INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ดาราศาสตร์ในคัมภีร์กุรอาน ตอนจบ

ดาราศาสตร์ในคัมภีร์กุรอาน ตอนจบ

จรัญ มะลูลีม

การขยายตัวของจักรวาล

การขยายตัวของจักรวาลเป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุดของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทุกวันนี้   เป็นแนวความคิดที่สร้างขึ้นอย่างมั่นคงและเป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องวิธีที่มันเกิดขึ้น

ขั้นแรกมันถูกแนะขึ้นโดยทฤษฎีสัมพันธภาพและได้รับการสนับสนุนโดยวิชาฟิสิกส์ในการตรวจตราดูเงาของกาแล็กซี่ซึ่งแยกออกเป็นสีการเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ ไปทางส่วนที่เป็นสีแดงของสีต่างๆ ของมันนั้นอาจอธิบายได้โดยการวัดระยะทางจากหมู่ดวงดาว (กาแล็กซี่)  หนึ่งไปยังอีกหมู่หนึ่ง

ดังนั้นขนาดของจักรวาลอาจจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ และการเพิ่มขึ้นนี้จะมากขึ้นเมื่อกาแล็กซี่อยูห่างจากเรามากขึ้น   ในระยะที่มีการขยายตัวเรื่อยๆ นี้ความเร็วที่เทหวัตถุในท้องฟ้าเหล่านี้เคลื่อนไปอาจจะเพิ่มจากเศษส่วนของความเร็วของแสงไปเป็นความเร็วที่เร็วกว่านั้น

บางทีโองการต่อไปนี้ของกุรอาน (ซูเราะฮ์ที่ 51 โองการที่ 47) ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าตรัสอาจจะเทียบได้กับความคิดสมัยใหม่ “ฟากฟ้านั้นเราได้สร้างมันขึ้นด้วยอำนาจ  แน่แท้เรากำลังขยายมันออก”

คำว่า “ฟากฟ้า” คือคำแปลจากคำภาษาอาหรับว่า สะมาอ และนี้หมายถึงโลกที่อยู่นอกโลกของเรา

“เรากำลังขยายมันออก”  คือคำแปลของคำว่ามุสิอูนะ ซึ่งเป็น present participle  (คำกริยาที่เติม ing เพื่อให้เป็นคุณศัพท์) และเป็นพหูพจน์ของคำกริยาซึ่งหมายถึง “ทำให้กว้างขึ้น มีที่ว่างมากขึ้น ยึดออกขยายออก”

นักแปลบางคนที่ไม่สามารถจับความหมายนี้ได้  ได้ให้คำแปลที่ผิด เช่นแปลว่า “เราให้อย่างเอื้อเฟื้อ” (R.Blachere) คนอื่นๆ เข้าใจถึงความหมายแต่ไม่ใคร่กล้าแปล เช่น ฮามิดุลลอฮ์ในบทแปลกุรอานได้พูดถึงการขยายฟากฟ้าและอวกาศออกไป  แต่ก็ใส่เครื่องหมายคำถามไว้

นอกจากนั้นยังมีผู้ที่มีความคิดเห็นด้านวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องเป็นเครื่องมือในการอรรถาธิบายก็ได้ให้ความหมายที่กล่าวไว้ ณ ที่นี้  นี้เป็นความจริงในกรณีของมุนตะกั้บ (Muntakab) อันเป็นหนังสืออรรถาธิบายซึ่งรวบรวมโดยสภาสูงสุดในกิจการอิสลาม (Supreme Council for Islamic Affairs) ,  กรุงไคโรซึ่งกล่าวถึงการขยายออกของจักรวาลด้วยคำที่ไม่คลุมเครือเลย

การพิชิตอวกาศ

จากทรรศนะเช่นนี้ เราจึงควรเอาใจใส่ต่อโองการกุรอาน 3 โองการอย่างเต็มที่  โองการหนึ่งกล่าวถึงสิ่งที่มนุษย์ควรทำให้สำเร็จและจะทำสำเร็จในวงการนี้โดยไม่มีร่องรอยของความคลุมเครือ  อีกสองโองการนั้นพระผู้เป็นเจ้ากล่าวถึงผู้ไม่ศรัทธาในนครมักกะฮ์ว่าพวกเขาจะแปลกใจเพียงไรถ้าพวกเขาสามารถจะยกตัวเองขึ้นไปยังฟากฟ้าได้  พระองค์ตรัสพาดพิงถึงสมมติฐานซึ่งจะไม่มีใครรู้ว่าเป็นจริงจนกระทั่งในภายหลัง

