จากเนห์รูถึงโมดี นโยบายต่างประเทศของอินเดียที่เปลี่ยนไป
จากเนห์รูถึงโมดี นโยบายต่างประเทศของอินเดียที่เปลี่ยนไป
จรัญ มะลูลีม

Cr : learningpune.org
เยาวหระลาล เนห์รู ผู้เป็นสถาปนิกของนโยบายต่างประเทศอินเดียหลังจากได้รับเอกราชได้เลือกเอานโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-aligment) และความเป็นปึกแผ่นกับประเทศที่กำลังพัฒนามาเป็นหลักนำในการวางนโยบายต่างประเทศของอินเดียมาจนถึงทศวรรษ 1980
ที่สำคัญก็คือปี 2017 ถือเป็นการครบรอบ 70 ปี ของการประชุมความสัมพันธ์เอเชีย (Asian Relations Conference) หรือ ARC ที่เป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของอินเดียในเวทีโลก
การประชุมนี้จัดขึ้นที่กรุงนิวเดลี (New Delhi) ในเดือนมีนาต่อกับเมษายน ปี 1947 อันเป็นช่วงที่อินเดียเกือบจะได้เอกราชโดยมีผู้นำจากประเทศเอเชียหลายประเทศเข้าร่วม
และเป็นเวลาเดียวกันที่ประเทศอาณานิคมยังคงมีความฝันว่าประเทศในเอเชียที่ตนเองเข้ายึดครองจะอยู่ใต้อิทธิพลของตนตลอดไป
เนห์รูได้ประกาศในที่ประชุมว่าอินเดียมิได้ออกแบบให้แก่ประเทศใดๆ แต่การ “ออกแบบอันยิ่งใหญ่” ของอินเดียนั้นอยู่ที่การส่งเสริมสันติภาพและความก้าวหน้าทั่วโลก”
สำหรับประเด็นชาตินิยมที่ยังคงเต็มไปด้วยอารมณ์อยู่ในอินเดียในเวลานั้น เนห์รูกล่าวว่ามันมีบทบาทอยู่ในทุกๆ ประเทศ แต่ “ไม่ควรยอมให้เป็นความก้าวร้าวและควรมาจากแนวทางการพัฒนาระหว่างประเทศ” การประชุม ARC ตามมาด้วยการประชุมที่เมืองบันดุง (Bandung) ของอินโดนีเซียซึ่งเป็นการประชุมเอเชีย-แอฟริกา หรือแอฟโรเอเชียในปี 1955 โดยอินเดียมีบทบาทสำคัญในการจัดการประชุมครั้งนี้
การประชุมดังกล่าวเป็นต้นแบบของขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) หรือ NAM
ทั้งนี้มีผู้นำจาก 29 ประเทศ รวมทั้งจีน อียิปต์ อินโดนีเซียและอิรักเข้าร่วม
การประชุมดังกล่าวได้มีการย้ำถึงการต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจังเพื่อขจัดความยากจน ความอยุติธรรม ลัทธิการล่าอาณานิคมและจักรวรรดินิยม
ประเทศเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าพวกเขาไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามเย็น (Cold War) ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียต
การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดกลายมาเป็นเป้าหมายหลักของนโยบายต่างประเทศของอินเดียมายาวนานต่อไปอีก 40 ปี
แม้ว่าในระยะเวลาที่อินเดียไม่ได้ปกครองโดยพรรคคองเกรส (Congress) ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก็ตาม กระนั้นเส้นทางของนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
ในหมู่ประเทศที่มีความเท่าเทียมกันอินเดียถึงเป็นประเทศอันดับต้นๆ (primus inter pares) ที่ยังคงใช้หลักการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในช่วงสงครามเย็นต่อไป
ทศวรรษที่ 1950 และ 1960 สหรัฐเรียกนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของอินเดียว่าเป็นนโยบายที่เป็นศัตรู John Foster Dulles รัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยประธานาธิบดี Eisenhower ถึงกับเรียกนโยบายนี้ว่าเป็น “ความชั่วร้าย” เลยทีเดียว
