INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความเจริญและความเสื่อมถอยของเศรษฐกิจจีน:จากอดีดถึงปัจจุบัน(2)

การจับภาพเว็บ 24 8 2022 92142 www.matichon.co .th

ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(2)

โดย รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

ราชวงศ์ฉิน(秦) และฮั่น(汉)
ในปีที่221 ก่อนคริสตกาล ฉินซีฮ่องเต้(秦始皇)สามารถรบชนะและโค่นล้มรัฐอื่นๆอีก 6 รัฐที่ยังเหลืออยู่ในปลายสมัยเลียดก๊ก และทำให้ประเทศจีนมีการปกครองเป็นปึกแผ่น  แต่ราชวงศ์ฉินหลังจากรวมดินแดนของประเทศเข้าด้วยกันแล้ว อยู่ได้เพียง 15 ปี ก็ต้องถูกโค่นล้มลง
ฉินซีฮ่องเต้เป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถ เขามีขุนนางที่มีความรู้ และมีนายทหารที่เก่งกาจ  เขาใช้เวลาเพียง 9 ปี ก็สามารถเอาชนะรัฐต่างๆ และรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่นได้หลังจากที่มีแผ่นดินจีนต้องมีความแตกแยกมาเป็นเวลานานกว่า 500 ปี
ในสมัยราชวงศ์ฉิน เศรษฐกิจจีนก็มีความก้าวหน้าในบางด้าน รัฐบาลกลางมีการกำหนดมาตรฐานชั่งตวงวัด และมาตรฐานของตัวอักษรจีน มีการขยายอาณาเขตของประเทศ สร้างถนนที่มีขนาดมาตรฐานทั่วประเทศ  ระบบการปกครองของประเทศก็มีการเปลี่ยนแปลง แทนที่จะมีการแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็นหลายรัฐให้แก่ญาติพี่น้องและขุนนางผู้มีความดีความชอบเหมือนอย่างสมัยก่อน ก็เปลี่ยนมาเป็นการรวมอำนาจอยู่กับส่วนกลาง แบ่งพื้นที่ของประเทศออกเป็นมณฑลและอำเภอ โดยกษัตริย์หรือรัฐบาลกลางแต่งตั้งขุนนางข้าราชการไปปกครองในแต่ละพื้นที่  การดำเนินนโยบายต่างๆ ก็ต้องเป็นไปตามความปรารถนาของกษัตริย์  ข้าราชการทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่นจะถูกแต่งตั้งโดยกษัตริย์ และตำแหน่งทางราชการไม่สามารถที่จะสืบทอดให้ลูกหลานได้  ซึ่งระบบการปกครองที่แบ่งพื้นที่ของประเทศออกเป็นแคว้น จังหวัดและอำเภอนี้ ได้มีการสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลากว่าสองพันปี แม้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบที่มีความแตกต่างกันบ้างในแต่ละสมัย   การกำหนดมาตรฐานการเขียนหนังสือ มาตราชั่งตวงวัดและสิ่งอื่นๆซึ่งก่อนหน้านี้มีลักษณะที่แตกต่างกัน มีส่วนอำนวยความสะดวกต่อการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนมาก
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฉินซีฮ่องเต้ก็มีการปกครองประเทศในลักษณะที่มีความเป็นเผด็จการมากกว่าในรัชสมัยอื่นๆก่อนหน้านั้น  มีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน  กำหนดกฎหมายและกฎระเบียบที่เคร่งครัดและมีบทลงโทษที่รุนแรง  มีการเก็บภาษีอากรในอัตราตราสูง ซึ่งสร้างภาระให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก   สิ่งที่มีการกล่าวขวัญกันมากในประวัติศาสตร์จีนที่ถือกันว่าเป็นความชั่วร้ายของฉินซีฮ่องเต้ประการหนึ่งก็คือการสั่งเผาหนังสือทุกเล่มที่มีการแสดงความคิดในลักษณะต่างๆที่มีอยู่ในประเทศ  เหลือไว้เพียงหนังสือที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ต่อการทำมาหากินของประชาชนเท่านั้น(แต่ก็มีหนังสือจำนวนมากที่มีคนซ่อนไว้โดยไม่ได้ถูกเผาทิ้ง)  ทั้งยังมีการจับนักวิชาการที่มีความคิดที่เป็นปรปักษ์กับราชวงศ์นับร้อยไปฆ่าตายโดยการฝังทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่
ในขณะเดียวกัน ในราชสำนักก็มีความเป็นอยู่ที่รู้หราฟุ่มเฟือย  ฉินซีฮ่องเต้ได้เกณฑ์คนนับแสนไปก่อสร้างพระราชวังที่ใหญ่โตโอ่โถง สร้างกำแพงเมืองจีนที่มีความยาวนับหมื่นลี้ และสร้างสุสานของตนเองโดยมีการจำลองรูปปั้นกองทัพ ทหารและผู้ชัรับใช้พระมหากษัตริย์ไว้ในสุสาน ซึ่งทำให้มีการสิ้นเปลืองชีวิตและทรัพย์สินอย่างมโหฬาร
ในสมัยราชวงศ์ฉิน จึงมีกลุ่มคนที่รุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลเป็นจำนวนมาก แต่ก็ถูกทหารของรัฐบาลปราบปรามอย่างรุนแรงและโหดร้าย  แต่หลังจากที่ฉินซีฮ่องเต้เสียชีวิตลงเพียงประมาณสามปี ราชวงศ์ฉินก็ถูกโค่นล้มไป  แต่ผู้ก่อการกบฏต้องสู้รบกันเองจนกระทั่งฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะและสามารถก่อตั้งราชวงค์ใหม่ได้
ราชวงศ์ฮั่นเป็นยุคสมัยที่ประเทศจีนมีความเจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงต้นของราชวงศ์  สภาพเศรษฐกิจและการปกครองมีการพัฒนาไปในทางที่ดี แม้มีช่วงเวลาที่มีการแย่งชิงอำนาจกันในหมู่ชนชั้นปกครอง สภาพบ้านเมืองมีความวุ่นวาย และเศรษฐกิจมีการหยุดชะงักไปบ้าง  แต่โดยรวมแล้ว ในราชวงศ์ฮั่นตะวันตกซึ่งปกครองประเทศเป็นเวลานานกว่า 200 ปี เป็นช่วงเวลาที่ประเทศจีนมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรมและบริการมากพอควร ระบบเศรษฐกิจและการเมืองการปกครองก็มีการแก้ไขปรับปรุง อาณาเขตของประเทศจีนก็มีการขยายออกไปมาก
ในช่วงแรกของราชวงศ์ฮั่น มีการจัดระเบียบการปกครองประเทศ ยกเลิกกฏข้อบังคับที่รุนแรงที่ใช้ในสมัยราชวงศ์ฉิน  ช่วงเวลาที่มีการกล่าวขวัญกันมากของราชวงศ์ฮั่น ก็คือในช่วงกว่า 100 ปีแรกของราชวงศ์ โดยเฉพาะในรัชสมัยของฮั่นเหวินตี้(汉文帝)และฮั่นจิ่งตี้(汉景帝) ซึ่งครองราชย์เป็นเวลารวมเกือบ 40 ปี และในช่วงแรกของฮั่นอู่ตี้(汉武帝) ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์เป็นเวลานานถึง 54 ปี
ในสมัยเหวินตี้และจิ่งตี้ มีการนำแนวคิดของลัทธิเต๋า(道教)มาใช้ในการปกครองประเทศ บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย รัฐบาลให้ความเป็นอิสระเสรีแก่ประชาชน มีการลดภาษีอากรลงอย่างขนานใหญ่   และมีการส่งเสริมการผลิต โดยเฉพาะการผลิตในภาคการเกษตร  ราชสำนักมีการใช้จ่ายที่ประหยัดและส่งเสริมให้ประชาชนมีความมัธยัสถ์  ในสมัยนี้ ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี  รัฐบาลก็เก็บภาษีได้มากทั้งที่มีการลดอัตราภาษีลงไปมาก
ในสมัยฮั่นอู่ตี้ ราชวงศ์ฮั่นสามารถเอาชนะรัฐที่เป็นชนกลุ่มน้อยและได้แผ่ขยายอาณาเขตของประเทศออกไปได้มาก และมีการบุกเบิกเส้นทางการติดต่อค้าขายระหว่างประเทศจีนและประเทศต่างๆที่อยู่ทางทิศตะวันตกของจีนที่อยู่ในแถบเอเชียกลางและยุโรปตะวันออก หรือที่เรียกกันว่าเส้นทางสายไหม(丝绸之路)  สินค้าจากประเทศจีน เช่น ผ้าไหมใบชา และเครื่องปั้นดินเผา ก็เริ่มเผยแพร่จากจีนไปสู่ประเทศต่างๆทางตะวันตก  ในขณะเดียวกัน ประชาชนจีนก็สามารถบริโภคสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศได้
ในรัชสมัยฮั่นอู่ตี้ พระมหากษัตริย์และขุนนางที่ปกครองประเทศได้นำเอาความคิดและคำสอนของขงจื๊อมาใช้ในการบริหารประเทศ โดยยกเลิกการศึกษาในแนวความคิดหรือปรัชญาอื่นๆ  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า แนวคิดของขงจื๊อที่เน้นในเรืองการยึดถือกฎระเบียบสังคม มีความจงรักภักดีต่อผู้ปกครองประเทศ เคารพพ่อแม่และผู้สูงอายุ ฯลฯ มีความสอดคล้องกับการปกครองประเทศในระบบกษัตริย์   ความคิดทางปรัชญาของขงจื๊อ จึงได้กลายเป็นความคิดที่ครอบงำการเมืองการปกครองของจีน และมีอิทธิพลต่อสังคมจีนตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมาจนถึปัจจุบัน(ยกเว้นในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารประเทศตามแนวทางคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เหมาเจ๋อตงควบคุมอำนาจการปกครองของประเทศ)
ราชวงศ์ฮั่น เริ่มเสื่อมลงในช่วงตอนปลายในสมัยกษัตริย์ฮั่นอู่ตี้  การทำสงครามสู้รบกับชนกลุ่มน้อย และการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยในราชสำนัก มีผลก่อให้เกิดปัญหาแก่ฐานะ การคลังของประเทศ  ความเหลื่อมล้ำในรายได้ของประชาชนก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น  หลังจากที่ฮั่นอู่ตี้สิ้นพระชนม์ลงเพียงประมาณ 50 ปี  ราชบัลลังก์กษัตริย์ก็ถูกยึดโดยหวางหม่าง(王莽) ซึ่งปกครองประเทศเป็นเวลาประมาณ 20 ปี
หวางหม่างเป็นนักวิชาการที่มีอุดมการณ์  เขาต้องการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้  แต่นโยบายเศรษฐกิจของเขากลับมีผลทำให้เศรษฐกิจจีนมีความเสื่อมทรามลง  ในสมัยที่เขาปกครองประเทศอยู่ มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศไทยลักษณะที่เป็นสังคมนิยม เช่น มีการยึดที่ดินมาเป็นของรัฐแล้วนำมาแจกจ่ายให้ประชาชน ยกเลิกการซื้อขายทาส เปลี่ยนแปลงวิธีการซื้อขายสินค้า  โดยการค้าในสินค้าบางอย่าง เช่น เหล้า เกลือ เหล็กและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ รัฐบาลจะเป็นผู้ผูกขาดการซื้อขาย  การค้าขายและการประกอบอาชีพของประชาชนก็จะต้องถูกควบคุมและมีการเก็บภาษีการในลักษณะต่างๆ  ในขณะเดียวกัน ก็มีการปล่อยกู้ เงินให้ประชาชนโดยไม่คิดดอกเบี้ยหรือคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำ  ในสมัยหวางหม่าง มีการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตราหลายครั้ง และมีการหลอมเงินโลหะจำนวนมาก ซึ่งมีผลทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง
การจับภาพเว็บ 24 8 2022 92442 www.matichon.co .th
นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจและการปกครองของหวางหม่าง ที่หวังจะสร้างความเป็นธรรมในสังคม จึงกลับทำให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อน  ชาวไร่ชาวนาผู้ยากไร้ทีน่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของเขามีความเป็นอยู่ที่เร็วร้ายลง  โยบายการผูกขาดทางการค้า การกู้เงิน การเก็บภาษี และการยึดที่ดินก็ทำให้ผู้มีฐานะการเงินที่ดีเกิดความไม่พอใจ  เมื่อผลร้ายของการเปลี่ยนแปลงนโยบายการปกครองปรากฎชัดขึ้น จึงมีผู้นำจัดตั้งกองกำลังก่อการกบฏ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชาวนาจำนวนมาก จนในที่สุด ราชวงศ์หวางหม่างต้องถูกโค่นล้มลง และอำนาจในการปกครองประเทศกลับมาตกอยู่กับคนของตระกูลหลิว ที่เป็นญาติห่างๆของกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น  แต่เนื่องจากเมืองหลวงเก่ามีความเสื่อมโทรมจากการทำสงครามมาก กษัตริย์ใหม่ที่ขึ้นครองราชย์จึงได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่เมืองลั่วหยางที่อยู่ทางตะวันออกของเมืองฉางอันซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่า และเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
ในช่วงแรกของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก บ้านเมืองมีการพัฒนาและมีความสงบสุขไปได้ระยะหนึ่ง  กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ฮั่นตะวันออกมีการปรับปรุงนโยบายการบริหารเศรษฐกิจของประเทศหลายประการที่มีความคล้ายคลึงกับช่วงต้นของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เช่น การลดภาษีอากร การปราบปรามทุจริตคอรัปชั่น การใช้ขุนนางข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ การส่งเสริมการประหยัด และการพัฒนาภาคการเกษตร
อย่างไรก็ดี สภาพเศรษฐกิจที่ดีดำรงอยู่ได้เป็นเวลาไม่ถึงกี่สิบปี ปัญหาความชั่วร้ายต่างๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้และทรัพย์สินในระหว่างประชาชน การยึดครองที่ดินโดยนายทุนและข้าราชการ การทุจริตคอรัปชั่น ก็เริ่มปรากฏและทวีความรุนแรงมากขึ้น
ประสิทธิภาพของการบริหารประเทศก็ได้ลดลงมาก
ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก กษัตริย์จำนวนมากขึ้นครองราชย์เมื่อยังมีอายุน้อย อำนาจที่แท้จริงในการปกครองประเทศจึงตกอยู่กับบุคคลสองประเภท คือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นญาติของพระมารดาของกษัตริย์ และบรรดาขันทีชึ่งอยู่ใกล้ชิดกับกษัตริย์  ข้าราชการระดับสูงและเหล่าขันที มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกและแย่งชิงอำนาจกัน  และบุคคลสองประเภทนี้ ก็มักมีความขัดแย้งกับขุนนางข้าราชการผู้มีความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์ ข้าราชการที่ดีมักถูกลงโทษ ถูกปลดออกจากตำแหน่ง หรือถูกโยกย้าย
ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก  เศรษฐกิจและสังคมจึงมีความเลวร้ายลงมาตามลำดับ  ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกก่อนสมัยสามก๊ก ประชาชนมีความเดือดร้อนมาก และมีผู้ก่อการกบฏซึ่งนำโดยกลุ่มโจรผ้าเหลืองในพื้นที่ต่างๆของประเทศ
แม้ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกและในสมัยสามก๊ก บ้านเมืองจะไม่มีความสงบเป็นเวลานานปี แต่วิทยาการของจีนก็มีความก้าวหน้าและมีการพัฒนาโดยไม่หยุดยั้ง  กระดาษก็มีการการประดิษฐ์ขึ้นในสมัยนี้และมีการพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นในสมัยต่อมา  ในสมัยนี้ ยังมีการสร้างเครื่องมืออุปกรณ์ในการศึกษาด้านดาราศาสตร์และปกรณ์ที่สามารถทำนายแผ่นดินไหว  วิทยาการทางการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์ก็มีการพัฒนา  มีหนังสือทางด้านการแพทย์แผนจีนซึ่งมีการสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ตำราทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเล่มแรกของจีนก็เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกนี้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของประเทศจีนไม่ได้มีการพัฒนามากขึ้นในสมัยต่อมา  วิธีการในการทำนายแผ่นดินไหวและเทคนิคทางการแพทย์ทางด้านการผ่าตัดและการให้คนไข้ดื่มยานำ้เพื่อทำให้ไม่รู้สึกตัวในระหว่างทำการผ่าตัด ก็สูญสิ้นไป และไม่ได้รับการสืบทอดแตอย่างไร
ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกนี้ ศาสนาพุทธเริ่มมีการเผยแพร่มาสู่ประเทศจีน กษัตริย์ฮั่นหมิงตี้(汉明帝) ซึ่งขึ้นครองราชในปีค.ศ.58 ได้ส่งคนไปนำคำภีร์ และบทสวดมนต์จากประเทศอินเดียและสร้างวัดพุทธศาสนาแห่งแรกในประเทศจีนขึ้น แต่ในสมัยราชวงค์ฮั่น ศาสนาพุทธยังไม่มีการแพร่หลายมากนัก ต่อมา ในสมัยราชวงค์ถัง ราชวงค์จิ้น และในช่วงที่แผ่นดินจีนแตกออกเป็นหลายรัฐ  ศาสนาพุทธจึงมีการเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางในประเทศจีน
Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *