INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ไทยขยับสู่”รัฐล้มเหลว”

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ไทยขยับสู่”รัฐล้มเหลว”

บางชาติกลายที่กลายเป็นรัฐล้มเหลวแล้วชัดๆ คือ “เฮติ”ที่ทุกวันนี้มีสภาพไร้ขื่อไร้แป มีกองกำลังติดอาวุธนอกกฎหมายเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด

ชาติที่ไม่ชัดแต่ใช่ ก็คือศรีลังกาซึ่งกำลังเกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างหนัก ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศใกล้จะหมดเกลี้ยง ขาดแคลนเวชภัณฑ์อย่างหนัก ข้าวของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแพงขึ้นเรื่อยๆ

อีกชาติหนึ่งที่เข้าข่าย”รัฐล้มเหลว”อย่างหนัก ชนิดหลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี ก็คือเมียนมา เพื่อนบ้านของเรานั่นแหละครับ

มาวันนี้ ผมกำลังมองว่าสยามประเทศของเรา กำลังมีแนวโน้มดิ่งตรงไปเป็น”รัฐล้มเหลว”อีกประเทศหนึ่งไปโดยปริยาย ในอนาคต ถ้าแก้ไขไม่ทัน

ทำไมจึงเห็นเช่นนั้น ต่อไปนี้คือการอธิบาย ว่าอะไรคือภาวะ”รัฐล้มเหลว”ก่อน

ความเป็น”รัฐล้มเหลว”นั้นน่าจะพิจารณากว้างๆ จากสามองค์ประกอบด้วยกันคือ
๑ ด้านการเมือง
๒ ด้านเศรษฐกิจ
๓ ด้านสังคม

๑ ภาวะรัฐล้มเหลวทางการเมือง
ความล้มเหลวทางการเมืองนั้น มีมาตั้งแต่เริ่มที่คณะราษฎร์เข้ายึดอำนาจการปกครองจากระบอบกษัตริย์ในปี ๒๔๗๕ เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกแล้ว

ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดกับการทำรัฐประหาร มีรัฐบาลเผด็จการที่พยายามสืบต่ออำนาจ สลับกับการมีรัฐบาลพลเรือน

ในเมื่อเป็นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องมีพรรคการเมือง ซึ่งในทางทฤษฏีนั้น แต่ละพรรคควรจะต้องมีนโยบายที่สะท้อนผลประโยชน์ของชาวบ้านทั่วๆ ไป

แม้ในระยะแรกๆ จะใช่ เป็นพรรคที่รับใช้ประชาชน เช่นพรรคประชาธิปัตย์ แต่วันนี้ก็ผันแปรบทบาทไป จนไร้ความน่าเชื่อถือ

ทุกวันนี้ ทุกพรรคการเมืองแทนที่จะเป็นตัวแทนชาวบ้านจริงๆ กลับกลายเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ ที่ไร้อุดมการณ์ประชาธิปไตย เอาแต่ได้เข้ากลุ่มและเข้าพวก แถมมีเจ้าของพรรคในรูปแบบ”ผู้นำทางจิตวิญญาณ”

หรือไม่ก็เป็นพรรคทหาร ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง ไม่ยอมให้แตะต้องอะไรที่เป็น ชาติ-ศาสนา-กษัตริย์ แม้แต่น้อย ซึ่งในบางกรณีก็กลายเป็นการปิดกั้นการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไป

ที่เลวร้ายที่สุดในตอนนี้ ยิ่งกว่าตอนใดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็คือ ปรากฏการณ์การสมคบคิดกันในระหว่างพรรคการเมือง เพื่อผูกขาดผลประโยชน์ของกลุ่มและพวก “ชนชั้นสูง”ด้วยกันเท่านั้น

ตัวอย่างที่สะท้อนความเหลวแหลกทางการเมืองขณะนี้ก็คือการมีนายกรัฐมนตรีสองคนในคราวเดียวกัน ทำให้ไม่สามารถบริหารประเทศให้ มีประสิทธิภาพดีเท่าที่ควร หากยังเป็นเช่นนี้อยู่ต่อไป ความเป็น”รัฐล้มเหลว”ก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น

ประชาชนเพียงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองผ่านการเลือกตั้ง แล้วก็ถูกพรรคการเมืองทอดทิ้งไม่ให้ความสนใจ หรือให้ความสนใจน้อยที่สุดเพราะมัวแต่แย่งอำนาจหรือมันแต่ประสานประโยชน์กันเอง

ประโยชน์ของชาวบ้านจะพูดถึงน้อยที่สุด สนองน้อยที่สุด หรือเท่าที่จำเป็น

๒ ภาวะรัฐล้มเหลวทางเศรษฐกิจ
เมื่อพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ
ปรากฏว่าทั้งรัฐบาลพลเรือนและรัฐบาลเผด็จการ ล้วนโกงกินกันมาเกือบจะทั้งนั้น จากการเอาทรัพยากรที่มีอยู่ มาแบ่งกันในกลุ่ม”อีลีท”เสียเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะตกเป็นของประชาชน ในขณะที่กลุ่มทุนและธุรกิจต้องติดสินบนกลุ่มการเมืองที่ทรงอำนาจอิทธิพล เพื่อความสะดวกดายในการประกอบการและทำธุรกิจ

จนในที่สุดกลายเป็นพวกเดียวกัน

โดยกลุ่มทุนไม่สนใจว่าพรรคการเมืองใด มีอุดมการณ์หรือไม่ โดยเฉพาะพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

จนถึงรัฐบาลนี้ นับว่าเลวร้ายที่สุด อันอาจจะนำไปสู่”รัฐล้มเหลว”คือโกงด้วยนโยบาย ด้วยโครงการที่คาดไม่ถึง เช่น

๒.๑ บ่อนกาสิโน ที่ดันทุรังจะมีให้ได้ อ้างว่าจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด แต่ที่จริงแอบแฝงไว้ด้วยกลโกงกินกันในระดับสูง ทั้งจากการอนุมัติเปิดบ่อนและทำธุรกิจตามน้ำ ที่ใช่ชื่อสวยหรือว่าแหล่งบันเทิงหรือ Entertainment Complex ที่เปิดหนทางไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ต่อเนื่องจากโครงการแยกย่อย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม สวนสนุก สถานบันเทิง ร้านค้า ฯลฯ

๒.๒ การแจกเงินดิจิตอล ก็มีแผนโกงตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่แอบแฝงกลโกงเอาไว้ผ่าน”ดิจิจอล วอลเลต”เพราะจะได้”เงินทอน”มหาศาล

ในที่สุดทำไม่ได้ จึงแผลงมาเป็น”แจกฟรี”คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท สร้างบุญสร้างคุณกับชาวบ้าน

ซึ่งอันที่จริงคือการ”ซื้อเสียง”ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ใช้เงินภาษีชาวบ้าน ซื้อเสียงโดยไม่ต้องลงทุนเอง

นี่ก็ยังดันทุรัง ไม่เลิกแจก

๒.๓ การตกต่ำของเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย ที่ทุกวันนี้เริ่มชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ เช่นกทม. ที่เกิดปรากฏการณ์”แพงทั้งแผ่นดิน”ในขณะนี้ แต่รัฐบาลยังไม่มามองและให้ความสนใจแก้ไข

ซึ่งคนที่ยังมีเงินเดือนกิน ก็ไม่ค่อยจะรู้สึก เพราะยังมีเงินซื้อ แต่คนพ่อค้าแม่ขายที่เคยทำมาค้าขายสบายๆ นั้นลำบากมาก ต้องเลิกกิจการเจ๊งไปเป็นแถว