โองการแรกของโองการเหล่านี้คือซูเราะฮ์ที่ 55 โองการที่ 33 “โอ้ กลุ่มญิน และมนุษย์เอ๋ย ถ้าพวกเจ้าสามารถแทรกทะลุขอบเขตของฟากฟ้าและผืนแผ่นดินได้ก็จงแทรกทะลุไปเถิด!  พวกเจ้าจะไม่แทรกทะลุมันไปได้เว้นแต่ด้วยอำนาจ”

คำแปลนี้จำเป้นต้องมีคำอธิบายบ้างดังนี้

  • คำว่า “ถ้า ที่ใช้ในภาษาอังกฤษแสดงสภาพที่ขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้และเป็นได้ทั้งสมมติที่ทำได้สำเร็จหรือทำไม่สำเร็จก็ได้  ภาษาอาหรับเป็นภาษาที่สามารถนำเอานวลภาษา (nuance) ใส่เข้าไปในสภาพที่แสดงออกมาอย่างชัดแจ้งกว่ามาก

มีคำๆ หนึ่งที่แสดงถึงความเป็นไปได้คือคำว่าอิซา   อีกคำหนึ่งที่แสดงถึงสมมติฐานที่สามารถทำให้บรรลุผลไม่ได้คือคำว่าเลา โองการที่เรากล่าวถึงนี้มีคำว่าอินอยู่จึงหมายถึงสันนิษฐานที่บรรลุผลได้

เพราะฉะนั้นกุรอานจึงแนะถึงความเป็นไปได้ของการทำให้เป็นจริงได้อย่างแน่นอน  ความแตกต่างอันเป็นนัยๆ ในภาษานี้จะช่วยในการตีความที่มีลักษณะลึกลับอย่างแท้จริงไม่ให้แปลผิดๆ ได้อย่างที่คนบางคนแปลโองการนี้ผิดไป

  • พระผู้เป็นเจ้าตรัสแก่ญินและมนุษย์ ไม่ได้ตรัสกับคนในนิยายเปรียบเทียบแต่อย่างใด
  • คำว่า “แทรกทะลุ” นั้นแปลมาจากคำกริยา นะฟะซะ ซึ่งตามด้วยคำบุรพบท บิน ตามปทานุกรมของ Kazimirski นั้น วลีนี้หมายถึง “การทะลุเข้าไปและโผล่ออกมาอีกด้านหนึ่งของสิ่งหนึ่ง” (เช่นลูกธนูแทงทะลุผ้าแล้วโผล่ออกมาอีกด้านหนึ่ง)

ดังนั้นจึงหมายถึงการทะลุไปลึกๆ และออกมาที่ปลายอีกข้างหนึ่งเข้าไปในขอบเขตที่กล่าวถึง

  • อำนาจ (ซุลฏอน) ที่คนเหล่านี้จะมีเพื่อทำการสิ่งนี้ให้สำเร็จได้ดูเหมือนจะมาจากพระผู้ทรงอานุภาพยิ่ง โองการนี้ตามมาด้วยคำเชิญชวนให้รู้ถึงการอวยพรของพระผู้เป็นเจ้า กลายเป็นเรื่องของซูเราะฮ์ทั้งหมดซึ่งมีชื่อว่า “ผู้ทรงกรุณาปราณี”

โองการนี้ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ที่ในวันหนึ่งมนุษย์จะสามารถบรรลุ ถึงสิ่งที่ในปัจจุบันนี้เราเรียกว่า “การพิชิตอวกาศ” (บางทีอาจไม่ใช่คำที่เหมาะสมนัก)   เราต้องจำไว้ด้วยว่าข้อความในกุรอานมิได้ทำนายถึงการทะลุไปในขอบเขตของฟากฟ้าเท่านั้น   แต่ทำนายถึงการแทรกทะลุโลกไปด้วย   คือการสำรวจความลึกของโลกนั่นเอง

2) โองการอื่นๆ อีกสองโองการคือโองการที่ 14 และ 15 ซูเราะฮ์ที่ 15 พระผู้เป็นเจ้ากำลังตรัสถึงผู้ไม่มีศรัทธาในนครมักกะฮ์  ดังที่ข้อความในซูเราะฮ์นี้ ตอนนี้กล่าวไว้ว่า

