INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กวีนิพนธ์และภาษาอาหรับ ตอนจบ

กวีนิพนธ์และภาษาอาหรับ ตอนจบ

จรัญ มะลูลีม

ผู้พิพากษาคนหนึ่งของกรุงแบกแดดคืออัต-ตานูคี (al-Tanukhi – ค.ศ. 940-94) ได้เขียนเรื่องเล่าขึ้นมาสามเล่ม ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ให้ความบันเทิงและเป็นเอกสารชุดหนึ่งเกี่ยวกับโลกของเสนาบดี  ผู้พิพากษาและผู้สูงศักดิ์ชั้นรองๆ ลงมาที่วนเวียนอยู่กับราชสำนักอับบาสิยะฮ์

ในศตวรรษต่อมาอะบู ฮัยยาน อัต-เตาฮีดี (Abu Hayyan al-Tawhidi – เสียชีวิต ค.ศ. 1023) ได้เขียนบทความและตำราในหัวข้อต่างๆ อย่างกว้างขวาง  ซึ่งกลายเป็นที่นิยมกันในหมู่นักวิชาการและนักเขียนในสมัยของเขา   แต่งขึ้นด้วยรูปแบบของวรรณกรรมที่น่าดึงดูดใจ

วรรณกรรมเหล่านี้เปิดเผยถึงความรู้ที่กว้างขวางและจิตใจที่ยอดเยี่ยม  ความบันเทิงเป็นจุดมุ่งหมายหลักของมะกอมัต (maqamat) ซึ่งเป็นการเขียนเชิงพรรณนาของร้อยแก้วที่มีสัมผัสใน (ชาจ –  saj’)  เป็นตอนต่อๆ กันมาซึ่งผู้เล่าจะกล่าวถึงเรื่องราวต่างๆ ของนักหลอกลวงหรือคนเร่ร่อนซึ่งเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ

ผู้ที่นำไปสู่จุดสูงสุดของการพัฒนาร้อยแก้วแบบนี้ก็คืออัล-ฮะมาดานี (al-Hamadhani – ค.ศ. 968-1110) และอัล-หิริ (al-Hariri – ค.ศ. 1054-1122) เรื่องราวในชีวิตประจำวันแบบนี้ยังได้รับความนิยมอยู่ในแวดวงวรรณกรรมอาหรับจนกระทั่งถึงคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ

การบันทึกสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในอดีตนั้นมีความสำคัญต่อสังคมมนุษย์ทั้งมวล  แต่มันมีความสำคัญเป็นพิเศษในชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นบนความเชื่อที่ว่าเหตุการณ์ที่มีลักษณะไม่เหมือนใครจะเกิดขึ้น  ในเวลาและสถานที่บางแห่งเท่านั้น

ก่อนการเกิดขึ้นของอิสลาม  ชาวอาหรับเผ่าต่างๆ มีบันทึกทางคำพูดของพวกเขาเองเกี่ยวกับการกระทำของบรรพบุรุษของพวกเขา   สิ่งเหล่านี้จะเข้าไปอยู่ในบทกวีซึ่งตกทอดมาถึงพวกเราจากสมัยนั้นบ้างเหมือนกัน

ในศตวรรษต้นๆ ของอิสลาม  ประวัติศาสตร์เป็นความสำคัญชนิดใหม่จึงเริ่มถูกบันทึกไว้ด้วยการเขียน   ได้เกิดการเขียนประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันสองชนิดซึ่งเกี่ยวข้องกับกันและกันอย่างใกล้ชิด

ด้านหนึ่งนักภาษาศาสตร์และนักชาติวงศ์วิทยาได้รวบรวมและเขียนประวัติศาสตร์ของเผ่าต่างๆ ของชาวอาหรับที่เล่าด้วยวาจาเอาไว้

สิ่งเหล่านี้มิได้มีความสำคัญแค่เพียงสำหรับการศึกษาภาษาอาหรับเท่านั้น  แต่ยังอาจให้หลักฐานสำคัญที่เหมาะสม     รวมทั้งคำถามที่มีอยู่จริงๆ เกี่ยวกับการแจกจ่ายของที่ยึดได้จากการพิชิตดินแดนหรือเกี่ยวกับที่ดินในถิ่นที่ไปตั้งถิ่นฐานใหม่

อีกด้านหนึ่งมันมีความสำคัญยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับบันทึกเหตุการณ์ในชีวิตของท่านศาสดา  เคาะลีฟะฮ์ท่านแรกๆ การพิชิตครั้งแรกและกิจกรรมสาธารณะของชุมชนมุสลิม   ด้วยการถ่ายทอดของนักวิชาการที่มีความรับผิดชอบ    บางครั้งก็มีการเปลี่ยนแปลงหรือแม้กระทั่งการประดิษฐ์เรื่องขึ้นมาในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งทางการเมืองและทางศาสนวิทยา

บางทีก็มีผู้ตกแต่งต่อเติมขึ้นมาบ้าง   จึงค่อยๆ มีการรวมเรื่องเล่าต่างๆ ขึ้นมา   และจากสิ่งนี้วรรณกรรมหลายรูปแบบก็ปรากฎขึ้นคือการรวบรวมหะดีษ (วจนของท่านศาสดา) และในที่สุดก็คืองานเล่าประวัติศาสตร์ซึ่งบันทึกสิ่งที่เป็นอุทาหรณ์  แต่เป็นเรื่องที่มีแก่นของความจริงอย่างมาก

การประดิษฐ์ปฏิทินอิสลามขึ้นมา  การจัดลำดับเหตุการณ์ซึ่งเริ่มตั้งแต่ฮิจญ์เราะฮ์ หรือการเริ่มนับศักราชของอิสลามนั้นได้ให้เค้าโครงงานสำหรับบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ไว้

ประเพณีการเขียนประวัติศาสตร์ได้บรรลุถึงความสมบูรณ์ในคริสต์ศตวรรษที่เก้า  พร้อมกับการปรากฏขึ้นของประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่มีขอบเขตกว้างขวาง  และสามารถทำให้เข้าใจได้เป็นอย่างมาก  มีประวัติศาสตร์ของอัล-บะลาดูรี (al-Baladhuri – เสียชีวิต ค.ศ. 892) อัต-ตะบารี (al-Tabari- ค.ศ. 839-923) และอัล-มัสอูดี (al-Mas’udi – เสียชีวิต ค.ศ. 928)

นักเขียนดังกล่าวได้นำเอาประวัติศาสตร์ทั้งหมดของอิสลามมาเป็นเนื้อหาของตนและบางครั้งก็นำเอาเรื่องราวทั้งหมดที่พวกเขาคิดว่าเป็นประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่สำคัญๆ ด้วย

ดังนั้นมัสดูดีจึงเกี่ยวข้องกับบันทึกลำดับเหตุการณ์ของคนโบราณเจ็ดชาติที่เขาถือว่ามีประวัติศาสตร์อันแท้จริง   นั่นคือ ชาวเปอร์เซีย คอลเดีย กรีก อียิปต์ เตอร์ก อินเดียและจีน

ข้อมูลมากมายต้องถูกจัดระเบียบ    ในกรณีของประวัติศาสตร์อิสลามจัดโดยอาศัยปีต่างๆ ส่วนในประวัติศาสตร์อื่นๆ ก็ใช้เกณฑ์ต่างๆ อย่างเช่น การครองราชย์ของกษัตริย์

การเขียนประวัติศาสตร์จะต้องถูกตัดสินโดยมาตรฐานของการวิพากษ์วิจารณ์ด้วย   เกณฑ์ที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นโดยอิสนาด (isnad) นั่นคือห่วงโซ่ของผู้เห็นเหตุการณ์นั้นๆ   และหลักฐานของพวกเขาจะไว้วางใจได้แค่ไหน?

อย่างไรก็ตามมีเกณฑ์อื่นๆ อีกเช่นกัน   อย่างเช่นบันทึกที่ถูกถ่ายทอดมานั้นอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เชื่อถือได้  หรือเชื่อไม่ได้ก็ต้องอาศัยความเข้าใจทั่วไปในในเรื่องที่ว่า ผู้ปกครองกระทำอย่างไร  และสังคมมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

อัล-บิรูนี (al-Biruni – ค.ศ. 973 ถึงประมาณ ค.ศ. 1050) เป็นนักเขียนอีกคนหนึ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเรื่องความสนใจและความเข้าใจของเขา

งานที่มีชื่อเสียงของเขาคือเรื่อง ตะห์กิ๊ก มาลิลฮินด์ (Tahqiq ma li’l-Hind – หรือประวัติศาสตร์ของอินเดีย) นั้นบางทีอาจเป็นความพยายามที่ถาวรอันยิ่งใหญ่ที่สุดของนักเขียนมุสลิมในการที่จะไปให้ไกลกว่าโลกอิสลามและมีความเข้าใจถึงสิ่งที่มีคุณค่าในประเพณีด้านวัฒนธรรมของผู้อื่น

งานของเขามิได้เป็นเรื่องของการโต้เถียง  ดังที่เขาได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในคำนำว่า

นี่มิใช่หนังสือแห่งความขัดแย้งและโต้เถียงกันซึ่งแสดงข้อโต้แย้งของฝ่ายตรงข้ามและแยกแยะว่าสิ่งใดเป็นเท็จ   สิ่งใดแท้จริงจากการโต้เถียงนั้น แต่เป็นเรื่องราวที่ตรงไปตรงมา เป็นการให้ถ้อยแถลงของชาวฮินดู และได้เพิ่มเติมด้วยสิ่งที่ชาวกรีกได้พูดถึง  ในเรื่องที่คล้ายคลึงกันนั้นเพื่อที่จะได้เปรียบเทียบในระหว่างพวกเขา (M.Talbi, L’emirat aghlabide 184-296/800-999 , Paris , 1960)

ความคิดทางศาสนาและทางปรัชญาของอินเดียได้ถูกบรรยายอย่างดีที่สุดว่า

เนื่องจากเรากำลังพูดถึงว่ามีอะไรอยู่ในอินเดีย  เราได้พูดถึงการถือไสยศาสตร์ของพวกเขา  แต่เราควรจะชี้ให้เห็นทางแห่งเหตุผลและข้อโต้เถียง  และผู้ที่ต้องการความจริงย่อมจะหลีกเลี่ยงการเคารพสักการะผู้ใดนอกจากพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวหรือเคารพรูปของพระองค์ที่แกะสลักไว้ (M.Morony, Iraq after the Muslim Conquest , Princeton, 1984).

ในที่สุดเขาก็ได้ชี้ให้เห็นว่า

ความเชื่อของชาวฮินดูนั้นคล้ายคลึงกับความเชื่อของชาวกรีก  ในหมู่ชาวกรีกก็เช่นเดียวกัน  คนทั่วไปเคารพบูชาในสมัยแห่งความเขลาทางศาสนาก่อนการมาถึงของคริสต์ศาสนา แต่ผู้ที่มีการศึกษาก็มีทรรศนะคล้ายคลึงกับทรรศนะของชาวฮินดู  อย่างไรก็ตามในด้านหนึ่งนั้นแม้แต่ชนชั้นนำของฮินดูก็แตกต่างไปจากมุสลิมดังนี้

ชาวอินเดียในสมัยของเราได้ให้ความแตกต่างอย่างมากหลายในหมู่มนุษย์   เราแตกต่างจากพวกเขาในเรื่องนี้เพราะเราถือว่าคนทุกคนเท่าเทียมกัน   ยกเว้นในเรื่องของความศรัทธา  นี่เป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ระหว่างพวกเขากับศาสนาอิสลาม (H.Djait, Al-Kufa : naissance de la ville islamique , Paris , 1986).

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com