พวกมันมุ่งทำลายความมั่นคงไทย

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
พวกมันมุ่งทำลายความมั่นคงไทย
“ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี“
เนื้อเพลงชาติไทยสี่วรรคแรก แต่งโดยพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ ใช้ร้องมาตั้งแต่ปี พุทธศักราช ๒๔๘๒ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ สะท้อนให้เห็น”ความมั่นคง”แห่งชาติไว้ชัดเจนในวรรคสามและวรรคสี่
ซึ่งหมายความว่า ชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ได้นั้น คนไทยต้องมีความรักความสามัคคีระหว่างกันเป็นสำคัญ
แต่ทว่าปรากฏการณ์ในปัจจุบันนั้น ความมั่นคงแห่งชาติกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง
เพราะความพยายามทำลาย ทั้งที่เกิดจากภายในและจากภายนอก เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน เป็นที่น่ากลัว
ทั้งนี้ ในแง่ภายในนั้น จะเห็นได้จากความพยายามกร่อนเซาะทำลาย”คุณค่าสังคม” ( Social value)ในด้านต่างๆ เช่นในแง่ความเชื่อ ประเพณีปฏิบัติ ตามที่สั่งสมกันมาไว้ดีแล้วอย่างต่อเนื่อง แต่โบราณกาล กลายเป็นวัฒนธรรมอันงดงามที่ปรากฏในความเป็นไทย
รวมทั้งความพยายามทำลายศาสนา ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น จากพวกนอกรีต เรื่องนี้พวก”ธรรมกาย”ย่อมรู้ดีและตอนนี้ ได้ลุกลามเข้าไปทำลายศาสนาอิสลามแล้ว(ก็สมัครพรรคพวก”ธรรมกาย”นั่นแหละ ตัวการ)เพื่อให้ชาวพุทธระแวงสงสัยและตั้งป้อมต่อต้าน
ยกตัวอย่าง ท่าทีของเยาวชนรุ่นใหม่ ที่แสดงปฏิกิริยาไม่เคารพและนับถือในบิดามารดา ในครูบาอาจาย์ ในผู้ที่สูงวัยกว่า ฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุยงให้เลิกเคารพนับถือและจงรักภักดีในสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็น”ศูนย์กลาง”ความมั่นคงแห่งชาติ”
ทั้งนี้ โดยนักการเมือง ได้ฉวยโอกาสนำเอาท่าทีที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ มาปรับเป็น”กลยุทธ์”ในการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจอีกทีหนึ่ง เช่น
๑ หยิบฉวยเอา”จุดอ่อน”ของสถาบันครอบครัว ให้คนเกลียดชังค่านิยมเก่าๆ ว่าด้วยการยุให้เลิกการเคารพเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ว่าเป็นการกดขี่ ไร้เสรีภาพ หรือ
๒ โจมตีสถาบันกษัตริย์ว่า เอารัดเอาเปรียบ อยู่เหนือกฎหมาย ไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์ได้ ใช้อำนาจบารมี แสวงหาประโยชน์ และให้เลิกมาตรา ๑๑๒ ในประมวลกฎหมายอาญา
๓ โจมตีสถาบันตุลาการว่า ไม่ยุติธรรม อ้างว่ามักตัดสินและให้สิทธิคนรวยมากกว่าคนจน
ทั้งหมดนี้ จะพบว่า เป็นการเคลื่อนไหว เพื่อตอกย้ำให้เกิดความแตกแยกในชาติ โดยตรง และก็ทำท่าจะประสบความสำเร็จเสียด้วย ในส่วนหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน ในอีกทางหนึ่ง มีความเคลื่อนทำไหวจากภายนอก โดยเฉพาะจากชาติตะวันตก ซึ่งต้องการมีอิทธิพลเหนือการเมืองไทย ก็ช่วยเหลือสนับสนุนความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใน อย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ โดยมีหน่วยงานคอยสนับสนุนทางการเงินอย่างลับๆ ในรูปของมูลนิธิส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ เช่น NED หรือ National Endowment for Democracy องค์กรกี่งภาครัฐที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐสภาสหรัฐ นำไปสนับสนุนองค์กรเอกชนต่างๆ ที่ทำงานด้านส่งเสริมประชาธิปไตย ซึ่งครั้งหนึ่ง ราวปลายปี ๒๐๒๐ “แอนโธนี คาตาลูชชี”(นามแฝง)อดีตทหารอเมริกันหน่วยมารีนและอดีตนักข่าว”รอยเตอร์”หรือ”เอเอฟพี”(ผมก็ไม่แน่ใจ)ประจำไทยในสมัยที่ผมเป็นนักข่าวอยู่(เคยรู้จัก แต่ไม่มักคุ้น) เป็นผู้ยืนยันในเรื่องนี้ โดยเมื่อไม่นานมานี้เขาได้ออก”คลิป”เปิดเผยว่า “กลุ่มคณะราษฎร” ซึ่งมีหัวหอกอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ได้รับการหนุนหลังจาก NED
โดยก่อนหน้านั้น เขาเคยเปิดเผยว่านิตยสาร”ประชาไทย”ก็ได้รับเงินอุดหนุนจากสหรัฐมาแล้ว
ส่วนอีกทางหนึ่ง ในด้านที่เปิดเผย(โดยไม่ปิดบัง)ทางเอกอัครราชทูตอเมริกัน ไม่ว่าจะท่านไหน ที่เข้ามารับตำแหน่งในระยะหลังๆ ก็สนับสนุนขบวนการประชาธิปไตย อย่างออกหน้าออกตา ไม่สนใจว่านั่นเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย ทั้งๆ ที่ผิดมารยาททางการทูต
ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่า นั่นคือการสร้างกระแสกดดันรัฐบาลอีกทางหนึ่ง จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที
อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันอยู่ว่า พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ไม่ว่าจะพรรคที่นิยม”ทักษิณ”หรือพรรคคนรุ่นใหม่(นำโดยกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนที่ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อ) สนับสนุนให้เยาวชนไทย แสดงพฤติกรรมแปลกๆ (หมายหาเสียงหรือหาสมัครพรรคพวก) ด้วยการทำลายประเพณีและวัฒนธรรม โดยหวังว่า จะทำให้เกิดความแตกแยกในครอบครัว ในสังคม หรือในประเทศ ในที่สุด
เท่ากับเป็นการบั่นทอนหรือสั่นคลอน”ความมั่นคง”ของชาติโดยรวม
โดยเฉพาะในประเด็นสร้างกระแสกระทบสถาบันกษัตริย์ตรงๆ ทั้งๆที่รู้ว่า เป็นประเด็นที่”อ่อนไหว”มาก
ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ความรักในชาติ ความมีสามัคคี เริ่มแตกร้าว เริ่มสงสัยในความดีงาม ไม่เป็นเช่นอย่างในอดีต
ความจงรักภักดีต่อสถาบัน สั่นคลอนไปมาก ดูได้จาก การไม่ลุกขึ้นเคารพ เมื่อในโรงภาพยนตร์เปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี
ใครลุกขึ้นยืนแสดงความคารพ กลายเป็นคนแปลกประหลาด
สามัคคีธรรมภายชาติ ได้ถูกตอกลิ่ม จนแทบจะแตกออกเป็นสองเสี่ยงแล้ว ด้วยจากการแย่งชิงอำนาจ ให้ได้มาจากรัฐบาล โดยโน้มน้าวว่า ”สืบทอดอำนาจทหาร”
ความพยายามบ่อนทำลายนี้เกิดขึ้น ในขณะที่ชาติเกิดปัญหาเฉพาะหน้าร้ายแรง เท่ากับเป็นการซ้ำเติม ช่วงที่รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อนำชาติให้รอดพ้น จากการล่มสลายที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค”โควิด 19” จนผู้คนต้องตกงานเป็นจำนวนมาก เกิดความเดือดร้อนในด้านการครองชีพมากขึ้นทุกทีนั้น แต่กลับไม่ละเว้น
กล่าวคือแทนที่จะรัฐบาลจะได้รับความเห็นใจและช่วยเกื้อหนุน กลับถูกซ้ำเติม บ่อนทำลาย ด้วยการชุมนุมขับไล่ผู้นำ
แถมยังนำประเด็นนี้มาหาเสียงใส่ตัว แล้วประณามรัฐบาล โดยไม่คิดว่าถ้าตัวเองเป็นรัฐบาลแล้วจะทำอะไร ได้ดีกว่านี้
ผมไม่ไช่ว่า จะชอบรัฐบาลนี้ เสียทั้งหมด โดยไม่ติติง แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะ”ติเรือทั้งโกลน”
พฤติกรรมของกลุ่มทำลายชาติ นับว่าช่างชั่วร้าย เลวทราม สิ้นดี เสียจริงๆ
“ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัยชโย”
ถามทิ้งท้ายว่า ถ้าชาติแตกแยกสามัคคีไร้ความมั่นคง เสร็จเรียบร้อย สมความปรารถนาแล้ว มีประชาธิปไทยแล้ว และสิ้นสถาบันกษัตริย์แล้ว
“ชัยชโย”นั้น จะรักษาไว้มั่นคงและต่อเนื่อง ได้เนิ่นนานแค่ไหน
มิแตกร้าว พังพินาศสิ้น ไปกันหมด ดอกหรือ







