INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กิติมา อมรทัต  ไร่นาน อรุณรังษี สองปัญญาชนมุสลิมร่วมสมัย (8)

กิติมา อมรทัต  ไร่นาน อรุณรังษี สองปัญญาชนมุสลิมร่วมสมัย (8)

จรัญ มะลูลีม

กิติมา อมรทัต กับการศึกษาวรรณกรรมอินเดียผ่านนวนิยายร้อยหิวของภวานี ภัฏฏาจารย์ และเรื่องสั้นธุลีดิน

หลังจากนำเสนอผลงานแปลของกิติมา อมรทัต ว่าด้วยผลงานแปลวรรณกรรมอินเดียไปแล้ว  ผมก็มาพบหนังสือของกิติมา อมรทัต อีกบางเล่มที่กล่าวถึงนักเขียนอินเดียคนสำคัญอย่างภวานี ภัฏฏาจารย์  ซึ่งผมขอนำเสนอดังนี้

ร้อยหิว (So Many Hungers) เป็นนวนิยายเพื่อชีวิตโดยนักเขียน “คนขี่เสือ” นั่นคือ ภวานี  ภัฏฏาจารย์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดวงกมล จำกัด ซึ่งมีสุข สูงสว่าง ผู้อำนวยการ เป็นผู้จัดพิมพ์จำหน่าย  สุชาติ สวัสดิศรี บรรณาธิการ มนัส แต้ ออกแบบปก    สำนักพิมพ์ดวงกมล เป็นอดีต สำนักพิมพ์ที่ผลิต วรรณกรรมของโลกชั้นแนวหน้าสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่องในยุคแสวงหา  ร้อยหิวเป็นชุดวรรณกรรมเอเชียในปี 2521 จำนวนพิมพ์ 4,000 เล่ม

ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าเรื่องราวใน ร้อยหิว ก็คือความเป็นภวานี ภัฎฎาจารย์ ที่กิติมา อมรทัตได้กล่าวถึงนักเขียนคนสำคัญของอินเดียคนนี้เอาไว้ว่า  ภวานี ภัฏฏจารย์ เป็นหนึ่งในบรรดานักเขียนอินเดียผู้เขียนนวนิยายเป็นภาษาอังกฤษ  มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในรุ่นก่อน  เรื่องราวที่ภวานีเขียนมักจะเกี่ยวพันกับชีวิตที่เป็นอยู่จริงๆ ในระยะเวลานั้น  หรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในประเทศของเขาสมัยนั้น

ภวานี ภัฏฏาจารย์ เป็นนักเขียนอินเดียที่มีความสนใจพิเศษ  ในเรื่องการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ   ความเดือดร้อนของประชาชนในแคว้นเบงกอล  อันเป็นผลมาจากการต่อสู้  และจากความทุกข์ยาก อดอยากที่มนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้น    รวมทั้งเสนอปัญหาต่างๆ ที่อินเดียต้องเผชิญภายหลังจากกู้อิสรภาพได้สำเร็จ   นวนิยายทุกๆ เรื่องภวานีเขียนขึ้นอย่างสมจริง ลึกซึ้ง และเห็นอกเห็นใจผู้คนซึ่งได้รับความทุกข์ทรมาน  อันเนื่องมาจากความอดอยากหิวโหยตามแบบฉบับของเขา

ภวานี ภัฏฏาจารย์ เกิดที่เมืองรากาลปูร แคว้นพิหาร เมื่อ ค.ศ. 1906 จบการศึกษาขั้นปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยปัตนะ แล้วไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยลอนดอน จนได้รับปริญญาเอก

เขาเคยเป็นทูตข่าวสารที่สถานทูตอินเดียในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เดอะ อิลลัสเตรทเตด วิคลี่ ออฟ อินเดีย ที่กรุงบอมเบย์ (มุมใบในปัจจุบัน) เป็นที่ปรึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่กรุงเดลี   เคยไปแสดงปาฐกถาที่นิวซีแลนด์ ออสเตรเลียและเยอรมนีตะวันตก  โดยคำเชิญของรัฐบาลเหล่านั้น   เคยได้รับรางวัลผลงานด้านอักษรศาสตร์ของอินเดีย    จากนวนิยายเรื่องเงาจากลาดัก (The Shadow from Ladakh) รวมทั้งเคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวายและมหาวิทยาลัยวอชิงตัน

ภวานี ภัฏฏาจารย์ มีผลงานทั้งในทางเรื่องสั้นและนวนิยาย  นอกจากนั้น ยังเป็นผู้แปลและบรรณาธิการจัดระเบียบเรื่องของระพินทรนาถ ฐากูร  เขียนเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์ของอินเดียและชีวิตของท่านมหาตมะ คานธี ไว้ไม่น้อย จำนวนผู้อ่านหนังสือของเขาในต่างประเทศมีมากกว่าผู้อ่านในประเทศ    นวนิยายบางเรื่องของเขาได้รับการแปลออกเป็นภาษาต่างๆ ในทวีปยุโรป  ถึง 23 ภาษา และภาษาอื่นๆ อีกมากกว่า 10 ภาษา ซึ่งรวมทั้งภาษาไทยด้วย

ภวานี ภัฎฎาจารย์  เป็นนักเขียนผู้มีความรู้และจิตใจสูงส่ง  เขาเขียนเรื่องด้วยความจริงใจ อุทิศตนให้แก่ประเทศชาติ และงานด้านศิลปะวรรณกรรมอย่างแท้จริง   เขามีทฤษฎีเฉพาะของเขาเองและได้นำมาใช้ในการสร้างสรรค์งาน   ซึ่งเป็นผลให้ภวานี ภัฏฏาจารย์ ผลิตงานดีเด่นขึ้นมามากมาย  และเป็นผู้สร้างความเกี่ยวโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน    ระหว่างความเป็นจริงที่เห็นอยู่กับความหวังในอนาคตเช่นเดียวกับระพินทรนาถ ฐากูร และมหาตมะ คานธี

ผลงานนวนิยาย เรื่องร้อยหิว หรือ So Many Hungers ซึ่งเป็นนวนิยายเรื่องแรกของเขา ได้รับการจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1947 สองเดือนภายหลังจากที่อินเดียได้รับเอกราช  เหตุการณ์ในนวนิยายเรื่องนี้จึงเกี่ยวพันกับการต่อสู้เพื่ออิสรภาพครั้งนี้อย่างแยกไม่ออก และมีอยู่หลายแห่งในนวนิยายเรื่องนี้กับในเรื่องอื่นๆ ของเขาที่ภวานี ภัฏฏาจารย์ ใช้คำว่า หิว แสดงความหมายหลายอย่าง เช่น หมายถึงความอดยากหิวโหยของประชาชน   และความกระหายที่จะได้รับเอกราช

ความหิวทั้งสองประการนี้ถือเป็นแก่นเรื่องของร้อยหิว โดยเฉพาะ   โดยกล่าวถึงทุพิกขภัยในเบงกอลเมื่อ ค.ศ. 1943 และการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียเมื่อ ค.ศ. 1942 เป็นแนวเดินเรื่อง

จากนวนิยายเรื่องนี้ภวานี ภัฏฏาจารย์ ได้แสดงภาพชีวิตตัวละครสำคัญออกเป็นสองแนว คือ เรื่องราวของราหุล นักวิทยาศาสตร์หนุ่มกับครอบครัวของเขา และเรื่องราวของกัชลี เด็กสาวชาวนากับครอบครัวของหล่อน   เรื่องราวของราหุลชี้ให้เห็นการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย

ส่วนเรื่องราวอันน่าเศร้าของกัชลีเป็นเสมือนบันทึกที่น่าสลดของเหตุการณ์   ซึ่งเกิดขึ้นแก่หญิงชายจำนวนมากกว่าสองล้านคนที่ตกเป็นเหยื่อความอดอยากยากแค้น   และความอดอยากยากแค้นนั้นก็มิได้เกิดจากการกระทำของพระเจ้าหรือฟ้าดินที่ไหน     หากแต่เกิดจากความโลภและความเห็นแก่ตัวของนายทุนนักฉวยกำไร  และความไม่สนใจใยดีของรัฐบาลอังกฤษที่เข้ามาครอบครองอยู่เวลานั้น

นวนิยายได้จบลงด้วยภาพการจับกุมผู้คนที่พยายามจะกอบกู้เอกราชให้แก่อินเดีย  ราหุลคือตัวแทนของนักต่อสู้เพื่อเอกราชของชนชั้นหนึ่ง   ได้แก่บรรดาปัญญาชนชั้นกลางทั้งหลาย

นวนิยายเรื่องนี้ชี้ให้เห็นความจริงที่ว่าการต่อสู้เพื่อชาติจะต้องมีความร่วมมือกันระหว่างประชาชนทุกฝ่าย – ทั้งชายและหญิง  ทั้งหนุ่มสาวและผู้อาวุโส    ทั้งปัญญาชนและผู้ใช้แรงงาน   ทั้งคนเมืองและคนชนบท

ความหิวอีกอย่างหนึ่งที่ภวานี ภัฏฏาจารย์ ได้แสดงไว้ในนวนิยายเรื่องนี้ก็คือความหิวกระหายที่จะได้เอกราชและอิสรภาพ       นอกจากนั้นยังมีความหิวประการอื่นอีก    เช่นความอดอยากหิวโหย  กัชลีเด็กสาวชาวนาจากหมู่บ้านพารุณี   คือตัวแทนของชาวชนบทในแคว้นเบงกอลผู้ต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายในสมัยที่กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ามาทางตะวันออก  และเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงขึ้นจากความเห็นแก่ตัวของนายทุนผู้เอาแต่ได้

จากการต่อสู้เพื่อเอกราชของประเทศ  และการต่อสู้ของประชาชนจำนวนมากเพื่อการมีชีวิตอยู่รอด   ผู้เขียนได้แสดงลักษณะอันเรียบง่ายของชาวชนบทออกมา  และชี้ให้เห็นว่าผู้คนเหล่านั้นยังมีเอกราชอันสูงส่งอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือเอกราชแห่งจิตใจ  ถึงแม้พวกเขาจะได้รับทุกข์เข็ญอย่างหนัก จนต้องกลายเป็นคนอนาถาอยู่ในเมืองใหญ่ก็ตาม   แต่ผู้คนเหล่านั้นก็มิได้สูญเสียความดีงามในจิตใจไปเลย  ฉะนั้น ร้อยหิว จึงมิได้มุ่งแสดงถึงความหิวอย่างเดียวเท่านั้น   แต่ยังชี้ให้เห็นถึงภาพความดีงามและความสูงส่งของชาวชนบท   ชีวิตที่เรียบง่ายและทัศนคติที่ผู้คนเหล่านั้นมีต่อชีวิตอีกด้วย

นอกจากความหิวสองประการดังกล่าวมา ยังมีความหิวประการอื่นๆ อีก เช่นความหิวเงิน และหิวกามารมณ์ ซึ่งภวานี ภัฏฏาจารย์ เคยเขียนไว้ชัดเจนในนวนิยายเรื่อง คนขี่เสือ (He Who Rides a Tiger) ของเขา

ภวานี ภัฏฏาจารย์ ได้บรรยายถึงสภาพของคนชนบทที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจนสิ้นเนื้อประดาตัว   ต้องซัดเซพเนจรเข้ามาอาศัยอยู่ในเมือง    บรรยายความยากแค้นทุกข์เข็ญ   ความต่ำต้อยน้อยหน้าของผู้คนเหล่านั้นได้ดีเป็นพิเศษ   เขาไม่ได้บรรยายถึงเรื่องราวเหล่านี้ในฐานะนักสังเกตการณ์ที่ยืนมองดูเหตุการณ์อย่างเย็นชา  แต่ได้แทรกความรู้สึกขัดเคือง  ความเห็นอกเห็นใจ และไม่ลังเลที่จะกล่าวตำหนิผู้เป็นต้นเหตุให้เกิดโศกนาฐกรรมเหล่านั้นขึ้น

ภวานี ภัฏฏาจารย์ ได้กล่าวโทษทั้งรัฐบาลอังกฤษซึ่งปล่อยปละละเลยไม่สนใจใยดีความเดือดร้อนของประชาชน    และชาวอินเดียผู้ไร้คุณธรรมที่คอยจ้องตะครุบเอาเหตุการณ์มาเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างรุนแรง

เขาเปรียบผู้คนเช่นนั้นว่าเป็นเสมือน “ฝูงแร้งและหมาไน” ที่รอจะกินเนื้อคนที่ตาย  และบางครั้งก็ไม่ทันรอให้ตายเสียก่อนด้วยซ้ำ   ความโกรธแค้นผู้กดขี่และเห็นแก่ตัว  ความจริงใจ และความเห็นอกเห็นใจคนยากคนจนของเขาปรากฏอยู่ทั่วไปตลอดทั้งเรื่อง   และปรากฏออกมาด้วยการใช้ศิลปะอันงดงามยิ่ง

นักวิจารณ์บางคนเช่น Paul Verghese ได้เคยวิจารณ์ไว้ว่าภาพความอดอยากของภวานี ภัฏฏาจารย์ ดังกล่าว เป็นเรื่องที่เกินความจริง (ดู “Problems of the Indian Novelists in English” , by Paul Verghese, The Banasthali Patrika , No. 12)  ซึ่งคำวิจารณ์นี้นับว่าไม่ถูกต้อง   เพราะสถานการณ์ส่วนใหญ่ที่ภวานีบรรยายไว้ในเรื่องร้อยหิวของเขานั้น ก็คือชีวิตจริงๆ ของผู้คนในอินเดีย  แม้ในเวลาปกติหรือแม้ในปัจจุบันนี้ด้วย

เราจะประสบพบเห็นผู้คนซึ่งไร้ที่พึ่ง  ไม่มีเสื้อผ้าและอดอยากเสมอมา   ผู้คนเหล่านี้จำนวนมากอาศัยอยู่ข้างถนนในเมืองใหญ่ๆ และแม้แต่ในเมืองหลวงของอินเดียเอง ภาพขอทานและเด็กกลางถนนที่เที่ยวคุ้ยเขี่ยหาเศษอาหารตามกองขยะเป็นภาพที่หาดูได้ไม่ยาก  ดังนั้น นวนิยายเรื่องนี้จึงไม่มีเหตุการณ์ตอนไหนที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นไปไม่ได้อยู่เลย

ภวานี ภัฏฏาจารย์ เองก็ยืนยันว่าเขาได้เขียนขึ้นจากรายงานข้อเท็จจริงต่างๆ ดังปรากฎในจดหมายส่วนตัวที่เขาเขียนถึงนาย เค.อาร์. จันทราเศฆารันว่าเหตุการณ์ตอนที่หมาในพยายามจะกินคนเป็นๆ นั้น   เขาได้มาจากรายงานข่าวและเรื่องเด็กทารกดูดนมแม่ที่นอนตายอยู่ตามชานชาลาสถานีรถไฟนั้น   ก็เป็นเหตุการณ์ที่เขาเคยพบเห็นด้วยตาเองทีเดียว

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com