ในช่วงเวลาดังกล่าวอินเดียมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอถึงความอยุติธรรมภายใต้การปกครองแบบอาณานิคมอยู่ในส่วนต่างๆ ของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอฟริกา
ขวัญและกำลังใจรวมทั้งการสนับสนุนทางการทูตที่อินเดียมอบให้ในการต่อสู้เพื่อให้มีการยกเลิกการปกครองแบบอาณานิคม (decolonization) ในแอฟริกาใต้มีส่วนอย่างสำคัญให้หลายประเทศในแถบนั้นได้รับการปลดปล่อย รวมถึงการสิ้นสุดลัทธิเหยียดผิว (apartheid) ไปในที่สุด
นอกจากนี้อินเดียยังเป็นประเทศแถวหน้าในความพยายามที่จะนำเอาเรื่องสิทธิของชาวปาเลสไตน์ (Palestinians) และประชาชนผู้ได้รับการกดขี่มากล่าวถึงอีกด้วย
จึงอาจกล่าวได้ว่าในเวลานั้นอินเดียได้รับไมตรีจิตอยู่ในหลายเมืองหลวงของโลก โดยเฉพาะประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราช
อย่างไรก็ตามทุกวันนี้นโยบายต่างประเทศของอินเดียมีความแตกต่างอย่างสุดกู่จากที่เคยเป็นเมื่อ 40 ปีก่อน
การปรับเปลี่ยนดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอินเดียจากพรรคคองเกรส พีวี นารา สิมฮา ราว (P.V.Narasimha Rao) เมื่อต้นทศวรรษ 1990
นักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของอินเดียให้เหตุผลว่าสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปล้วนมีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายของอินเดียเป็นอย่างมาก
เมื่อสงครามเย็นใกล้สิ้นสุดลงและกลุ่มประเทศที่สังกัดอยู่ในค่ายสังคมนิยมตกอยู่ในสภาพกระจัดกระจาย นโยบายต่างประเทศของอินเดียที่มีความมุ่งหมายอันสูงส่งจึงค่อยๆ ยกเลิก หลักการของเนห์รู (Nehruvian) ที่เนห์รูได้วางเอาไว้จนหมดสิ้น
จากแรงดันข้างต้นเป็นผลให้อินเดียผันตัวเองเข้าสู่มหาอำนาจใหญ่ และจากจุดหมายดังกล่าวที่มีอยู่ในจิตใจ อินเดียจึงค่อยๆ เริ่มปูทางไปสู่ตะวันตก
ผู้วางนโยบายของอินเดียมักจะชี้ให้เห็นว่าจีนมีความรุ่งเรืองและขยายความรุ่งเรืองไปกว้างไกลก็เนื่องมาจากการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตะวันตกหลังจากเติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) เขามามีอำนาจ
เป็นเรื่องถูกต้องที่จะกล่าวว่าความใกล้ชิดกับสหรัฐช่วยให้จีนปรากฏตัวขึ้นมาในฐานะประเทศที่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ
ผู้วางนโยบายของจีนได้ใช้ความเป็นศัตรูระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐมาเป็นประโยชน์ของตน อย่างไรก็ตามการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจของจีนที่มุ่งสู่ตลาดเสรีได้นำจีนไปสู่พื้นฐานการก่อตัวขึ้นสู่มหาอำนาจโลกด้วยความสงบ
แต่ก็จะต้องบันทึกไว้ด้วยว่าจีนไม่เคยยกเลิกเขตอำนาจทางยุทธศาสตร์ (strategre autonomy) ของตนลงเลย ทั้งนี้จะพบว่ายังไม่มีการลงนามความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระยะยาวระหว่างจีนกับสหรัฐให้เห็นแต่อย่างใด
สำหรับอินเดียในเวลานี้จะพบว่าประเด็นอย่างเช่นการไม่ใฝ่ฝ่ายใด รวมทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศยากจนค่อยๆ กลายเป็นอดีต แม้ว่ารัฐบาล ซึ่งนำโดยเทวี เกาดา (H.D.divi Gowda) และกุจรัล (IK Gujral) ซึ่งเข้ามาเป็นผู้นำประเทศเป็นระยะเวลาสั้นๆ เมื่อกลางทศวรรษ 1990 มีความพยายามที่จะนำเอาอินเดียกลับไปสู่แนวทางของเนห์รูอีกครั้งก็ตาม
นับจากนั้นเป็นต้นมานโยบายต่างประเทศของอินเดียที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศและการป้องกันประเทศก็มุ่งสู่ตะวันตก
การทดลองนิวเคลียร์ของอินเดียในปี 1988 ได้รับการแซงก์ชั่นทางเทคโนโลยีจากประเทศตะวันตก
และเพื่อจะเอาตัวเองออกมาจากการแซงก์ชั่นอันหนักหน่วงนี้รัฐบาลพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratie Alliance) หรือ NDA ซึ่งนำโดยอตัล พิหารี วัชปายีจึงหันมาสู่การเข้าร่วมกับสหรัฐในที่สุด
บราเจสห์ มิชรา (Brajesh Mishra) ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของวัชปายีถึงกับพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะสร้างแกน สหรัฐ-อิสราเอลและอินเดีย (Washington-Tel Aviv-New-Delhi) ขึ้นมาเป็นแกนทางการเมืองระหว่างประเทศ
ภายใต้พันธมิตรร่วมเพื่อความก้าวหน้า II (United Progressive Alliance) หรือ UPA-II เวลานี้ภายใต้รัฐบาลนเรนทรา โมดี (Narenda Modi) ความปรารถนานี้เริ่มเห็นเป็นความจริงแล้ว
ในบรรดาประเทศที่อินเดียมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดในปัจจุบันได้แก่สหรัฐและอิสราเอล
ทั้งสองประเทศกำลังเข้ามาเบียดแทรกรัสเซียในฐานะผู้ส่งอาวุธที่ใหญ่ที่สุดให้อินเดีย
จนถึงเวลานี้อินเดียไม่ได้สนับสนุนภารกิจของชาวปาเลสไตน์อีกต่อไปแล้ว แม้ว่าอิสราเอลจะกลายมาเป็นรัฐที่มีการเหยียดชาติพันธุ์มากขึ้นก็ตาม
อินเดียภายใต้โมดีเรียกร้องให้เกิดนิสัยการยกเว้นการออกเสียงในสหประชาชาติว่าด้วยมติในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของอิสราเอล
อินเดียรับรู้เป็นอย่างดีว่ารัฐบาลอิสราเอลไม่ได้มีความตั้งใจแม้แต่น้อยนิดที่จะให้ปาเลสไตน์เป็นรัฐอิสระหรือหยุดยั้งการสร้างบ้านเรือนในดินแดนของชาวปาเลสไตน์ทั้งในเวสต์แบงก์และกาซ่า
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลต่อการวางนโยบายของอินเดีย ความช่วยเหลือด้านการป้องกันประเทศจากอิสราเอลและความมั่นคงภายในของอินเดียมีน้ำหนักมากกว่าประเด็นการตั้งรัฐปาเลสไตน์และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
รัฐบาลอิสราเอลภายใต้นายกรัฐมนตรีแอร์เรียล ชารอน (Ariel Sharon) ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของชาวปาเลสไตน์นับพันคนถูกเชิญไปเยือนอินเดีย ภายใต้รัฐบาลแรกของ NDA
ภายใต้รัฐบาล NDA ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของอินเดียในขณะนั้นได้โฆษณาถึงการมาเยือนของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ในขณะที่ดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองตกอยู่ท่ามกลางความโกลาหลอลหม่าน
การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันเกิดขึ้นทั้งในรัฐบาล UPA-1 และ II โดยโมดีได้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ไปเยือนอิสราเอล
อิหร่านสมาชิกชั้นนำของกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ซึ่งอินเดีย “มีความสัมพันธ์พิเศษ” เป็นหนึ่งในหลายประเทศในภูมิภาคที่ไม่สบายใจต่อนโยบายของอินเดียที่มีต่ออิสราเอล
ผู้นำอาวุโสของอิหร่าน รวมทั้งผู้นำทางจิตวิญญาณสูงสุดอะยาตุลลอฮ์ อะลี คอเมเนอีได้วิพากษ์ความสัมพันธ์อินเดีย-อิสราเอลและนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่มีต่อแคชมีร
อินเดียได้สร้างท่าเรือชาบาฮัร (Chabahar) ในอิหร่าน ทั้งนี้อิหร่านเป็นประเทศสำคัญในฐานะที่เป็นแหล่งพลังงานสำหรับอินเดีย
มีสิ่งที่น่าสังเกตว่าในเวลานี้อินเดียไม่มีอารมณ์ที่จะทำความตกลงใดๆ ในภาคพลังงานเป็นพิเศษกับอิหร่าน
รัฐบาลอินเดียภายใต้พรรคคองเกรสได้ขยายความสัมพันธ์กับอิสราเอลและประเทศตะวันตกออกไปอย่างกว้างไกล 7 ปีหลังจากการทดลองนิวเคลียร์ในปี 1998 รัฐบาลของมาน โมฮันซิงห์ได้ลงนามว่าด้วยนิวเคลียร์ที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงอยู่จนถึงปัจจุบัน
จากนั้นก็ตามมาด้วยข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ทหารของสองประเทศมีความใกล้ชิดกัน
การซ้อมรบร่วมกันของสหรัฐ อินเดีย ญี่ปุ่นที่มะละบาร์ (Malabar) ที่มีความเกี่ยวข้องกับการนาวิกโยธินของทั้งสามประเทศนั้นเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ทางการทหารและยุทธศาสตร์ ซึ่งเติบโตขึ้นนับตั้งแต่อินเดียได้ลงนามข้อตกลงการป้องกันประเทศกับสหรัฐในปี 2015
นับจากนั้นเป็นต้นมาสหรัฐจึงนับเนื่องอินเดียให้เป็นประเทศหลักของการป้องกันร่วม (Major Defence Partner) ซึ่งเป็นการให้เกียรติเป็นพิเศษอย่างเดียวกับที่สหรัฐได้มอบให้กับอิสราเอล ส่วนข้อเสนออื่นๆ จะรวมไปถึงเทคโนโลยีการป้องกันและการค้าที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกับพันธมิตรผลิตอาวุธ ในปี 2016 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่อินเดียอนุญาตให้มีการอำนวยความสะดวกให้แก่ฐานทัพต่างประเทศด้วยการมีบันทึกความเข้าใจด้านโลเจสติกกับสหรัฐ
ตามข้อตกลงนี้อินเดียจะอนุญาตให้สหรัฐใช้ทำเรือและฐานทัพทางทหารของตนได้ ก่อนหน้านี้รัฐบาล UPA ของอินเดียซึ่งตกอยู่ภายใต้ความกดดันได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าวมาแล้ว
ในปี 2016 พรรคคองเกรสของอินเดียได้เรียกข้อตกลงด้านโลจิสติกกับสหรัฐว่าเป็นเหมือน” การทอดทิ้งหลักการพื้นฐานของนโยบาย ยุทธศาสตร์ทางทหารที่เป็นกลาง (strategic military neutrality) ที่ผ่านกาลเวลาแห่งการทดสอบมาแล้วเป็นเวลายาวนาน
พรรคคอมมิวนิสต์ของอินเดีย (มาร์กซิสต์) ได้วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ด้วยการกล่าวถึงข้อตกลงทางโลจิสติกว่าเป็นการเอาอธิปไตยของอินเดียไปต่อรองกับสหรัฐ และเป็นการยอมจำนวนต่อ “เขตแดนแห่งความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์” ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้ให้การยอมรับ
จนถึงทศวรรษ 1980 หลักการของการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของอินเดียมีผลต่อการออกมาปฏิเสธการคงอยู่ของกองทัพสหรัฐในพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหมู่เกาะของท้องทะเลอินเดียอย่างดีอีโก กราเซีย (Diego Garcia)
หลักการสิ้นสุดสงครามเย็นสหรัฐได้สร้างฐานทัพนับร้อยๆ แห่งขึ้นมาโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในเอเชียและแอฟริกา
รัฐบาลปัจจุบันของอินเดียมุ่งที่จะลงนามข้อตกลงด้านความมั่นคงขนาดใหญ่อีกสองข้อตกลง ได้แก่บันทึกความเข้าใจด้านการคมนาคมและข่าวสารด้านความมั่นคง (CISMOA) และการแลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐานความร่วมมือ (BECA) ระหว่างประเทศ
ด้วยเหตุนี้อินเดียในเวลานี้จึงถูกมองว่าเป็นพันธมิตรแนวหน้าของสหรัฐมากขึ้น ข้อตกลงการสนับสนุนด้านโลจิสติกควบคู่ไปกับข้อตกลงสำคัญอื่นๆ ว่าด้วยการขายอาวุธกับสหรัฐ ได้มีการลงนามในสมัยของบารัก โอบามา เท่ากับเป็นการประกาศถึงการทหารของสหรัฐที่หันเข้าหาตะวันออกมากขึ้น
จุดมุ่งหมายของฝ่ายบริหารของโอบามาก็คือการสร้างพันธมิตรทางการเมืองและการทหารเพื่อต่อต้านจีนในพื้นที่โดยร่วมมือกับญี่ปุ่นและอินเดียในฐานะพันธมิตรร่วมสมัย
รัฐบาลโมดีให้การสนับสนุนตำแหน่งของสหรัฐในทะเลจีนใต้และได้เข้าสู่การซ้อมรบทางทะเลกับนาวิกโยธินของสหรัฐและญี่ปุ่น
อินเดียและสหรัฐได้ร่วมกันใช้ข้อมูลว่าด้วยการเคลื่อนไหวของเรือจากประเทศจีน และเรือดำน้ำในมหาสมุทรอินเดีย
การเดินทางไปเยือนสหรัฐหลังจากทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนายกรัฐมนตรีโมดีเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ผู้นำของทั้งสองประเทศกล่าวว่าการเป็นหุ้นส่วน “ยุทธศาสตร์โลก” ของทั้งสองประเทศจะมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
โมดีกล่าวต่อไปว่าการเป็นหุ้นส่วนกับสหรัฐมีความสำคัญต่อ “การปกป้องผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์” ของเรา ในพื้นที่อินเดีย-แปซิฟิก เขาถึงกับยกให้สหรัฐเป็นหุ้นส่วนพื้นฐานในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจของอินเดีย
อย่างไรก็ตามในเวลานี้ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้หันมาให้ความสนใจปัญหาเกาหลีเหนือ ด้วยเหตุนี้สหรัฐจึงเบนความสนใจไปยังจีนที่มีอิทธิพลต่อเกาหลีมากกว่าอินเดีย
ทรัมป์มองไปที่จีนเพื่อให้จีนบีบเกาหลีเหนือให้ยกเลิกโครงการนิวเคลียร์และการทดลองการยิงขีปนาวุธต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องใช้เวลาเกือบจะ 6 เดือนกว่าที่ทรัมป์กับโมดีจะได้พบกันในที่สุด
ในขณะที่ผู้นำของจีนอย่าง สี เจิ่นผิง เป็นผู้นำคนแรกๆ ที่ไปเยือนกรุงวอชิงตัน ภายใต้ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐมีเสียงสนับสนุนอินเดียจากสหรัฐอยู่บ้าง เมื่ออินเดียมีปัญหาชายแดนกับจีนว่าด้วยเมืองโดคลาม ดินแดนโดคลาม (Doklam) เป็นเขตแดนที่อยู่ใกล้จุดผ่านระหว่าง อินเดีย จีนและภูตาน ซึ่งดินแดนดังกล่าวได้รับการยอมรับให้เป็นของอินเดียภายใต้ข้อตกลงปี 1890 ระหว่างจีนกับอังกฤษ
เหตุการณ์ในโดคลามเกิดขึ้นทันทีหลังจากอินเดียและปากีสถานได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือชังไห่ (Shanghai Cooperation Organisation) หรือ SCO
ในองค์กรนี้จีนและรัสเซียเป็นสมาชิกแนวหน้าของกลุ่ม องค์กรดังกล่าวประเทศตะวันตกมองว่าเป็นแรงบันดาลใจที่จะให้เป็นนาโต้ของเอเชีย
รัฐบาลโมดีเริ่มหาคะแนนของตนด้วยการเรียกร้องให้มีการพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันตามนโยบาย “เพื่อนบ้านมาก่อน” (neighboruhood first)
อดีตนายกรัฐมนตรีของปากีสถานนาวาซ ชารีฟ (Navas Sharef) เป็นหนึ่งในผู้นำเอเชียใต้ที่เข้าร่วมอยู่ในงานพิธีสาบานตนของโมดี
อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์กับปากีสถานต้องลงเหวไปอย่างรวดเร็วหลังจากโมดีขึ้นมาเป็นผู้นำของอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเลิกการประชุมในระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศในปี 2014 มีผลให้เกิดความร้าวฉานทางการทูตระหว่างสองประเทศ
เนปาลโกรธการปิดล้อมของอินเดียที่นำมาใช้ในปี 2015 ภูตานก็ถูกรบกวนภายใต้ความเย็นชาที่ยาวนานระหว่างกองทัพของอินเดียและจีนตามชายแดนของสองฝ่าย
บังกลาเทศรู้สึกไม่สบายใจกับความไม่สามารถของรัฐบาลโมดีที่ไม่ทำตามข้อตกลงว่าด้วยการใช้น้ำแห่งตีสตา (Teesta) รัฐบาล มัลดีฟส์ แม้จะอยู่ติดกับอินเดียแต่มีความใกล้ชิดกับซาอุดีอาระเบียมากกว่า
ในเวลาเดียวกันจีนได้ใช้เงินจำนวนมหาศาลในการพัฒนาเพื่อช่วยเหลือทุกประเทศในเอเชียใต้ ซึ่งดูขนาดทางเศรษฐกิจของจีนแล้วอินเดียยังอยู่อีกไกลพอควร
รัฐบาลอินเดียเองไม่พอใจเมื่อบริษัทจีนได้สัญญาก่อสร้างถนนท่าเรือและโครงการสาธารณูปโภคในเอเชียใต้
การประท้วงมีเสียงดังขึ้นเมื่อเรื่อของนาวิกโยธินและเรือดำน้ำของจีนได้เข้ามาท่าเรือของเอเชียใต้เป็นช่วงๆ ภายใต้สิ่งที่เรียกกันว่าลัทธิโมดี เรือของนาวิกโยธินสหรัฐได้รับการต้อนรับอย่างเต็มที่จากท่าเรือของเอเชียใต้
อินเดียเองเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศที่มีประชากรจำนวนมากและกำลังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องที่เรียกกันว่า BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดียจีนและแอฟริกาใต้ โดยในบางครั้งจะรวมประเทศที่มีน้ำมันจำนวนมากของตะวันออกกลางเข้าไปด้วย) ในจำนวนนี้พบว่าจีนและรัสเซียมีบทบาทสำคัญที่สุด
อินเดีย จีนและรัสเซียได้รับการคาดหมายว่าจะร่วมมือกันในเวทีระหว่างประเทศในประเด็นที่มีความสำคัญได้เป็นอย่างดี แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ดูเหมือนว่าอินเดียต้องการจะอยู่กับมหาอำนาจที่กำลังอ่อนแรงลงอย่างสหรัฐ เนื่องจากสหรัฐได้แสดงพลังอย่างกว้างของตนออกมาเป็นพันๆ ไมล์ในทวีปเอเชีย
ประธานาธิบดีของจีนใช้ความพยายามติดต่อกันมาถึงสามปี เพื่อให้อินเดียมีทัศนคติแห่งการร่วมมือมากขึ้นและกระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกัน
อย่างไรก็ตามดูเหมือนโมดีจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับโครงการ One Belt One Road ของประธานาธิบดีสี เจิ่นผินสักเท่าไหร่นัก
ในการประชุมว่าด้วย One Belt One Road ในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม (2016) อินเดียเป็นประเทศสำคัญเพียงประเทศเดียวที่ไม่ได้เข้าร่วม สหรัฐและญี่ปุ่นก็ส่งตัวแทนเข้าร่วมเช่นกัน การเข้าร่วมประชุมว่าด้วย One Belt One Read จะช่วยอินเดียให้ได้รับพลังงานจากเอเชียกลางราคาถูกลงโดยพลังงานดังกล่าวจะผ่านมาทางท่าเรือ บันดาร์ อับบาส (Bandar Abbas) และชาบาฮาร์ (Chabahar) ทั้งนี้สองท่าเรือดังกล่าวอยู่ในอิหร่านและท่าเรือกวาดาร์ (Gwadar) ของปากีสถาน
สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในเวลานี้คือความไม่สบายใจในความสัมพันธ์กับอินเดียของรัสเซีย ซึ่งเป็นมิตรกับอินเดียในทุกฤดูกาล ความใกล้ชิดทางทหารของอินเดียกับสหรัฐ รวมทั้งอัตราการขายอาวุธของรัสเซียที่ตกต่ำลงทำให้รัสเซียมีความระมัดระวังมากขึ้น
รัสเซียและจีนในเวลานี้มีความใกล้ชิดทางทหารและทางยุทธศาสตร์มากกว่าเดิมและมีศัตรูในเวทีโลกอย่างสหรัฐร่วมกัน “ความสัมพันธ์พิเศษ” กับรัสเซียซึ่งทำให้อินเดียยืนหยัดอยู่ได้ระหว่างช่วงเวลาของสงครามเย็นนั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว
การสนับสนุนของสหภาพโซเวียตมีความสำคัญในประเด็นของแคว้นแคชมีร (Kasmir) ในช่วงสงครามเย็นเมื่ออินเดียมีผู้สนับสนุนในเรื่องนี้อยู่เพียงไม่กี่ประเทศ
อันเนื่องมาจากสัญญาป้องกันประเทศระหว่างอินเดียและโซเวียต (Indo-Soviet defence Treaty) ในระหว่างสงครามบังกลาเทศ (Bangladesh War) ทำให้สหรัฐและมหาอำนาจอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างปากีสถานไม่เข้ามาก้าวก่าย
ทุกวันนี้อินเดียกับรัสเซียมีทรรศนะที่แตกต่างกันในหลายเรื่อง รวมทั้งนโยบายที่มีต่ออัฟกานิสถานและปากีสถาน
การเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
หนึ่งในเป้าหมายของรัฐบาลอินเดียก็คือการได้เข้าไปเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ (U.N.Security Council) ทั้งนี้รัฐบาลอินเดียเคยประสบความสำเร็จในการลอบบี้ให้มีการเยือนอินเดียของหัวหน้ารัฐต่างๆ มาแล้วเพื่อให้อินเดียได้มีโอกาสเป็นสมาชิกถวารของสหประชาชาติ
อย่างไรก็ตามหากอินเดียมีโอกาสได้เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีการจัดโครงสร้างใหม่แล้ว อินเดียก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยในเวลาเดียวกัน โดย 120 ประเทศเหล่านี้เป็นประเทศสำคัญของกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
อย่างไรก็ตามสมาชิกกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมีความกังวลที่จะสนับสนุนอินเดียที่เปลี่ยนไป ซึ่งเหนืออื่นใดประเทศเหล่านี้ก็เป็นประเทศที่เลือกจะอยู่กับตะวันตกในประเด็นสำคัญๆ
การที่นายกรัฐมนตรีอินเดียไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดของกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่เวเนซุเอล่าในปี 2015 ได้รับการจับตาอยู่ ทั้งนี้โมดีไม่สนใจที่จะส่งรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างชุสมา สวาราจ (Shusma Swaraij) ไปประชุม ชุสมา สวาราชอยู่นิวยอร์กเพื่อเข้าประชุมสมัชชาใหญ่ในสหรัฐในช่วงเวลาใกล้กับการประชุมกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในช่วงการประชุมกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในครั้งนี้พบว่าผู้นำอย่างแอฟริกาใต้และผู้นำคนสำคัญที่เป็นสมาชิกของกลุ่มได้เข้าร่วมโดยพร้อมเพรียงกัน
หากอินเดียไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกของกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอินเดียก็มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าไปเป็นคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ
จากปฏิบัติการณ์ในขอบเขตของนโยบายต่างประเทศ โมดีได้แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการจะเอาตัวเองและรัฐบาลของเขาให้ออกมาจากมรดกแห่งแนวทางของเนห์รู (Nehruvian lagay)
โมดีและรัฐมนตรีของเขาถึงกับมีความกระอักกระอ่วนใจที่จะเอ่ยชื่อของเนห์รูขึ้นมาในช่วงครบรอบปีที่มีการกล่าวถึงจุดหมายแห่งนโยบายต่างประเทศที่มีความสำคัญ