นี่ยังไม่พูดถึงคนประเภทที่”หาเช้ากินค่ำ”นั้นจะต้องทุกข์ยากมากกว่าแน่นอน เช่น คนเร่ร่อนแถวคลองโอ่งอ่าง

แม้ว่าสภวะกลุ่มนี้จะยังห่างไกลจากความวิกฤติ แต่มีแนวโน้มจะเป็นปัญหามากขึ้นในอนาคต เพราะความเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงเรื่อยๆ จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลยังไม่มีทางแก้ ส่วนปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้นเลวร้ายลงทุกวันและจะส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวจากหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี

๓ ภาวะล้มเหลวทางสังคม
เรื่องที่แย่มากๆ ก็คือ:-

๓.๑ การบ่อนทำลายระบอบยุติธรรมในกรณี”ชั้น ๑๔”

สะท้อนใครมีอำนาจ-มีเงิน เป็นเศรษฐี ไม่ติดคุกก็ได้

เป็นตัวอย่างที่เลวมาก ในการใช้เงินและอำนาจ”ซื้อ”ความยุติธรรม

ก่อให้เกิดความลักลั่น ไม่เป็นธรรมแก่ชาวบ้านทั่วๆ ที่ไร้เงิน ไร้อำนาจ หากทำผิดก็ต้องติดลูกเดียว

กัดกร่อนบ่อนทำลายอำนาจตุลาการอย่างชั่วร้าย ทั้งๆที่อำนาจนี้ถ่ายทอดมาจากสถาบันกษัตริย์

เมื่อมีการบิดพลิ้วไม่รับการลงโทษจึงเท่ากับไม่เคารพสถาบันกษัตริย์

เป็นตัวอย่างเลว ที่คนในระดับที่เคยเป็นผู้นำประเทศ ไม่สมควรประพฤติอย่างยิ่งให้เยาวชนรุ่นหลังเห็น เพราะจะคิดผิดเข้าใจผิดทำผิดตามไปด้วย ว่านั่นคือค่านิยมที่ถูกต้อง ไม่ต้องสนใจใยดีต่อสังคมส่วนรวม

๓.๒ อำนาจและเงินเป็นโรคร้ายที่ระบาดไปทั่วสังคมไทยในเวลานี้

มีการติดสินบนและมีการใช้อำนาจแทรกแซงกันทุกระดับชั้น อันนำมาซึ่งการทะลักเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือการทำธุรกิจโดยอาศัย”นอมินี”ของต่างชาติ จนทุกวันนี้แทบทั่วทุกหนแห่งที่เป็นเมืองมีแต่ชาวจีน ชาวเมียนมา ชาวลาว ชาวกัมพูชา ชาวรัสเซีย ชาวอินเดีย ชาวอัฟริกันและท้ายสุดชาวอิสราเอล

นโยบายเปิดกว้างรับนักท่องเที่ยวไม่อั้น จนแทบไม่ต้องใช้วีซานั้น ดึงดูดอาชญากรและคนงานไร้ฝีมือเข้ามาอาศัยและแย่งงานคนไทย จนจะกลายเป็นเจ้าของประเทศไปแล้ว โดยผ่านการติดสินบน

๓.๓ การบังคับใช้กฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิเลือก ผู้คนเลยไม่เคารพกฎหมายหรือเลี่ยงกฎหมายกลายเป็นนิสัยประจำชาติไป เพราะในวงกาผู้นำเองก็ไม่เคารพกำหมาย อันเป็นตัวอย่างที่เลว

สรุปย่อๆ สั้น ๆตรงนี้ว่าทุกวันนี้ ขณะที่สยามประเทศของเรา กำลังเคลื่อนขยับไปสู่ความเป็น”รัฐล้มเหลว”มากขึ้นทุกขณะแล้ว

ใครว่ายังไม่ใช่ ก็ขอได้โปรดโต้แย้งและชี้แจงมาด้วยครับ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *