โลกแห่งความขัดแย้ง

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
โลกแห่งความขัดแย้ง

นักวิทยาศาสตร์การเมือง (Political Scientist) แซมมูเอล พี.ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) ชาวอเมริกัน ได้เขียนหนังสือ และ สร้างทฤษฎีแห่งความขัดแย้งชื่อ The Clash of Civilizations (การปะทะกันของอารยธรรม) โดยสรุปเขากล่าว่า จะเกิดความขัดแย้งหลังสงครามเย็น โดยมีต้นเหตุมาจากความขัดแย้งทางอารยธรรม ซึ่งเน้นที่ความขัดแย้งด้านศาสนา โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างศาสนาคริสต์ อันเป็นรากเหง้าของอารยธรรมของตะวันตก (ซึ่งความจริงก็เอาไปจากตะวันออก) กับศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นรากเหง้าของอารยธรรมของชาวอาหรับ และอีกหลายประเทศในภูมิภาคต่างๆ
ทว่าโดยเนื้อแท้ในความคิดของฮันติงตัน มันก็คือการปลูกฝังแนวคิดที่สืบทอดกันมาของพวกครูเสดนั่นเอง
อย่างไรก็ตามได้มีนักวิชาการหลายท่าน มีความเห็นขัดแย้งกับฮันติงตัน และโต้แย้งว่าโลกได้มาถึงจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์แล้ว ดังนั้นความขัดแย้งที่เคยเป็นสาเหตุของความขัดแย้งในยุคกลาง เช่น สงครามครูเสดจึงไม่อาจหวนคืนมาอีก
นอกจากนี้ยังมีนักวิทยาศาสตร์การเมือง นักวิชาการด้านสังคมวิทยาอีกหลายท่าน ที่มีมุมมองแย้งกับทฤษฎีของฮันติงตัน ซึ่งจะไม่นำมากล่าวเป็นรายๆ แต่จะพาดพิงเป็นแนวพิจารณาโดยรวม

เพื่อเป็นการพิสูจน์ทฤษฎีของฮันติงตัน ซึ่งในช่วงต้นๆได้มีนักวิชาการ นำมากล่าวอ้างอธิบายทฤษฎี ถึงปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส และชาติยุโรปอื่น กับกลุ่มประเทศมุสลิม และการก่อกำเนิดขบวนการรัฐอิสลาม อันเป็นแนวคิดสุดโต่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับของมุสลิมโดยทั่วไป และมีหลายท่านถึงกับประณามว่านี่ไม่ใช่หลักการอิสลามเลย
แต่เมื่อเราศึกษาถึงสาเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะพบว่ามันมิได้เกิดเป็นกลุ่มก้อนของเหล่าประเทศมุสลิม แต่ถูกแยกเป็นความขัดแย้งเป็นรายประเทศกับตะวันตก รวมทั้งกรณีของประเทศลิเบียที่อยู่ในแอฟริกาเหนือ ซึ่งสรุปได้ว่ามันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่ตะวันตกมุ่งไปตักตวงจากทรัพยากรธรรมชาติ คือ น้ำมัน อันเป็นรากเหง้าของการสร้างวาทกรรม เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นในการสร้างความชอบธรรม แต่แท้ที่จริงมันก็เป็นแนวคิดดั้งเดิมของนักล่าอาณานิคม ที่ใช้เหตุต่างๆมาอ้างรวมทั้งแนวคิดทางศาสนาและ อารยธรรม โดยมีการมาเสริมต่อด้วยการอ้างอิงถึงหลักการประชาธิปไตยสิทธิมนุษยชน โดยละเลยเรื่องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพในดินแดนของประเทศเหล่านั้น อันเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

ครั้นมาสู่ความขัดแย้งในยูเครน สหรัฐฯและชาติตะวันตกก็กลับหันมาใช้ข้ออ้างของหลักอธิปไตย และบูรณภาพในดินแดนมากล่าวหารัสเซียที่ยกกำลังเข้าไปปฏิบัติการทางทหารในยูเครน
แต่ในความเป็นจริงมันเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่สหรัฐฯ และพันธมิตรครอบงำอยู่จากระบบที่ตนเองจัดตั้งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสถาปนาระเบียบโลกใหม่ ที่ตนเองมีฐานะเป็นผู้คุมกฎผลประโยชน์ดังกล่าวมีมากมายมหาศาล ทั้งที่จับต้องได้ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ และที่จับต้องไม่ได้เช่นผลตอบแทนจากการบริการทางเทคโนโลยีสื่อสารสนเทศต่างๆ
ดังนั้นเมื่อนายจอร์ช โซรอส นักการเงินชาวยิว ได้กล่าว ปราศรัยในงานเลี้ยงอาหารค่ำ หลังการประชุมกลุ่มนักธุรกิจการเงิน และผู้นำในสาขาอาชีพต่างๆ ที่มีฐานะมั่งคั่งที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ความว่า “ตราบใดที่ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ไม่แพ้ในสงครามยูเครนอย่างรวดเร็ว ตะวันตกก็ไม่สามารถกอบกู้อารยธรรมของตนกลับคืนมาได้” “สงครามได้เขย่ายุโรปจนถึงแก่นของสงคราม” “ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 3” “เราต้องระดมทรัพยากรทั้งหมดของเราเพื่อยุติสงครามนี้และกำจัดเขา แต่เนิ่นๆ วิธีที่ดีที่สุดและอาจเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาอารยธรรมของเราไว้ได้ คือ การเอาชนะปูตินโดยเร็วที่สุด”
เราจึงเห็นได้ว่าโซรอสอ้างอารยธรรมตะวันตกเพื่อให้สอดรับกับทฤษฎีของฮันติงตัน แต่เขาลืมไปว่ายูเครนกับรัสเซียนั้นมันมีรากเหง้าเดียวกัน ชนชาติเดียวกัน คือ สลาฟ และ สีผิวเดียวกัน เคยอยู่ร่วมกันในสหภาพโซเวียต แล้วอะไรคือความขัดแย้งจนเกิดการสู้รบกันขึ้น ถ้าไม่ใช่แนวคิดของนักล่าอาณานิคมยุคใหม่ที่มุ่งส่งออกหลักการประชาธิปไตย อธิปไตย รวมกับสิทธิมนุษยชน อันเป็นหลักการพื้นฐานที่มุ่งจะใช้เป็นข้ออ้างให้ประเทศต่างๆยอมรับ แต่ถ้าเป็นปฏิบัติการของผู้คุมกฎเอง คือ สหรัฐฯ และพันธมิตรแล้วหลักการเหล่านี้จะถูกลบไป แต่เป็นการปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติแทน
ถ้าอย่างนั้นเรามาพิจารณาดูกันว่าอารยธรรมของเขาตามที่ จอร์ช โซรอส อ้างมันคืออะไร เอาแค่พฤติกรรมของโซรอสในการใช้การระดมทุนเข้าโจมตีค่าเงินของประเทศต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก นั่นจะแปลได้ไหมว่าเราจะทำเพื่อตัวเรา เพื่อผลประโยชน์ของเรา ประเทศอื่นจะเสียหาย อย่างไรก็ช่าง อย่างนั้นหรือ และนี่หรือคืออารยธรรมของเราตามที่โซรอสอ้าง

หรือเราลองมาเจาะลึกเข้าไปดูอารยธรรมของสหรัฐฯ ที่มีทิศทางไปสู่การเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ โดยคนผิวขาวที่ถือตนว่าเหนือกว่าด้วยความเชื่อในการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติของลัทธินีโอนาซี หรือการแฝงตัวมาของลัทธิยิวไซออนิสต์ ที่ถือตนว่าเป็นชนชาติ ที่เหนือกว่าโดยพระเจ้าจะให้เป็นผู้ปกครองโลก
สหรัฐฯกำลังเผชิญกับความรุนแรงของลัทธิสุดโต่งเหล่านี้ ด้วยการใช้อาวุธมาเข่นฆ่า ทำร้ายคนต่างสีผิว ต่างเชื้อชาติอันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน อารยธรรมอย่างนี้ควรรักษาไว้หรือ
ในยุโรปการแพร่กระจายของลัทธินีโอนาซีก็เช่นกัน หลายประเทศที่แนวคิดนี้เริ่มเข้าครอบงำจนปรากฎว่าพรรคฝ่ายขวาชาตินิยมต่างๆ เริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมือง และบริหารประเทศ
จนมีการก่อจลาจลจากผู้ด้อยโอกาสเพื่อประท้วงการกดขี่ขูดรีดด้วยระบบทุนนิยมผูกขาดของกลุ่มคนที่มีความได้เปรียบทางสังคมและเงินทุน บวกกับการเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ
ความตึงเครียดเหล่านี้นำไปสู่การปะทะกันทางชนชั้นทางความคิด แม้กระทั่งการระบายออกในเชิงกีฬา แต่นำมาสู่การจลาจลที่เกิดขึ้นกับกองเชียร์
ประเทศฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างของการล่มสลายทางอารยธรรมอย่างชัดเจน ตั้งแต่การประท้วงรายสัปดาห์ของเสื้อกั๊กเหลือง การประท้วงการว่างงานของชนชั้นกรรมาชีพ การจลาจลของผู้อพยพเข้ามาจากอาณานิคมของฝรั่งเศส การเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ การเลือกปฏิบัติทางศาสนาล้วน แล้วแต่เป็นอาการป่วยทางอารยธรรมของฝรั่งเศสและการขยายวงออกไปเป็นอาการป่วยทางอารยธรรมของยุโรป
ตัวอย่างที่ชัดเจนแม้เป็นเรื่องการแข่งขันกีฬาอย่างฟุตบอลคู่เอกระหว่างลิเวอร์พูล (หงส์แดง) และเรียลแมดริด ที่ชานกรุงปารีส จนเกิดการจลาจลที่เลวร้ายขึ้น ณ สนามที่จัดการแข่งขัน โดยทางผู้จัดคือ UEFA อ้างว่าเกิดจากการมาช้าของแฟนหงส์แดง แต่ทางสโมสรลิเวอร์พูลและบรรดาแฟนจำนวนมากแย้งว่าเขาไม่ได้มาช้าแต่มาก่อนหลายชั่วโมง แต่ทางผู้จัดเปิดประตูเพียงประตูเดียวทำให้คิวยาวเหยียด และเกิดการเบียดเสียดแย่งชิงกันเข้าเมื่อใกล้การแข่งขัน
ทางผู้จัดก็อ้างว่ามันมีการปะปนกันทั้งผู้ไม่มีบัตรและบัตรปลอมกับบัตรจริงจึงต้องตรวจอย่างเข้มงวดทำให้ล่าช้า
ขณะที่ผู้เข้าชมบางท่านแจ้งว่ามันเกิดจลาจลจากกลุ่มวัยรุ่นชาวฝรั่งเศส ที่เข้าปะทะกับตำรวจปราบจลาจลที่ทางผู้จัดร้องขอจากทางการ รวมทั้งตำรวจหน่วยอื่นๆเพื่อมาช่วยควบคุมฝูงชน
แฟนคลับหลายคนจึงหลีกเลี่ยงไปยัง PUB เพื่อชมทางทีวี แต่การจลาจลก็บอกได้ถึงอาการป่วยทางอารยธรรมของยุโรป ที่ทำให้มีคนบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งฝ่ายตำรวจ ซึ่งตลอดเวลามาก็มีความตึงเครียดกับการต้องผจญกับฝูงชนมาเนืองๆ จนฝรั่งเศสจะกลายเป็นรัฐตำรวจไปแล้ว และอีกภาพที่สะท้อนออกมา คือ การบริหารธรุกิจแบบทุนนิยมผูกขาดที่มุ่งแต่แสวงกำไร ด้วยการมอมเมาประชาชน
และนี่หรือคืออารยธรรมที่จอร์ช โซรอส ได้กล่าวถึงและมุ่งมั่นที่จะปกปักรักษา ตลอดรวมไปถึงอารยธรรมที่มุ่งทำสงครามการค้ากับจีน ด้วยเรื่องความขัดแย้งทางอารยธรรม หรือผลประโยชน์กันแน่







