INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วิเคราะห์เกี่ยวกับเลือกตั้ง 2560

558000011757201

โครงสร้างพรรคการเมือง 2560
เหตุของการจัดโครงสร้างพรรคการเมือง 2560
 แท้จริงแล้ว พรรคการเมืองไทยยังไม่เคยมีการจัดระบบโครงสร้างองค์กรของพรรคให้เป็นพรรคของกลุ่มชน(ในเอกสารฉบับนี้ขอใช้คำว่า “กลุ่มชน” เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับชื่อของพรรคการเมืองที่เคยใช้ในการเลือกตั้ง)เนื่องมาจากความหวั่นไหวต่อสถานการณ์เลือกตั้ง ที่มีการแลกเปลี่ยนด้วยผลประโยชน์มหาศาล  และ ผจญกับกฎเกณฑ์ หรือการใช้กฏเกณฑ์ที่ไร้มาตรฐาน  ประกอบกับระบอบการบริหารประเทศที่ยังขาดความเสมอภาคของประชาชนเป็นกลไกหลัก    โครงสร้างเพียงเพื่อการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ  หรือกฏระเบียบ จากคณะกรรมการ การเลือกตั้ง(กกต.)  ที่ประกาศใช้จึงไม่ได้เป็นการสร้างหรือสนับสนุนให้เกิดพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของกลุ่มชนได้แต่อย่างใด    ปัจจุบันเป็นการดำเนินการภายใต้รัฐบาลที่ยึดอำนาจมาโดยเบ็จเสร็จ จึงไม่สามารถที่จะเข้าใจ (ด้วยเหตุจำเป็นในการดำรงค์สถานะของผู้ถืออำนาจให้พ้นผิด)  และสื่อสาร  สนับสนุนให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของกลุ่มชนได้
สาเหตุที่เกิดการปะปนเรื่องพรรคการเมืองเพื่อการเลือกตั้ง   และพรรคการเมืองของกลุ่มชนไว้ด้วยกันนั้น อาจจะเกิดจากความไม่รู้ว่าสองอย่างนี้เป็นคนละเรื่องอย่างหนึ่งและอีกอย่างหนึ่งอาจจะเกิดจากความหวั่นไหวจากกระแส  มีความสับสนในทางความคิดจิตใจ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของคนไทย ที่ชอบคิดเอาเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตน มาปะปนกับเรื่องของงานหรือสังคมส่วนรวม อยู่ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ทราบว่าเรื่องของพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์และผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม  แต่เรื่องพรรคของกลุ่มชนนั้นเป็นเรื่องของการบริหารเมืองเพื่อประชาชน ที่ประชาชนสร้างกฎเกณฑ์ตามต้องการ  โครงสร้างการจัดทำพรรคการเมืองของไทยจึงตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
 ดังนั้น การเริ่มต้นที่ถูกต้องจึงต้องเริ่มจากประชาชนก่อนพรรคการเมือง  ไม่ใช่ตั้งพรรคการเมืองก่อนแล้วจึงมาหาเสียงสนับสนุน   โดยหลักการแล้ว โครงสร้างสังคมรูปแบบหนึ่งอาจจะจัดรูปแบบพรรคการเมืองได้หลายทางเลือกทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในสังคม  และจังหวะก้าวของการพัฒนาสังคม  ซึ่งในกรณีของปี 2560พรรคของกลุ่มชนมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการด้วยการมีคณะตัวแทนของประชาชน  ศึกษาความต้องการของสังคม ทั้งในด้านนโยบาย  การบริหาร จัดการประเทศ  และลักษณะบุคคลที่ต้องการ  เพื่อเป็นเกณฑ์ผสมผสานกับการดำเนินการในรูปแบบพรรคการเมือง 
