ทำไมชาวญวนชอบลักลอบเข้าอังกฤษ

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ทำไมชาวญวนชอบลักลอบเข้าอังกฤษ
ผมเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ จาก“สมชัย สุวรรณบรรณ”ซึ่งเคยทำงานที่สำนั กข่าวบีบีซี. ส่งบทความนี้มาให้ผม ก็ต้องขอบคุณมากครับ
ผมจะนำมาขยายความต่อ เพื่อความรู้รอบของท่านผู้อ่ านที่สนใจ
ความจริงการลักลอบเข้าเมืองเพื่ อเข้าอยู่อย่างถาวรนั้นเกิดขึ้ นไปทั่วโลกครับ
ทั้งนี้ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่นหนีสงคราม หนีความยากจน ไปจนกระทั่งหนีการถูกกดขี่ด้ านสิทธิเสรีภาพ
การลักลอบเข้าเมืองเพื่อไปอยู่ ถาวระเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง ผมจะสรุปให้เห็นในตอนท้ายๆ ครับ
โดยจะพูดถึง กรณีชาวเวียดนามชอบไปอังกฤษก่อน ตามข่าวที่คุณ “สมชัย สุวรรณบรรณ”ส่งมาเป็นกรณีศึกษา
ความจริงเรื่องที่ส่งมานั้นไม่ ใช่ข่าวโดยตรงหรอกครับ แต่เป็นข่าวเชิงเชิงวิเคราะห์ เสียมากกว่า
เรื่องของเรื่องเป็นอย่างนี้ครั บ
รายงานของสำนักข่าวบีบีซี.(เขี ยนโดย “จอห์นาธาน เฮด”กับ“โธ บุย”)ระบุว่า เมื่อครี่งปีที่ผ่านมา(๒๐๒๔)ผู้ ที่ลักลอบอพยพเข้าสหราชอาณาจักร มาจากเวียดนามเพิ่มมากขึ้นเป็ นที่น่าสังเกต
คำถามก็คือทำไมในเมื่อเวี ยดนามเป็นชาติที่มีความเติ บโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่ผู้คนที่นั่นกลับหนีไปอังกฤษ

ทำไมจึงยอมเสี่ยงชีวิตข้ามช่ องแคบอังกฤษที่มีคลื่นและพายุคุ กคามความปลอดภัยมาตลอด เพียงเพื่อเข้าไปอยู่ในดินแดนที่ ว่านี้
ทำไมและทำไม
ต่อไปนี้คือคำอธิบายเชิ งดรามาครับ
“เฟือง”มองดูเรือยางแล้วเธอก็ ไม่แน่ใจว่าควรจะก้าวลงไปหรื อไม่ ในเรือนั้นมีผู้โดยสารลงไปแออั ดราว ๗๐ คนเห็นจะได้ กราบเรืออยู่ในสภาพเพียบแประน้ำ เธอรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที ที่จำนวนห่วงชูชีพที่เตรี ยมไปไม่ได้มีสำรองสำหรับทุกคน
แต่เฟืองก็จะต้องข้ามไป เพราะติดอยู่ในฝรั่งเศสมาสองเดื อนแล้ว
ก่อนไปถึงฝรั่งเศสเธอเดิ นทางออกมาจากเวียดนามผ่านฮั งการี ระหว่างนั้นต้ องนอนกระโจมตลอดการเดินทางในป่า
ก่อนหน้านั้นเธอพยายามข้ามช่ องแคบอังกฤษมาแล้วสามครั้งแต่ต้ องหันกลับทุกครั้ง เพราะสภาพอากาศไม่อำนวย หรือไม่ก็เพราะเครื่องยนต์เสีย
พี่สาวของเธอ“เฮียน”อาศัยอยู่ ในกรุงลอนดอน เธอเคยโทรจากฝรั่งเศสไปหาพี่ด้ วยน้ำตา”เพราะต้องต่อสู้กั นระหว่างความกลัวกับการที่จะเดิ นหน้าต่อ
แต่เนื่องจากเงินที่หยิบยื มมาใช้ในการเดินทางครั้งนี้ถึง ๒๕,๐๐๐ ปอนด์นั้นมากเหลือเกิน เธอจึงตัดสินใจก้าวลงเรือยาง
ณ วันนี้ “เฟือง”อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนกั บพี่สาว ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย เธอจึงลำบากที่จะพูดจากั บพวกเรา(นักข่าวบีบีซี)โดยตรง
ขอแจ้งว่าที่เรียกว่า“เฟือง”นั้ นก็ไม่ใช่ชื่อจริงของเธอ
เธอจึงมอบหมายให้พี่สาวซึ่งได้ สัญชาติเป็นพลเมืองแห่ งสหราชอาณาจักรแล้ว เป็นผู้เล่าเรื่องราวของเธอให้ นักข่าวฟัง
ย้อนหลังจากเดือนมิถุนายนที่ผ่ านมาหกเดือน ชาวเวียดนามนับเป็นผู้ลักลอบเข้ าสหราชอาณาจักรมากที่สุด โดยอาศัยเรือลำเล็กๆ ข้ามฝากจากฝรั่งเศสไปขึ้นฝั่งอั งกฤษ อยู่ที่จำนว ๒,๒๔๘ คนด้วยกัน
มากกว่าชนชาติอื่นใด ซึ่งได้เอกสารรับรองการเข้าเมื องถูกต้อง รวมทั้งจากอาฟกานิสถานและอิหร่ าน
การที่ชาวเวียดนามเดินทางเพื่ อลักลอบเข้าเมืองที่ว่านี้ เสี่ยงมาก ต่อการถูกหลอกไปขายในธุรกิจค้ ามนุษย์ เพื่อไปเป็นโสเภณี หรือไม่ก็ถูกส่งตัวไปทำไร่กั ญชาที่ผิดกฎหมาย นั่นคือต้องตกเป็นเหยื่ อในการเป็น“ทาสสมัยใหม่”

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมาได้อย่ างไร ในเมื่อเป็นที่รู้กันว่า เศรษฐกิจเวียดนามนั้นเติบโตขึ้ นมาอย่างรวดเร็ว ในแง่ความสามารถในการผลิต ซึ่งสามารถเทียบเวียดนามได้เท่ ากับ“จีนจิ๋ว”ก็ว่าได้
รายได้ต่อหัวปัจจุบันสูงกว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมาที่ ๒๐ เท่าตัว แถมมีรายได้มาก จากธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งเวียดนามมีชายหาดในเขตร้อน มีทิวทัศน์ที่สวยงาม นับเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่ องเที่ยวได้ดีมาก แถมอาหารการกินก็หลากหลาย ราคาไม่แพงมาก
ต่อไปนี้คือคำอธิบายครับว่ าทำไมชาวเวียดนามจึงเดิ นทางไปอยู่ประเทศอื่น
ที่ต้องรู้ก็คือเวียดนามนั้ นปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ เมื่อพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษย์ และเสรีภาพแล้ว ที่นั่นนับว่าตกอยู่ในระดั บแทบที่จะเรียกว่า“ก้นบึ้ง”
ตามระบอบนี้ มีพรรคการเมืองเดียวคื อพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่มีพรรคฝ่ายค้านใด ๆเลย หากใครขึ้นเสียงไม่เห็นด้วย ก็จะเจอกับการข่มขู่คุ กคามและไปจบลงด้วยการติดคุก
ฉะนั้น ชาวเวียดนามทั่วๆ ไปจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กั บพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติเพื่อที่ จะทำให้เกิดความเติ บโตทางเศรษฐกิจ ด้วยการใช้กฎหมายดำเนินการเท่ านั้น
ผิดจากนี้ไปก็ไม่ใช่
จึงมีคนจำนวนหนึ่ง ที่ต้องการเดินทางไปอยู่ ในสหราชอาณาจักร เพราะพวกเขารู้สึกว่าถูกกดขี่ ที่จะต้องเก็บกดอะไรๆ เข้าไว้
นั่นก็คือเหตุผลประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่งนั้น ผู้อพยพออกไปก็เพราะต้องการหนี ความยากจน
ธนาคารโลกชี้เจาะจงลงไปแล้วว่า เวียดนามนั้นเป็นชาติที่มี ความยากจนน้อยลงเกือบจะมากที่สุ ดกว่าชาติใดๆ ทั้งๆ ที่มีประชากร ๑๐๐ ล้าน
แต่ส่วนหนึ่งของประชากร ก็ยังพยายามหลบหนีเพราะรู้สึกว่ า“ถูกกีดกัน”
ทั้งๆที่อัตราเศรษฐกิจเติ บโตของเศรษฐกิจเป็นที่น่าประทั บใจ แต่เวียดนามกลับเดินตามหลังชาติ อาเซียนอื่นๆ ด้วยกัน
แม้ความเติบโตดีขึ้นหลั งสงครามเย็นปี ๑๙๘๙ ผลก็คือค่าแรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ ๒๓๐ ปอนด์ต่อเดือน ต่ำกว่ากว่าชาติใกล้เคียง เช่นประเทศไทย
สามในสี่ของแรงงาน ๕๕ ล้านตกอยู่ในสภาพว่าจ้างชั่ วคราว ไร้ความมั่นคงและไม่ได้รับการคุ้ มครองด้านสังคม
“มีความแตกต่างกันมากระหว่างเมื องใหญ่เช่น ฮานอยกับพื้นที่ชนบท”
“แรงงานส่วนใหญ่มีทักษะจำกัด… .แม้คุณจะทำงานวันละ ๑๔ ชั่วโมง แต่ก็ไม่สามารถเก็บเงินไว้ซื้ อบ้านของตนเองเพื่อก่อตั้ งครอบครัวได้”
สองคำวิจารณ์นี้มาจาก“เหวียน คัก เกียง”ผู้เชี่ยวชาญของสถาบัน“ยู ซุฟ อิสฮัก”เอเชียนศึกษาในสิงคโปร์
นี้คือความรู้สึกที่แท้จริงของ“เฟือง” ซึ่งเธอมาจาก“ไฮฟอง”เมืองใหญ่อั นดับที่ ๓ ของเวียดนาม
ทั้งหมดที่ผมเรียบเรียงมานี้ เป็นการสะท้อนเพียงเสี้ยวเดี ยวของปัญหาชาวเวียดนามหนี ออกนอกประเทศเพื่ อไปแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าจากชาติ ที่พัฒนาแล้วครับ
ส่วนที่มาทำงานเมืองไทยนั้น ก็เป็นอีกพวกหนึ่งที่ มาขายแรงงาน ทั้งถูกและผิดกฎหมายครับ
พวกนี้คงไม่มีเงินทุนพอที่จะเดิ นทางไปไกลๆ เพื่อหางานที่มั่นคงหรืออยู่ อาศัยอย่างถาวร เช่น”เฟือง”ในสหราชอาณาจักร
แต่ก็อย่าประมาทนะครับสำหรั บประเทศไทย
จึงใคร่เตือนรัฐบาลว่า พวกเขาน่าจะหาทางมาอยู่ไทยอย่ างถาวรด้วย หากโอกาสอำนวย ว่าเราเตรียมจะรับมืออย่างไร
และก็ไม่เพียง แรงงานชาวเวียดนามนะครับ แม้แต่แรงงานชาวพม่า ชาวเขมรและชาวลาวก็เช่นกัน
ตัวเลขอย่างคร่าวๆ มีรวมกันกว่า ๓ ล้านครับ
แต่ที่ไม่เป็นทางการว่ามีราว ๑๐ ล้าน(ผมไม่ค่อยจะเชื่อหรอก)
เพราะอย่างไร ๆ เมืองไทยก็มีความมั่นคงดีกว่า มีสวัสดิการสังคมดีกว่ าประเทศของพวกเขาไม่ใช่หรือครับ
Facebook Comments Box







