เสรีภาพและอิสรภาพคือวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์

เสรีภาพและอิสรภาพคือวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ วทส.
นักคิดในยุคเรืองปัญญาได้ให้เหตุผลว่ากฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่มีอำนาจทั้งในเรื่องมนุษย์ และเรื่องที่เหนือขึ้นไป เช่นเรื่องสรวงสวรรค์ และกฎหมายนั้นเองที่ให้อำนาจกับกษัตริย์ แทนที่จะมองว่าอำนาจของกษัตริย์ทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายได้ มโนทัศน์ที่ว่ากฎหมายนั้นเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แทนที่จะเป็นตระกูล เริ่มเด่นชัดขึ้น และด้วยแนวคิดนี้ทำให้เกิดความสนใจในเรื่องของเสรีภาพส่วนบุคคล ว่าควรจะเป็นความจริงมูลฐาน ที่ถูกมอบให้โดย “ธรรมชาติ และ พระเจ้า” ซึ่งในรัฐในอุดมคติ เสรีภาพส่วนบุคคลนี้ ควรจะขยายไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น เราอาจกล่าวได้ว่า ยุคแสงสว่างได้ให้กำเนิดแนวคิด “เสรีภาพ” กล่าวคือ แนวคิดเกี่ยวกับปัจเจกชนอิสระ จะมีความอิสระมากที่สุดภายในสภาพแวดล้อมของรัฐที่ให้ความมั่นคงทางกฎหมาย ถัดจากนั้นแล้ว แนวคิดทางปรัชญาที่ถอนรากถอนโคนยิ่งขึ้นก็ได้แสดงตัวเด่นชัดขึ้นในช่วงของการปฏิวัติฝรั่งเศสและในคริสต์ศตวรรษที่ 19(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี :เสรีภาพ)
ช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 19 สำหรับอารยธรรมตะวันตกแล้ว เป็นช่วงของความปั่นป่วนเนื่องจากสงครามและการปฏิวัติ ซึ่งค่อยๆ หล่อหลอมให้เกิดแนวคิดและความเชื่อที่เรียกกันในปัจจุบันว่า “เสรีภาพของปัจเจกชน” ฐานคิดทางปรัชญาของ “เสรีภาพ” คือแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิความเป็นมนุษย์ และมนุษย์นั้นมีคุณค่ามากกว่าที่จะอยู่ในสภาพของความเป็นทาส รวมไปถึงแนวคิดที่ว่ามนุษย์ควรจะเป็นผู้กำหนดและควบคุมชะตาชีวิตของตนเองและมีเสรีภาพทางเจตจำนงเสรี (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี :เสรีภาพ)
ปัญหาแรกที่กล่าวถึงเกียรติยศของมนุษย์ คือความเชื่อในเรื่อง ความมีเสรีภาพ และมีสิทธิเลือกอิสระ ดังนั้นมนุษย์ถ้า ได้ถูกบังคับให้เลือก แม้จะเลือกในสิ่งที่ดี ก็ถือว่า ความมีเกียรติและศักดิ์ศรีนั้นถูกทำลายลง และยังได้ดูถูกถึงความเป็นมนุษย์ของเขาอีกด้วย และการเชื่อเช่นนี้ เกิดจากความไม่มีสิทธิ์เลือกและไม่มีความเป็นเสรีภาพ ส่วนมุมมองของอิสลาม ถือว่า ไร้คุณค่า และไม่มีความหมายใดๆ เลย ดังนั้นอิสลามถือว่า มนุษย์ถูกสร้างมาในลักษณะเป็นผู้มีเสรีภาพ และมีสิทธิที่จะเลือกอย่างเสรี
เสรีภาพมีหลายประเภทแตกต่างกันไป โดยเราจะย่อให้เหลือ แค่ ๓ ประเภทคือ
หนึ่ง เสรีภาพทางปัจเจกบุคคล คือการมีสิทธิในการจะเลือกของมนุษย์ และมีความสามารถจะใช้ประโยชน์ตามที่ได้ประสงค์ และ ถือว่าความมีสิทธิในการเลือก คือหนึ่งของความเป็นตัวตนของมนุษย์ เป็นสัญชาตญาณบริสุทธิ์ของมนุษย์
สอง เสรีภาพทางสังคม จากโครงสร้างของเสรีภาพนี้ มนุษย์จำเป็นจะต้องอยู่รวมกับอีกสังคมหนึ่ง โดยเขามีอิสระทางด้านการมีชีวิต โดยที่ไม่มีใครมีสิทธิในการสกัดกั้นการเจริญเติบโตและความก้าวหน้าของคนใดคนหนึ่งได้ และเป้าหมายหนึ่งการส่งบรรดาศาสดามา คือการเติมเต็มความเสรีภาพทางสังคม และเพื่อต่อสู้กับความเป็นชนชั้น ความเป็นบ่าวทาส หรือเพื่อสร้างความยุติธรรมทางสังคม
สาม เสรีภาพทางจิตวิญญาณ คือ มนุษย์ทุกคน ภายใจจิตใจและด้านสัญชาตญาณบริสุทธิ์ มีความเป็นอิสระและมีเสรีภาพ และแท้จริงเป็นเสรีภาพทางจิตวิญญาณ มีความสูงส่งกว่าเสรีภาพใดๆและมีความละเอียดอ่อนกว่าทุกมิติ และเข้มข้นกว่า และมีคุณค่ามากว่า เพราะจะนำพาไปสู่ความเสรีภาพที่สมบูรณ์ที่เชื่อมโยงกับพระเจ้าอย่างไร้ขีดจำกัด
ความมีเสรีภาพทางจิตวิญญาณ คือ มนุษย์มีอิสระจากการถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งราคะและเป็นทาสของอารมณ์ใฝ่ต่ำ เสรีภาพทางจิตวิญญาณ อยู่ภายใต้ร่มเงาของความศรัทธาและคำสอนแห่งวิวรณ์ นั่นคือ ความยำเกรงต่อพระเจ้า และมีภาวะสำรวมตน ทำให้มนุษย์มีอิสระจากความเป็นทาสของอารมณ์และความคาระ ความอยาก ความหลง นั่นคือ การสลัดทิ้ง ความละโมบ ความอิจฉา และอารมณ์อยาก หรือความโมหะ และการมีอิสระทางจิตวิญญาณ จะทำให้เป็นทาสทางสังคมหมดสิ้นไป
ความเสมอภาค
ศาสนาอิสลามได้เรียกร้องสู่ความสงบและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตทั้งทางปัจเจกบุคคลและทางสังคม และอิสลามได้ตำหนิต่อการก่อควาเสียหายและมากไปกว่านั้นยังได้ประณามต่อการก่อความไม่สงบและการสร้างความวุ่นวายในสังคมโดยไม่กำนึงถึงสิทธิทางสังคม
อิสลามยังได้ประณามการก่อการร้ายทุกรูปแบบ หรือการฆ่าผู้บริสุทธิ์ในทุกๆ สถานที ส่วนประเด็นในเรื่องการปกป้องต่อการรุกรานของฝ่ายศัตรู ถือว่าเป็นความจำเป็นของการดำเนินชีวิต และได้สนับสนุนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพภายใต้ผู้ปกครองที่กดขี่และอธรรม อีกทั้งให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความไม่มีความเสมอภาคในสังคมอีกด้วย
ในศาสนาอิสลาม ถือว่ามนุษย์มีสิทธิและเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน และมนุษย์มีศักดิ์ศรีและมีเกียรติเท่าเทียมกัน อิสลามได้ปฏิเสธความเหลื่อมล้ำทางสังคม และ ความแตกต่างจากสีผิวหรือเชื้อชาติ ภาษา ไม่เป็นเหตุของการสร้างมีความเสมอภาค ศาสดาอิสลามได้กล่าวว่า…
“อาหรับไม่สูงส่งกว่า ไม่ใช่อาหรับ และไม่ใช่อาหรับ ก็จะไม่สูงส่งกว่าอาหรับ คนผิวขาวไม่ได้เหนือกว่าคนผิวดำ ยกเว้น การมีภาวะสำรวมตน”(อ้างจากหนังสือ มุยะมุลกะบีร เล่ม ๑๘ หน้า ๑๓)
มนุษย์ทุกคนคือสิ่งถูกสร้างของพระเจ้าและเป็นของขวัญจากพระเจ้า ดังนั้นในอิสลามจึงมีบทบัญญัติได้กำหนดให้มนุษย์ทุกคนเคารพต่อสิทธิระหว่างกันไม่ดูถูกเหยียดสีผิวระหว่างกันและกัน และอิสลามถือว่าทุกคนคือพี่น้องร่วมโลก โดยอิสลามเรียกร้องเชิญชวนสู่ความมีเกียรติและศักดิ์ศรี นั่นคือมีเพียงหนทางเดียวที่จะพบกับความผาสุกและการใกล้ชิดกับพระเจ้า คือการเชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า ผู้ทรงรอบรู้ ดังนั้นตัวชี้วัดของความสูงส่งของมนุษย์และถือว่าใครสูงส่งกว่ากัน คือ การมีภาวะสำรวมตน(ตักวา) ไม่ใช่วัดกันที่สีผิดหรือตำแหน่งทางสังคมหรือวงศ์ตระกูล
เสรีภาพของทาสและคนผิวสี
ท่านผู้อ่านครับ เคยอ่านกฎหมายเกี่ยวกับเชลยและทาสของชาวตะวันตกบ้างหรือไม่? และเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของการถูกฆ่าของคนผิวดำและการเหยียดสีผิว หรือเคยได้รับข่าวของคนว่างงานคนตกงานของคนสิผิวในประเทศสหรัฐอเมริกา บ้างไหม?ใน ค.ศ. ๑๘๖๐ ในสหรัฐอเมริกาจำนวนทาสเพิ่มขึ้นถึงสี่ล้านคน และในปี ๑๘๖๐นั้นได้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา จนทำให้ อับรอฮัม ลินคอล์น(Abraham Lincoln)ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ ๑๖ ของสหรัฐอเมริกา และทำให้เกิดการต่อต้านทาสคนผิวดำอย่างกว้างขวางในโลกตะวันตก และจุดที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์ของการขบวนการต่อต้านแรงงานทาส คือสหรัฐอเมริกาและความเหลื่อมล้ำทางสีผิดในสังคมอเมริกันยังคงดำรงอยู่จนถึงวันนี้
ก่อนการมาของอิสลาม ในดินแอนคาบสมุทรอาหรับมีแรงงานทาสและทาสมากมายเหมือนกับในแผ่นดินอื่นๆ และเป็นสิ่งที่รับไม่ได้กับการกระทำต่อทาสอย่างโหดเหี้ยมและทารุนอย่างป่าเถื่อนต่อพวกเขา และเมื่ออิสลามได้ปรากฏขึ้น คุณค่าและความประเสริฐของคนๆหนึ่งได้ถูกกำหนดไว้ ความยำเกรงต่อพระเจ้าและต่อการมีภาวะสำรวมตน และการมีจริยธรรม ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง หรือการมีเงินตราหรือความร่ำรวย ดังนั้นอิสลามถือว่า มีสิ่งเดียวที่ถือว่า เหนือกว่าคนอื่นๆ คือการภาวะสำรวมตน(ตักวา) และได้ประกาศการเป็นบ่าว หรือข้าทาส เพียงต่อพระเจ้าเท่านั้น (ไม่อนุญาตให้เป็นข้าทาสระหว่างมนุษย์ด้วยกัน)
แตกต่างกับทัศนะบางกลุ่มที่มีใจอคติต่ออิสลาม ได้คิดว่า อิสลามมีหลักการและคำสอนให้ยึดปฏิบัติต่อเชลยศึกสงครามเหมือนกับข้าทาส หรือให้ปฏิบัติเหมือนกับว่า เขาไม่คนของประเทศนั้นๆที่เข้ามาอยู่ในประเทศของคนอื่น แต่ทว่าข้อเท็จจริงแล้ว อิสลามให้คำนึงและพิจารณาถึงสิทธิของเชลยศึกไว้ ๕ ประการดังนี้
ก. เชลยสงครามจะได้รับอิสรภาพด้วยการจ่ายสินใหมสงคราม
ข.สามารถนำเชลยสงครามแลกเปลี่ยนระหว่างเชลยด้วยกัน
ค.เชลยสงครามสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าด้านการศึกษา การเรียน การอ่าน การเขียน
ง.ผู้ปกครองและผู้นำอาณาจักรอิสลาม สามารถจะให้เชลยสงคราได้อิสรภาพ
จ.ถ้าเชลยมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต สามารถลดหย่อนโทษโดยให้นำมาพิจารณาลดหย่อนโทษได้ โดยแทนการจะประหารชีวิต
ถ้าหากว่าบทบัญญัติแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ได้ปฏิบัติกับเชลยสงคราม เหมือนกับที่ปัจจุบันได้ปฏิบัติกันนั้น ให้เราลองเปรียบเทียบดูกันเอง ก็จะพบว่า เขาไม่ถูกประหารก็ถูกขังคุกจนแก่ตาย และทว่าในบทบัญญัติของอิสลาม ได้ยังให้สิทธิแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำมีสิทธิต่อสังคมและครอบครัว และให้โอกาสแก่พวกเขา ได้กลับมายังสังคมและครอบครัวอีกครั้ง เพื่อมีชีวิตใหม่ หรือแม้กระทั้งหน่วยงานของรัฐ ได้สนับสนุนเขาอีก ดังที่ปรากฏเป็นหลักฐานในการปกครองระบอบอิสลามในอดีต(ของศาสดา) ส่วนในระบอบที่ทันสมัยขึ้น คือเชลยสงครามที่ไม่ใช่มุสลิม จะได้รับการดูแลภายใต้ครอบครัวอิสลามเดียวกัน จนกระทั้งเขาจะได้เรียนรู้วิถีแห่งอิสลาม การใช้ชีวิตแบบระบอบอิสลาม เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมที่จะชี้นำทางให้แก่พวกเขา ในลักษณะที่มีความสมัครใจ(ในการเข้ารับอิสลาม) นี่คือ การปฏิบัติของอิสลามต่อศัตรู และต่อผู้ไม่ใช่มุสลิม ไม่เพียงแค่การไม่ดูถูก หรือเหยียดหยามในศักด์ศรีและเกียรติยศแล้ว อิสลามยังให้โอกาสแก่เชลยสงครามนั้น ให้อิสรภาพ แก่พวกเขา
ส่วนการปฏิบัติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แบบไร้มนุษยธรรม นั่นคือ การค้ามนุษย์ด้วยกัน โดยการจัดหามนุษย์เพื่อไปค้าแรงงานในประเทศไกล ซึ่งแน่นอนว่า นั่นคือ การกระทำที่ผิดศิลธรรมอย่างรุนแรง แต่ทว่าศาสนาอิสลาม ได้เรียกร้องในเรื่องการแก้ปัญหาดังกล่าวมาช้านาน แม้กระทั้งยุคก่อนการมาอสิลามในคาบสมุทรอาหรับที่เคยเกิดขึ้น(การค้าทาส) อิสลามได้ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดศิลธรรม และต่อมาอิสลามได้กำหนดกฎหมายที่เป็นรูปธรรม เพื่อการให้เสรีภาพแก่ทาส เพื่อที่จะให้ปัญหาในเรื่องทาสหมดไป
หลักชะรีอะฮ์ กฎหมายอิสลามได้กำหนดและถูกตราขึ้น เช่น ถ้าผู้ใดได้บกพร่องต่อการทำหน้าที่ทางศาสนา หรือกระทำบาป เพื่อเป็นการไถ่บาป ให้ไปปล่อยทาส และถ้าไม่มีทาสในครอบครอง ก็ให้ไปซื้อทาสแล้วปล่อยทาสให้เป็นอิสระ หรือแม้แต่ในเรื่องการสมรสกับทาส ก็อนุญาต โดยอยู่ภายใต้หลักเกณท์ที่เฉพาะว่าด้วยเรื่องทาส โดยเปิดโอกาสเพื่อให้ทาสนได้รับอิสระ ดังนั้นอิสลามได้มีมุมมองที่แหลมคมในเรื่องทาส โดยยึดหลักมนุษยธรรมและจริยธรรม และความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เรียกร้องให้คำนึงสิทธิของข้าทาสอย่างเคร่งครัด และให้ถือว่า มีเพียงสิ่งเดียวความสุงส่ง คือความยำเกรงต่อพระเจ้า ศาสดามุฮัมมัด คือแบบอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ ซึ่งพระองค์ท่านได้ยึดเป็นแบบฉบับอันงดงาม ให้ความสำคัญพิเศษ โดยการให้มีมารยาทต่อเพื่อนมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน และให้ปฎิบัติกับทาส เหมือนกับการปฏิบัติกับมนุษย์อื่นๆ จงให้เกียรติข้าทาส และอย่าได้นำเรื่องชาติพันธุ์ หรือตระกุลมาเป็นข้ออ้างในการยึดถือปฏิบัติ ดังนั้นจะเห็นว่า ผู้เรียกร้องอาซานละหมาด คนแรก ถูกแต่งตั้งโดยศาสดา คือ ทาสผิวดำ บิล้าล ซึ่งศาสดาได้ซื้อมาและได้ให้อิสรภาพแก่เขา
ถ้ายจะย้อนกลับไป การแบ่งแยกคนต่างเชื้อชาติในประเทศแอฟริกาใต้เริ่มต้นตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม แต่การกำหนดเป็นนโยบายแยกคนต่างผิวออกจากกันนี้ได้เป็นนโยบายของรัฐหลังจากการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1948 โดยแบ่งแยกพลเมืองในประเทศออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้แก่ พวกผิวดำ ผิวขาว ผิวสี และพวกอินเดีย ที่อยู่อาศัยของประชาชนจะต้องจัดแบ่งแยกกันและถูกบังคับให้โยกย้าย ชนผิวดำถูกกีดกันออกจากสถานะความเป็นพลเมือง ราวหนึ่งในสิบแยกตัวออกไปปกครองตนเอง เรียกว่า บันตูสถาน (Bantustan) ในจำนวนนี้มีการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ 4 แห่ง การแบ่งแยกของรัฐบาลรวมไปถึงการกำหนดการศึกษา การรักษาพยาบาล บริการสาธารณะต่างๆ โดยที่คนผิวดำจะได้รับบริการที่ด้อยกว่าคนผิวขาว(https://www.sanook.com/ประวัติการเหยียดผิวในอเมริกา ถึงเวลาผ่านไปกว่า 50 ปีแต่พี่น้องผิวสียังต้องสู้กันต่อไป)
การแบ่งแยกผิวนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศอย่างรุนแรง กลายเป็นการลุกฮือ ประท้วง และต่อต้านติดต่อกันจำนวนมาก ซึ่งถูกรัฐบาลสั่งปราบปรามและจำคุกบรรดาผู้นำขบวนการต่อต้านการแบ่งแยกผิวนี้เป็นจำนวนมาก ยิ่งการต่อต้านแผ่กระจายวงกว้างออกไปและรุนแรงขึ้นเพียงใด ฝ่ายปกครองก็ยิ่งตอบโต้ด้วยการกดดันและใช้กำลังรุนแรงมากขึ้นปานกัน
จุดที่ทำให้มีการจุดประกายการต่อสู้สิทธิของชนกลุ่มน้อยทั่วโลก
เหตุการณ์ในปี 1955 ที่หญิงผิวสี โรซา พาร์คส์ ถูกจับเนื่องจากปฏิเสธที่จะสละที่นั่งบนรถเมล์เมืองมอนต์กอเมอรีให้กับชายผิวขาว เป็นสิ่งที่ทำให้การเรียกร้องสิทธิพลเมืองที่คุกรุ่นอยู่แล้วเกิดร้อนระอุขึ้นมา จึงทำให้คนผิวดำในมอนต์กอเมอรีออกมาบอยคอตรถโดยสารประจำทาง ซึ่ง มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ ในฐานะบาทหลวงได้เป็นสื่อกลางที่เรียกฝูงชนเข้าร่วมประท้วงอย่างสงบ ร่วมชุมนุมประท้วงต่อต้านการแบ่งแยกชนชั้นและสีผิว ท้ายที่สุดศาลสูงสุดตัดสินให้การแบ่งแยกที่นั่งโดยสารบนรถประจำทางสาธารณะเป็นเรื่องขัดต่อกฎหมาย(https://www.sanook.com/ประวัติการเหยียดผิวในอเมริกา ถึงเวลาผ่านไปกว่า 50 ปีแต่พี่น้องผิวสียังต้องสู้กันต่อไป)
ในวันที่ 4 เมษายน ปี 1968 มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ ถูกปิดฉากนักต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวดำในอเมริกา ด้วยกระสุนปืนนั้นก็ทำให้ การต่อสู้เรียกร้องสิทธิของคนผิวดำแข็งแรงยิ่งขึ้น สิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้นั่นก็คือสุนทรพจน์ ที่เป็นพลังให้คนที่ถูกแบ่งแยกในสังคมในอเมริกันและทั่วโลกมีพลังในการต่อสู้
ข้าพเจ้ามีความฝันว่าสักวันหนึ่งลูกหลานของอดีตทาส และลูกหลานของอดีตผู้ครอบครองทาส จะมีโอกาสมานั่งร่วมโต๊ะฉันพี่น้องบนเนินเขาสีแดงแห่งรัฐจอร์เจียร่วมกัน ข้าพเจ้ามีความฝัน ว่าสักวันหนึ่งลูกๆ ทั้งสี่คนของข้าพเจ้าจะได้ใช้ชีวิตในประเทศ ที่พวกเขาไม่ถูกตัดสินที่สีผิว แต่หากตัดสินที่การกระทำ ประกายไฟครั้งใหม่ที่ทำให้พี่น้องผิวดำต้องลุกขึ้นมาอีกครั้ง(https://www.sanook.com/ประวัติการเหยียดผิวในอเมริกา ถึงเวลาผ่านไปกว่า 50 ปีแต่พี่น้องผิวสียังต้องสู้กันต่อไป)
ถึงแม้ปี 1968 ที่ประธานาธิบดีจอห์นสันประกาศกฎหมายในเรื่องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ เชื้อชาติและศาสนา หลังจากการเสียชีวิตของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ก็ตาม เวลาก็ผ่านมามากกว่า 52 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสังคมผิวดำของอเมริกันก็ยังต้องต่อสู้เพื่อสิทธิความเสมอภาคกันอยู่ และในปี 2020 นั้นเรื่องก็ชนวนความเจ็บปวดของชาวผิวดำก็เกิดขึ้นอีกครั้งหลังการเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ ผู้เสียชีวิตจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตาของสหรัฐ จนขาดอากาศหายใจขณะควบคุมตัว และกลายเป็นกระแสวิจารณ์ไปทั่วประเทศ
ทั้งนี้ คลิปวิดีโอของเหตุสะเทือนใจของ จอร์จ ฟลอยด์ ให้หลายคนหวนนึกถึงเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อเอริก การ์เนอร์ ชายผิวสีไร้อาวุธ เสียชีวิตระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กล็อกคอเพื่อควบคุมตัว(https://www.sanook.com/ประวัติการเหยียดผิวในอเมริกา ถึงเวลาผ่านไปกว่า 50 ปีแต่พี่น้องผิวสียังต้องสู้กันต่อไป)
โดยประโยค” ผมหายใจไม่ออก” ซึ่งเป็นคำร้องขอของการ์เนอร์ และฟลอยด์ กลายเป็นเสียงปลุกระดมการประท้วงต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่อันไม่ถูกต้องชอบธรรมของตำรวจทั่วสหรัฐฯไปเสียแล้ว และดูว่าจะเอาไม่อยู่ในวันนี้(https://www.sanook.com/ประวัติการเหยียดผิวในอเมริกา ถึงเวลาผ่านไปกว่า 50 ปีแต่พี่น้องผิวสียังต้องสู้กันต่อไป)
นี่คือวิกฤติของารเหยียดสีผิวและการแบ่งชนชั้นที่เกิดขึ้นในสังคมที่เรียกว่าเป็นสังคมพัฒนาแล้วหรือเป็นประเทศที่บูชาประชาธิปไตย อย่างสหรัฐอเมริกา ที่พวกเขาต้องการจะสร้างอารยธรรมใหม่แก่ชาวโลก เพื่อมาแทนที่อารยธรรมแห่งศาสนาที่ถูกบัญชาโดยพระผู้เป็นเจ้า แต่แล้วก็ได้ประจักษ์พยานว่า สังคมอารยะจอมปลอมแห่งการโฆษณาชวนเชื่อเหล่านั้นได้ปรากฏให้เห็นต่อสายตาชาวโลกวันนี้ว่า สังคมการเหยียดสีผิวในสหรัฐอเมริกา คือ วิกฤติทางด้านมนุษยธรรมและวิกฤติทางด้านระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง.