“ถึงแม้ว่าเราจะได้เปิดประตูสู่สวรรค์ให้แก่พวกเขาและพวกเขาต้องขึ้นต่อไปในที่นั้น  พวกเขาก็จะกล่าวว่า : สายตาของเราสับสนเหมือนกำลังเมา  เปล่าเลยเราคือผู้คนที่เคลิบเคลิ้มไป”

ถ้อยคำข้างบนนี้แสดงถึงความแปลกประหลาดใจในภาพที่น่าทึ่งแต่กต่างจากสิ่งใดๆ ที่มนุษย์สามารถจินตนาการได้

ประโยคนี้ใช้คำว่า เลา ซึ่งแสดงถึงสมมติฐานซึ่งไม่อาจเป็นจริงได้ตรวบเท่าที่มันเกี่ยวกับผู้คนที่ถูกกล่าวถึงในโองการเหล่านี้

เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงการพิชิตอวกาศ  เราก็มีข้อความสองข้อความในกุรอาน  ข้อความหนึ่งกล่าวถึงสิ่งที่ในวันหนึ่งจะกลายเป็นสิ่งที่เป็นจริงได้เนื่องจากพลังของสติปัญญาและความคล่องแคล่วที่พระผู้เป็นเจ้าจะประทานให้แก่มนุษย์  และอีกข้อความหนึ่งซึ่งบรรยายถึงเหตุการณ์ที่บรรดาผู้ไม่ศรัทธาในนครมักกะฮ์จะไม่มีวันได้เห็น

เนื่องจากลักษณะของเงื่อนไขที่ไม่มีวันเป็นจริงได้ของมัน  อย่างไรก็ดีคนอื่นๆ อาจแลเห็นเหตุการณ์นั้นได้ดังที่กล่าวไว้ในโองการแรกที่ยกมานี้   บรรยายถึงปฏิกิริยาของมนุษย์ที่มีต่อภาพที่ไม่คาดว่าจะได้เห็นซึ่งนักท่องเที่ยวในอวกาศจะได้เห็นด้วยสายตาที่สับสนเหมือนกำลังเมามาย  ด้วยความรู้สึกทีเคลิบเคลิ้ม…

นี่แหละคือสิ่งที่นักท่องเที่ยวไปในอวกาศได้ประสบในการผจญภัยที่น่าทึ่งนับตั้งแต่ยานอวกาศลำแรกของมนุษย์เคลื่อนไปในปี 1961 (พ.ศ. 2504)

เป็นที่รู้กันถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อเราไปอยู่เหนือบรรยากาศของโลกเมื่อไร    ท้องฟ้าก็จะไม่มีสีสันเป็นสีฟ้าเหมือนกับที่เราแลเห็นจากโลกซึ่งเป็นผลของปรากฎการณ์แห่งการดูดซึมแสงของดวงอาทิตย์เข้ามาสู่ชั้นต่างๆ ของบรรยากาศ   คนที่ไปอยู่ในอวกาศเหนือบรรยากาศของโลกจะแลเห็นท้องฟ้าเป็นสีดำและโลกดูเหมือนจะล้อมไปด้วยวงแสงที่มีสีออกฟ้าๆ อันเกิดจากปรากฎการณ์เดียวกันของการที่บรรยากาศของโลกดูดซับเอาแสงสว่างไว้

อย่างไรก็ดีดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ   ดังนั้นมันจึงปรากฏในสีสันที่แท้จริงของมันเองทาบอยู่พื้นหลังสีดำของท้องฟ้า   เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นภาพที่ใหม่อย่างแท้จริงซึ่งปรากฏแก่ตาของคนที่อยู่ในอวกาศ  ภาพถ่ายของภาพนี้เป็นที่รู้จักกันดีของมนุษย์ในสมัยปัจจุบันนี้

ณ ที่นี้เป็นการยากที่ใครจะไม่รู้สึกประทับใจเมื่อได้เปรียบเทียบข้อความในกุรอานกับข้อมูลของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่โดยคำพูดที่คนที่มีชีวิตอยู่เมื่อสมัยสิบสี่ศตวรรษ (1443 ปี) ล่วงมาแล้วไม่สามารถจะให้เหตุผลได้

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com