ผลของการขาดความเข้าใจในโครงสร้างพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของประชาชนการดำเนินการที่จะเป็นพรรคของกลุ่มชนเสมือนกับการเริ่มต้นใหม่ทางการเมือง และการเลือกตั้งของสังคมไทย   โดยจะต้องมีการเริ่มต้นใหม่ของการใช้ฐานคติ (Assumption) ในการมองภาพของสังคม และพรรคการเมือง    ว่า มองเห็นภาพการเมืองอย่างไรที่เป็นประชาธิไตยเพื่อใครเป็นหลัก  หากเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยการรวมตัวและความต้องการของประชาชนไม่มีเป้าหมายเพื่อประชาชน  การดำเนินการที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งในครั้งนี้ก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติแต่อย่างใด
1.    ฐานคติการมองภาพพรรคของกลุ่มชน
พรรคของกลุ่มชนเกิดจากกลุ่มรวมพลัง และเหตุที่ทำให้เกิดการรวมพลังถึงขั้นแปรเป็นพรรคนั้น ด้านหลักเกิดจากการเชื่อถือศรัทธาในวิถีของกลุ่มประชาชน  ไม่ใช่บุคคลที่เป็นหัวหน้าพรรค หรือความเก่าแก่ของพรรคการเมือง  แม้กระทั่งความต้องการอำนาจรัฐ
เมื่อสังคมที่ยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะต่อสู้อำนาจกดขี่  ขูดรีดของผู้ปกครอง  ความไม่พอใจและกดดันก็จะกลายเป็นการฟูมฟักตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้   ระยะเวลาอันใกล้(2560)รอเพียงการก่อกำเนิดกลุ่มชนและองค์การประชาชนที่มีทุกชนชั้น  และชั้นชน  ร่วมกันสร้างขึ้นเป็นโครงสร้างองค์การของสังคมไทย  เป็นองค์การที่ถืออำนาจเหนือพรรคการเมือง      เป็นความหวังใหม่ที่มาจากความต้องการ และการก่อร่างสร้างโดยประชาชน    หากพรรคการเมืองใดมีวิถีหรือนโยบายสอดคล้องกับองค์การทางสังคมดังกล่าวก็อาจได้รับการสนับสนุน
หากพิจารณาถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของการก่อเกิดองค์การประชาชนในอดีตที่ผ่านมา ด้านจุดแข็งที่สำคัญที่สุด เป็นองค์การที่ยึดมั่นในเป้าหมายการพัฒนาและสร้างความเจริญเพื่อประชาชนตรงตามความต้องการของประชาชนมากที่สุด     อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์การที่จะเป็นเสาหลักในการสนับสนุนการเมืองและการพัฒนาการเมืองไทยให้เกิดอำนาจอธิปไตยของปวงชนดังนั้น การก่อกำเนิดองค์การประชาชนจึงจำเป็น ที่ทุกฝ่ายต้องตระหนัก-คำนึง ไว้โดยตลอด ส่วนด้านจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดคือ  สังคมปัจจุบันส่วนใหญ่อิงอยู่กับกระแส และตัวกระแสก็อิงอยู่กับสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนตามผู้ปกครองหรือชนชั้นนำมากกว่า การเปลี่ยนแปลงตามความต้องการที่เป็นเป้าหมายของประชาชน   ดังนั้น ความเข้มข้น  อ่อนไหวและเปราะบางในด้านก่อเกิดองค์การประชาชนจึงมีความเสี่ยงต่อเนื่องให้เกิดผลกระทบขัดแย้งรุนแรง  จากการกดดันของผู้ปกครอง และชนชั้นนำ
เนื่องจากกระแสเป็นเรื่องของความไม่มั่นคง  แต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีตัวแปรของผลประโยชน์จึงทำให้อุดมการณ์ของประชาชนบางส่วนปรับเปลี่ยนตามกระแสถึงระดับที่เป็นอุปสรรคหรือปัญหา ในการเกิดพรรคของกลุ่มชน  หรือองค์การของประชาชนที่อยู่เหนือพรรคการเมือง  ขณะเดียวกันการเกิดและการปลุกปั่นกระแสก็ขึ้นอยู่กับชนชั้นปกครองหรือชนชั้นนำเป็นหลัก ซึ่งการก่อเกิดรูปแบบที่ได้รับความเชื่อถือ  เชื่อมั่นองค์การรวมของชนชั้น และชั้นชนนั้น   จำเป็นที่ต้องรอความสุกงอมของสภาวะวิสัยที่มีกระแสเป็นองค์ประกอบหลักในการก่อกำเนิดจึงเป็นเรื่องยากที่จะสลัดตัวกระแสให้หลุดพ้นจากการร่วมสร้างองค์การประชาชน    ทำให้เกิดความยาก-ลำบากในการจัดลำดับสัดส่วน เพื่อการจัดตั้งระดับต่างๆรวมถึงองค์กรการเมืองที่จะรองรับการพัฒนาจากองค์การของประชาชนโดยรวม
ผลเสียของกระแส  และปัญหา-อุปสรรคดังกล่าว หากแก้ไม่ตก  การก่อเกิดองค์การของประชาชนที่จะอยู่เหนือพรรคการเมือง  และพรรคการเมืองของมวลชนที่แท้จริงก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้   การแก้ไขในสถานการณ์ขณะนี้(2560)จึงเป็นการต่อสู้ทางความคิด และการขยายปรากฏการณ์จริงของประชาชนให้เป็นกระแสหลัก   ควรจะกระทำทั้งในกรณีกระแสเฉพาะหน้าระยะสั้น และระยะยาว กล่าวคือ ในระยะสั้นจะต้องแตกขยายการจัดตั้งแนวคิดการกำเนิดองค์การประชาชนเหนือพรรคการเมืองทุกสถานการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เป็นจริงให้มากที่สุด   โดยหาวิธีการมอบอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบแก่บุคลากรหลักของกลุ่มชนชั้น และชั้นชนต่างๆ    อีกด้านหนึ่งก็คือ การสามัคคีชักชวนร่วมสัมพันธ์กับพรรค และนักการเมือง  ที่มีอุดมการณ์เพื่อประชาชน  ร่วมรับผิดชอบ ส่วนการแก้ไขระยะยาวนั้นก็คือ การนำพาและปลูกฝังให้สร้างและรู้จักอิงหลักการ อุดมการณ์รวมทั้งกฎระเบียบมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อการเมือง  การปกครองไทยมาถึงจุดนี้ การแก้ไขปรับปรุงจุดอ่อนทั้งหลายก็ต้องดำเนินไป ส่วนที่จะก้าวต่อไปนั้น จำเป็นที่จะต้องดึงเอาจุดแข็ง    ของประวัติศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ นั่นก็คือ การชูธงให้องค์การประชาชนต้องอยู่เหนือพรรคการเมือง  และพรรคการเมืองต้องเป็นพรรคเพื่อประชาชนมีความชัดเจนในการนำเสนอนโยบาย และแนวทางปฏิบัติ ตลอดจนสนับสนุนองค์การประชาชน    จากนั้นจึงหาแนวทางค้นหาตัวแทนจากการนำเสนอของ ชนชั้น และชั้นชนต่างๆ  ลงสมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ รวมทั้งการประเมินด้านความพร้อมต่างๆ
สรุป  ฐานคติในการมองภาพองค์การประชาชน  และพรรคการเมืองของกลุ่มชน  ก็คือการกำเนิดประชาธิปไตยของปวงชน  เป็นองค์กรโซ่ข้อกลางความขัดแย้ง รุนแรงจากความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในชนชั้น  และพัฒนาโดยพรรคการเมืองที่มีเป้าหมายเพื่อประชาชนตามการกำหนดของประชาชนโดยตรง 
2.    หลักการที่ใช้ดำเนินการ(2560)
อย่างไรก็ตาม การกระจายอำนาจหรือการกระจายการนำที่มาจากชั้นชนต่างๆอย่างหลากหลายนั้น จะกระทำโดยปราศจากอำนาจของส่วนกลาง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเมืองที่มาจากการยึดอำนาจ  ฐานพรรค(พรรคเล็กที่เป็นฐานพรรคใหญ่) และการพัฒนาระบบพรรคยังมีความจำเป็นควบคู่กัน ต้องเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของพรรค รวมถึงการประสานและหนุนช่วยต่าง ๆ ให้เกิดเป็นฐานพรรคหลักอีกส่วนที่ต้องคำนึงถึง และเข้าร่วม สนับสนุนคือกระบวนการทางสังคมที่รวมสร้างอำนาจของประชาชนในทุกชนชั้น และชั้นชน    ดังนั้น หลักการในการพัฒนาองค์การ  การเมืองครั้งนี้ จึงเป็นการเมืองของประชาชนในมิติต่างๆ  และรวมสร้างเป็นพรรคการเมืองด้วยตัวแทนแต่ละมิติ  ซึ่งจะต้องใช้ความเข้าใจในความต้องการของประชาชนเพื่อรวมสถานะของความเป็นชนชั้นและหรือชั้นชน  ส่วนการจัดตั้งพรรคการเมืองจะเกิดขึ้นจากการเรียกร้องของแต่ละกลุ่มชน    ซึ่งจะกระจายตามความต้องการของกลุ่มชนนั้นๆ มีความจำเป็นที่จะต้องจัดเป็นรูปแบบของพรรคการเมืองเข้าสู่การแข่งขันต่อสู้ในทุกรูปแบบโดยมีฐานการก่อตั้งมาจากประชาชน  และมีเป้าหมายเพื่อประชาชน   (ไม่ใช่พรรคการเมืองหรือบุคคลเป็นการเฉพาะ)
ในด้านพื้นที่หรือที่เรียกว่ายุทธศาสตร์พื้นที่ สำหรับกรณีการใช้เป็นสนามแข่งขันต่อสู้ในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองก็คือ เขตเลือกตั้ง ดังนั้น องค์การประชาชนที่สนับสนุนพรรค จะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่า เป็นพรรคที่เล็กหรือใหญ่และเข้มแข็งหรือไม่เข้มแข็ง อยู่ที่องค์การประชาชนที่รวมความต้องการให้เป็นพลังสู่พรรคการเมือง  เพื่ออำนาจรัฐของประชาชน  ไม่ใช่อำนาจของพรรคการเมือง  ที่ผ่านมาคณะยึดอำนาจย่อมมีความกลัวในการสูญเสียอำนาจและเป็นการดำเนินการจาก บนลงล่าง ได้เพียงอย่างเดียว  จึงเป็นจุดอ่อนของการเมืองจากคณะนี้  ในขณะเดียวกันความแตกต่าง หลากหลายของประชาชนที่จะนำมารวมเป็นองค์การหรือพรรคการเมืองก็เป็นจุดอ่อนเช่นกัน   จึงจะต้องแก้ด้วยวิธี“แยกกันเดิน รวมกันตี”  เพื่อความแข็งแกร่งแม้จะแยกกันเดิน ก็ต้องมีการประสานที่มีคุณภาพเป็นสำคัญมีความรู้ เชี่ยวชาญวิชาการ การเลือกตั้งและมีความเข้าใจ  มั่นคงในการเมืองโดยประชาชนเพื่อประชาชนมีใจร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว มีความเข้าใจกลยุทธในการต่อสู้บนสนามเลือกตั้ง  และยึดมั่นในชัยชนะของกลุ่มชนมากกว่า พวกของตนเองเป็นหลัก
หากกลุ่มองค์การประชาชนสามารถจัดทำพรรคการเมืองได้แล้ว  การตอบสนองจากกลุ่มสนับสนุนหลักโดยตรงในทุกเรื่องทุกกรณี ย่อมเป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นจะต้องมีองค์กรที่เป็นหน่วยเหนือที่ทำหน้าที่ประสานงาน  ดูแล  กลั่นกรอง  จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งขึ้น ซึ่งในกรณีของยุคปัจจุบันจะต้องประกอบด้วยสถานการณ์บารมีเดิมของบุคคลเป็นหลัก  และร่วมจัดตั้งด้วยกลุ่มชนทีมที่มีอำนาจ  อิทธิพล ด้านอื่นๆผสมกันไป   
ก.    การบริหารจัดการพรรคการเมือง
งานในการบริหารจัดการพรรคการเมืองนั้นเมื่อเป็นไปตามองค์การประชาชนกำหนด และพร้อมต่อสู้ในสนามของผู้ยึดอำนาจซึ่งถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามฝ่ายหนึ่ง   หากยึดมั่น และตระหนักในแนวนี้ การแข่งขัน ต่อสู้จะไม่สับสน ซับซ้อน  แต่ถ้าหลงประเด็นต่อสู้กับรูปแบบของพรรคการเมืองต่างๆก็จะสับสน  เพื่อความมั่นคงจึงจำเป็นต้องมีศูนย์กลางซึ่งจะเป็นไปในรูปแบบพรรค หรือกลุ่มองค์กรก็ได้  เพื่อให้ศูนย์กลางที่มีขีดความสามารถในการนำพา  หนุนช่วยงานองค์กรกลุ่มชนและพรรคที่ร่วมกันเป็นพันธมิตรรวมกันจัดตั้งขึ้น    ทำหน้าที่เสริมงานการเป็นองค์กรพรรคการเมืองที่เข้มแข็งและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยแบ่งงานออกเป็น  งานกลุ่มชน  งานพรรคการเมือง  และงานวิชาการ
ข.    การจัดตั้งองค์การประชาชนและพรรคการเมือง
จะเห็นว่าภารกิจได้ถูกจำแนกออกเป็น 2 ด้านหลักคือ ด้านงานองค์การประชาชนและกลไกการบริหารสู่การเมือง  กับงานด้านกลไกการจัดการการเมืองการปกครอง  ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาถึงปัจจุบัน องค์การประชาชนปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ  เช่นการก่อเกิดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  หรือพรรคสังคมนิยมฯ  ภายใต้การแตกแยกของชนชั้นปกครอง ที่ละเลยต่อประชาชน  การก่อตัวในแต่ละชั้นชนมาจากจุดเริ่มต้นที่ถูกกระทำจากชนชั้นปกครอง  หรือผู้ถืออำนาจ อิทธิพลที่เหนือกว่า  แรงต้านของประชาชนจึงจำเป็นต้องเกิดจากการรวมกลุ่มชนเป็นภาพพลัง  เพียงป้องกันสิทธิเสรีภาพ ของกลุ่มตนเองเท่านั้น   การเมืองที่ต้องอาศัยความนิยม-คะแนน จากประชาชนจึงได้รับผลกระทบโดยตรงด้วยการเข้าร่วมกระทำการจัดตั้งพรรคเป็นเครื่องมือทางการเมืองขององค์การประชาชน   จะเป็นพรรคที่มีโอกาสบริหารจัดการประเทศเพื่อประชาชน    มากกว่าพรรคการเมืองที่คาด-คิด แสวงหาอำนาจควบคุมประเทศและประชาชน        ดังนั้นองค์การประชาชนควรมีความเข้มแข็งในการรวมเป้าหมายของประชาชนไว้ให้มากที่สุดและกำหนดเป็นนโยบายผ่านการบริหารจัดการด้วยกลไกพรรคการเมือง  และบุคคลากรของชั้นชนต่างๆในฐานะตัวแทนเจ้าของในแต่ละนโยบาย  จึงเป็นงานที่จะต้องมีผู้สื่อสาร  ประสานงานที่เรียกว่าหน่วยเหนือของพรรคการเมือง
1.    ด้านยุทธศาสตร์พื้นที่
ความสำเร็จขององค์การประชาชน อยู่ที่การมีจุดร่วมในเสรีภาพที่ต้องการ  มีการเคลื่อนไหวปฏิบัติการของจุดรวมเสรีภาพในแต่ละชั้นชนเพื่อให้เกิดภราดรภาพหรือขอบเขตในการสร้างกฏเกณฑ์พร้อมที่จะจัดตั้ง  สนับสนุนพรรคการเมืองเพื่อร่วมเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการกฏแห่งความเสมอภาคด้วยอำนาจรัฐ   โดยการสร้างหลักนิติธรรม   ในส่วนของพรรคการเมืองที่ก่อกำเนิดจากการรวมชั้นชนแล้วนั้นพรรคก็จะอิงอยู่ที่การมีฐานของชั้นชน  มากกว่าเขตเลือกตั้งซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกได้ว่าเป็นฐานพรรค  ส่วนฐานบุคคลจะต้องมาจากความศรัทธาของชั้นชน และพรรคกำหนดให้เป็นผู้แข่งขันต่อสู้ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ  ซึ่งจะต้องมีฐานบุคคลประกอบตามที่องค์กรหน่วยเหนือกำหนด
เมื่อองค์การประชาชนก่อตั้งหน่วยเหนือเสร็จสิ้นแล้ว  การที่จะมีฐานพรรคที่กว้างขวางและแข็งแรงได้นั้น ก็อยู่ที่การมียุทธศาสตร์ทั้งในกรณีการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย  อันได้แก่เขตเลือกตั้ง  กลุ่มชนชั้นและชั้นชนเป้าหมายส่วนหนึ่ง   อีกส่วนหนึ่งคือการกำหนดกระบวนการค้นหาตัวแทนเป้าหมาย   อันได้แก่นักการเมืองของพรรคในระดับต่าง ๆหน่วยเหนือจึงเปรียบเสมือนกรรมการบริหารพรรคต่างๆ  ที่ถูกกำหนดขึ้นในเป้าหมายที่แตกต่างกัน  ตามเงื่อนไขของวิธี “แยกกันเดิน  รวมกันตี” และข้อจำกัดของ คณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.)  พรรคการเมืองอาจจะถูกย่อส่วนให้เป็นพรรคเล็กลงกว่าที่คณะจัดตั้งพรรคคาดหวัง   พรรคที่จะมี ความกว้างขวางและเข้มแข็งของฐานทั้งสองส่วนที่กล่าวไว้แล้ว  จึงอยู่ที่ปริมาณและคุณภาพจากความต้องการกำหนดนโยบาย   การบริหาร  และจัดการ ให้ตรงตามความต้องการของชนชั้น และชั้นชน ที่จัดตั้งพรรค  ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างอธิปไตยให้เป็นของกลุ่มชนอย่างมุ่งมั่น ไม่ให้กฏเกณฑ์ของคณะกรรมการ  การเลือกตั้ง (กกต.) เป็นอุปสรรคในแนวอุดมการณ์

ดังนั้น องค์การประชาชนจึงจะต้องมองงานด้านยุทธศาสตร์ 4 ระดับองค์กรจัดตั้งคือ 
1.การรวมตัวแทนชั้นชน-ชนชั้นเป็นองค์การประชาชน
 2.หน่วยเหนือทำหน้าที่เป็นองค์การหลัก 
3.จัดระดับความสัมพันธ์ของกลุ่มต่างๆ 
4.สนับสนุนการจัดตั้ง และดำเนินการพรรคการเมืองในเป้าหมาย   
1.1    หน่วยเหนือ
หน่วยเหนือมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย และแผนงานโดยรวมสัมพันธ์กลุ่มต่างๆให้เป็นพลังประชาชน   จำแนกการจัดตั้งพรรคการเมืองให้เหมาะสมกับกลุ่มประชาชนเพื่อเข้าสู่กระบวนการกำหนดอำนาจรัฐในยุคปัจจุบัน   ร่วมสรรหานักการเมืองระดับต่าง ๆกับกลุ่มชน  กำหนดและอนุมัติหลักสูตรการอบรมต่างๆติดตามการปฏิบัติงาน  และประเมินผล
1.2 การประสานงาน
ในการประสานงานของหน่วยเหนือ    จะต้องประสาน แนวคิด  ความต้องการความหวังขององค์การประชาชน  ผนวกกับประชาธิปไตยในอนาคต  ซึ่งผู้นำหรือคณะรับผิดชอบจะต้องมีระดับบารมี  และมีภาพลักษณ์ของประชาธิปไตยที่ชัดเจน  มีหน้าที่ความรับผิดชอบเสมือนการเป็นเลขานุการให้กับองค์การประชาชน   ดำเนินการถ่ายทอดนโยบาย คำสั่ง และกฎระเบียบต่าง ๆ ไปสู่พรรคที่จัดตั้งขึ้น  กำกับติดตามการบริหารงานของพรรค และกลุ่มชนระดับจัดตั้งพรรค   ให้เป็นไปตามนโยบาย คำสั่ง และกฎระเบียบขององค์การประชาชน   รวมทั้งร่วมกำหนดนโยบาย คำสั่ง และกฎระเบียบของพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้น

1.3 การเมือง
การเมืองภายใต้การจัดตั้งของกลุ่มชนกลุ่มต่างๆ  ที่มีองค์การประชาชนโดยรวมเป็นผู้กำหนดนโยบาย และกฎเกณฑ์นั้น โดยทั่วไปไม่เคยเกิดขึ้นได้  แต่ในสถานการณ์ กดขี่ ขูดรีด หยามสิทธิ์ ของความเป็นมนุษย์ ถึงขั้นลืมความเจ็บปวดและ ขลาดกลัว  เป็นพลังกระตุ้น ผลักดันให้สถานการณ์ปัจจุบันสอดคล้องกับการก่อเกิดองค์การประชาชน  และจัดตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มชน   พรรคการเมืองจึงต้อง มีหน้าที่ในการร่วมคัดสรรนักการเมืองระดับต่าง ๆ กับกลุ่มชนที่เสนอบุคคลมาให้คัดสรร    ร่วมพัฒนาบุคลากรการเมืองตามนโยบายและแนวทางของหน่วยเหนือ   ดำเนินงานด้านระบบที่เป็นข้อบังคับของรัฐปัจจุบันให้เป็นไปในเป้าหมาย องค์การประชาชน
2. พรรคการเมือง
ถ้าหากพรรคการเมืองเกิดจาก กลุ่มเรียกร้องต่างๆของกลุ่มชนและมีความเหมาะสมกว่าในกรณีจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองหลักมีวิถีสังคม  การปกครองใกล้เคียงกัน  และมีความแตกต่าง  ห่างไกลในการรวมกับพรรคอื่นๆซึ่งพรรคที่ประชาชนกำหนดโดยรวมนั้นจะรับนโยบายหลักโดยตรงจากองค์การประชาชนในนามหน่วยเหนือเพียงอย่างเดียว เพื่อดำเนินการในรูปแบบพรรคการเมือง   ในขณะที่พรรคอื่นๆนอกจากรับนโยบายจากหน่วยเหนือในบางประเด็นแบบปิดลับแล้วยังสามารถรับนโยบายจากกลุ่มชน ที่จัดตั้งพรรคเป็นการเฉพาะได้อีกด้วย แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับนโยบายจากหน่วยเหนือ     การดำเนินการภายในของพรรค และการประสานงาน  ตลอดจน การบริหาร และพัฒนาการพรรค ให้เป็นการกำหนดโดยทีมงานวิชาการ-การเมืองของหน่วยเหนือ  สู่การปฏิบัติของพรรคแนวร่วมต่างๆ    
2.1 การจัดการภายในพรรคการเมือง   
การจัดการภายในพรรคการเมือง นอกจากจะต้องตั้งคณะประสานงานกับผู้ประสานของหน่วยเหนือแล้ว   จะต้องมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการบริหารงานพรรคการเมือง    การบริหารงานการเงิน การบริหารงานวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนการบริหารการประสานงานของพรรคและองค์การประชาชน
โดยแบ่งงานออกเป็น 4 ฝ่าย คือ
1. ฝ่ายธุรการ ดูแลงานด้านการบริหารทั่วไป งานด้านเอกสาร และงานด้านการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ
2. ฝ่ายบุคคล ดูแลงานด้านการสรรหาบุคลากร งานด้านเงินเดือนและค่าตอบแทน งานด้านการโยกย้ายแต่งตั้ง ตลอดจนงานด้านระเบียบวินัยของพรรค
3. ฝ่ายบัญชีและการเงิน ดูแลงานด้านบัญชี งานด้านการเงิน รวมทั้งงานด้านงบประมาณ
4. ฝ่ายยานพาหนะและวัสดุอุปกรณ์  ดูแลงานด้านยานพาหนะของพรรคงานด้านวัสดุอุปกรณ์สำนักงานของพรรค และงานด้านวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้เป็นสื่อรณรงค์ของพรรค รวมทั้งงานด้านจัดทำบัญชีวัสดุและการเบิกจ่ายวัสดุอุปกรณ์ทั้งปวง
    2.2 งานข่าวสารและการประชาสัมพันธ์
งานข่าวสารและการประชาสัมพันธ์ จะต้องรู้ในกระบวนการข่าว  การวิเคราะห์ข่าว การแถลงข่าว ตลอดจนงานด้านวารสารและเอกสารเผยแพร่ต่าง ๆ ทั้งในกรณีสถานการณ์ต่างๆ    โดยแบ่งงานออกเป็น 4 ฝ่ายคือ      
1)  ฝ่ายติดตามข่าวสารข้อมูล ทั้งในกรณีที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ และกรณีงานเคลื่อนไหวด้านลึก รวมทั้งงานด้านการดำเนินการสรุปข่าวและการนำเสนอข่าวเพื่อการวิเคราะห์
2) ฝ่ายวิเคราะห์และรายงาน จะต้องสรรหาทีมงานวิเคราะห์ข่าว จัดระบบและดำเนินการวิเคราะห์ข่าว ตลอดจนเขียนรายงายสรุปผลการวิเคราะห์
3) ฝ่ายนโยบายและแถลงการณ์ ติดตามผลการสรุปวิเคราะห์ ประเมินนโยบายในการแถลงและเผยแพร่
4) ฝ่ายวารสารและเอกสารเผยแพร่ จะต้องติดตามข่าวสารข้อมูลทั้งในและนอกพรรคหรือกลุ่มชน     ผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์ในรูปแบบต่าง ๆ จัดพิมพ์วารสารและเอกสารเผยแพร่ ตลอดจนการแจกจ่ายแพร่กระจายเอกสารต่าง ๆ ให้ถึงมือผู้รับ
   
2.3 พัฒนาและรับนโยบายจากกลุ่มองค์กรกลุ่มชน
งานพัฒนาและการรับนโยบายจากองค์กรกลุ่มชน  ต้องประสานงานโครงการกับกลุ่มชนและชุมชน พัฒนาโครงการของกลุ่มชนและชุมชน  ในลักษณะที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายของหน่วยเหนือ   โดยแบ่งฝ่ายและกลุ่มงานออกเป็น 4 ส่วนดังนี้
 1) ประสานโครงการจะต้องประสานจากเรื่องราวร้องทุกข์ กำกับติดตามผลเกี่ยวกับเรื่องราวร้องทุกข์ และชี้แจงแถลงผลเกี่ยวกับเรื่องราวร้องทุกข์ที่ผ่านมายังคณะบริหารพรรค
2) พัฒนาโครงการด้านสัมผัสกลุ่มชนคิดค้นและดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลงรับรู้นโยบายหรือข้อเรียกร้องของกลุ่มชน
3) พัฒนาโครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มชนคิดค้นและดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ของกลุ่มชน  
4) พัฒนาโครงการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มเป้าหมายเฉพาะคิดค้นและดำเนินงานโครงการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มชนต่าง ๆ
2.4 พัฒนาบุคลากรการเมือง
การพัฒนาบุคลากรการเมือง เป็นการให้ความรู้และการบ่มเพาะบุคลากรการเมือง ทั้งในกรณีที่เป็นกลุ่มชนผู้สนับสนุนพรรคและกรณีสมาชิกพรรค ในลักษณะของหลักสูตรที่กำหนดจากหน่วยเหนือ   แต่สำหรับหลักสูตรพิเศษอื่น ๆ ที่อาจมีขึ้นตามความเหมาะสมของอัตลักษณ์หรือสถานการณ์ และเป็นความต้องการของกลุ่มชน  พรรคจะต้องตั้งคณะกรรมการร่วมกับกลุ่มชนยกร่างหลักสูตรผ่านการอนุมัติ  ตรวจสอบ  ประเมินจากหน่วยเหนือทุกหลักสูตร   การพัฒนาบุคลากรการเมืองจึงต้องดำเนินการ4 หลักสูตร  คือ
1) หลักสูตรการเมืองกลุ่มชน       
2) หลักสูตรพรรคการเมือง 
3) หลักสูตรผู้รณรงค์เลือกตั้ง  
4) หลักสูตรพิเศษอื่น ๆ
2.5 ข้อมูลการเมืองและการเลือกตั้ง
ข้อมูลการเมืองและการเลือกตั้ง มีลักษณะของการดำเนินงานเป็นงานทะเบียนกลุ่มชนและพรรคการเมือง  จะต้องจัดทำสถิติและข้อมูลเคลื่อนไหวของกลุ่มชนที่ร่วมจัดตั้งพรรคตลอดจนเบื้องหลังที่มาของแต่ละกลุ่ม   สำหรับการเลือกตั้งก็ต้องเตรียมงานด้านข้อมูลพฤติกรรมการใช้สิทธิ    ออกเสียงเลือกตั้ง ตลอดจนงานด้านการสำรวจติดตามข้อมูลสถานการณ์ และข้อมูลบุคคล    4 ประเภทคือ
1) ข้อมูลกลุ่มชน
2) ข้อมูลพรรค    
3) ข้อมูลเลือกตั้ง
4) การสำรวจประชามติ
2.6 ฐานพรรค
สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอยู่ภายใต้ฐานการยึดอำนาจรัฐ   ซึ่งจะก้าวเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย  การสนับสนุนจัดตั้ง และบริหารพรรคการเมืองเพื่อประชาชนในระบบเลือกตั้งจึงต้องเตรียมฐานการแข่งขัน ต่อสู้ที่กว้างและเข้มแข็ง รอบรู้ยุทธศาสตร์พื้นที่   กลุ่มชน  และเป้าหมายของบุคคลที่จะมาเป็นนักการเมืองของพรรค และกลุ่มพลังในการขยายจัดตั้งระดับต่าง ๆ ดังนั้น การพัฒนาฐานพรรคจึงต้องดำเนินการ4 ประการคือ
1) ประสานหน่วยเหนือกำหนดแผนยุทธศาสตร์   
2) ร่วมตั้งคณะกรมการรับข้อเสนอ และคัดสรรบุคลากรการเมืองของพรรค
3) จัดระบบองค์กรและการบริหารจากองค์การประชาชนและหรือกลุ่มชนต่างๆ
4) กำกับติดตามและประเมินงานในระดับพรรค
2.7 สรุป

0d749e1523

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  โครงสร้างพรรคการเมืองจะสามารถดำเนินการตามที่ประชาชนกำหนดในสถานการณ์ ที่ถูกควบคุมโดยการยึดอำนาจของ  คสช. ต้องมีพรรคการเมืองหลักที่เกิดจาก องค์การประชาชน มีคณะกรรมการจากการเสนอ และเลือกสรรโดยคณะองค์การประชาชน   ซึ่งมีทั้ง ชนชั้น และชั้นชน แตกต่างกัน    และจากความหลากลายขององค์การประชาชน อาจจะมีเป้าหมายเฉพาะ แต่มีเจตนารมณ์ในความต้องการประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน   ในลักษณะเช่นนี้หากมีความพร้อมด้านองค์กรสนับสนุนจากกลุ่มชน          พร้อมกับองค์การของประชาชนและหน่วยเหนือ    เห็นว่ามีความจำเป็นตามการประเมิน วิเคราะห์  ยุทธศาสตร์ของหน่วยเหนือเพื่อจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองก็สามารถตั้งเป็นพรรคแนวร่วมได้
     
การวิเคราะห์พรรคการเมือง 2560

18ba81f109

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *