลเสียให้แก่ประเทศ

istockphoto 1329672621 612x612 1

ญ. ข้อจำกัดในงบประมาณของรัฐบาล นอกจากข้อจำกัดทางด้านความรู้ความสามารถของผู้บริหารแล้ว รัฐบางประเทศ ยังต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ ในบางประเทศ นักธุรกิจและประชาชน มีการหลบเลี่ยงภาษีกันเป็นจำนวนมาก ในขณะที่รัฐบาลจำเป็นต้องมีการใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาประเทศ จึงมีปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ รายจ่ายของรัฐมีมากกว่ารายรับ หรือมีการขาดดุลในงบประมาณ การขาดงบประมาณในการดำเนินนโยบาย จึงเป็นข้อจำกัดที่สำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินงานของรัฐบาล เมื่องบประมาณไม่เพียงพอ ก็ต้องตัดค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่นการสร้างและบูรณะสิ่งสาธารณูปโภค งบสวัสดิการช่วยเหลือประชาชนที่ยากไร้ แลการใช้จ่ายทางด้านการศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งมีความจำเป็นต่อกาพัฒนาประเทศ ในทศวรรษ 1980 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาในช่วงที่เรแกน(Ronald Reagan)เป็นประธานาธิบดี มีนโยบายกำหนดภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีบุคคลธรรมดาในอัตราต่ำ โดยเชื่อว่า อัตราภาษีต่ำ จะกระตุ้นให้สถานประกอบการและประชาชนมีแรงจูงใจในการทำงาน ทำให้มีการผลิตและการจ้างงานมากขึ้น แต่รัฐบาลของเขา ก็มีการใช้จ่ายในด้านการป้องกันประเทศจำนวนมาก ทำให้รายได้ ไม่เพียงพอกับการใช้จ่าย ต้องกู้เงินจากภาคเอกชนเพื่อชดเชยงบประมาณที่ขาดดุล การกู้เงินจำนวนมากของรัฐ ทำให้อัตราดอกเบี้ยในอเมริกาเพิ่มสูงขึ้นมาก ดึงดูดเงินจากต่างประเทศจำนวนมากไหลเข้าอเมริกา ส่งผลให้เงินดอลล่าร์มีค่าสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าในตลาดส่งออก ในสมัยนั้น อเมริกาจึงต้องประสบกับการขาดดุลคู่ขนาน ทั้งการขาดดุลในงบประมาณและดุลการค้า

ฎ. เผด็จการ ประเทศที่ผู้นำมีอำนาจเบ็ดเสร็จ สร้างความเสียหายได้มาก ไม่เพียงแต่กับประเทศของเขาเอง ยังอาจสร้างความเสียหายให้ประเทศอื่นด้วย ผู้นำเผด็จการที่ลือชื่อ เช่น ฮิตเล่อร์ (Adolf Hitler)ในประเทศเยอรมัน มุสโสลินี(Benito Mussolini)ในประเทศอิตาลี โตโจ้(Tojo Hideki 东条英机)ในญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ได้สร้างความเสียหายอย่างมหันต์แก่ประเทศต่างๆทั่วโลก สตาลิน(Joseph Stalin)ในรัสเซีย และเหมาเจ๋อตง(毛泽东)ในจีน ซึ่งมีอำนาจเป็นเวลานาน ก็มีลักษณะเป็นเผด็จการ ประเทศจีนในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์มีอำนาจมาก ทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ราชสำนักมีการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยถ้ากษัตริย์เป็นคนไม่ดี หรือมีขุนนางข้าราชการที่ไม่ดี ก็สร้างความเสียหายให้กับประเทศได้มาก ผู้นำเผด็จการมีอำนาจเบ็ดเสร็จ หากเป็นคนที่มีนิสัยไม่ดี มีความโหดร้าย ไม่มีคุณธรรม ขี้ระแวง อิจฉา นอกจากลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังมุ่งทำร้ายคู่ต่อสู้ทางการเมือง หรือผู้ที่เขาสงสัยว่าจะมาแย่งชิงอำนาจของตนอย่างทารุณโหดร้ายด้วย นโยบายของรัฐบาลเผด็จการ สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศได้มาก บางทีเขาอาจจะทำในสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นเรื่องดี อยากให้เศรษฐกิจของประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ด้วยความมุ่งมาดปรารถนาและความทะเยอทะยาน เขาจึงมีนโยบายที่ใหญ่โต อาจหาญ โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดของงบประมาณและทรัพยากร เช่น เร่งรัดเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจ สร้างสิ่งสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เพื่อให้เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดด้านต่างๆ จนสร้างความเสียหายมาก ตัวอย่างเช่น นโยบาย”ก้าวกระโดดไปข้างหน้า(大跃进: great leap foorward)” ของเหมาเจ๋อตง ที่เร่งรัดเพิ่มผลผลิตการเกษตร จนมีผลทำให้เกิดความอดอยาก และมีประชาชนต้องล้มตายลงเป็นจำนวนมาก เป็นต้น อย่างไรก็ดี ความล้มเหลวของรัฐบาล ไม่ได้เกิดแต่เฉพาะประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการ ในประเทศที่อวดอ้างว่าตนเองเป็นประเทศประชาธิปไตย หากผู้นำรัฐบาลมีความทะเยอทะยาน อยากเห็นประเทศตนเป็นมหาอำนาจของโลก สามารถครอบงำหรือบงการประเทศอื่นๆได้ จึงพยายามแทรกแซงกิจการทางการเมืองการปกครองภายในของประเทศอื่น ยุยงให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ประชาชนในประเทศอื่น และกระทำทุกอย่างจนกระทั่งเกิดสงครามภายในประเทศเหล่านี้ขึ้น การกระทำของรัฐบาลที่มุ่งสร้างความเสียหายแก่ประเทศอื่น เพียงเพื่อให้ประเทศตนสามารถครองความเป็นใหญ่ เป็นประเทศมหาอำนาจ โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดของตนเอง และไม่สนใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศของตน เช่น มีประชาชนผู้ยากไร้มากขึ้น สังคมแตกแยกมากขึ้น คดีอาชญากรรมเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจมีปัญหามากขึ้น ฯลฯ ผู้บริหารของประเทศ อย่างเช่นรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ก็อาจถือได้ว่า เป็นรัฐบาลที่ประสบกับความล้มเหลวเช่นกัน ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นสาเหตุสำคัญในความล้มเหลวของรัฐบาล อย่างไรก็ดี กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน และการดำเนินโยบายโดยรัฐบาล ต่างก็มีความสำคัญ ในประเทศต่างๆ ต้องมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจของทั้งฝ่ายภาคประชาชน และที่ดำเนินการโดยภาครัฐ โดยต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ ความล้มเหลวของรัฐบาล เกิดจากการมีรัฐบาลที่ไม่ดี คือ มีนักการเมืองและข้าราชการที่ไม่มีความรู้ความสามารถ และไม่สุจริต การเลือกรัฐบาลที่ดีมาบริหารประเทศจึงมีความสำคัญมาก

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *