ความเจริญและความเสื่อมถอยของเศรษฐกิจจีน:จากอดีดถึงปัจจุบัน(4)

ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(4)
โดย รศ.ดร สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
1. ยุคห้าราชวงศ์สิบรัฐ(ค.ศ.907-960)
2. ราชวงศ์ซ่งเหนือ(ค.ศ.960-1127)
3. ราชวงศ์ซ่งใต้(ค.ศ.1127-1179)
4. ราชวงศ์เหวียน(ค.ศ.1279-1368)

1. ยุค5ราชวงศ์10รัฐ(五代十国)
ยุคนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ราชวงศ์ถังได้ล่มสลายลงไปแล้ว กินเวลาประมาณ 50 ปี เป็นยุคที่ประเทศจีนมีความแตกแยก ไม่มีการปกครองเป็นปึกแผ่น มีการแตกแยกเป็นรัฐและเขตปกครองในส่วนต่างๆ ของประเทศ จนถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง(宋) ประเทศจีนจึงกลับมามีการปกครองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง
ในช่วงเวลากว่า 50 ปีนี้ ในประเทศจีนมีราชวงศ์ที่ครอบครองส่วนต่างๆของแผ่นดิน ในตอนเหนือของประเทศ มีการปกครองผัดเปลี่ยนกันรวม 5ราชวงศ์ ซึ่งแต่ละราชวงศ์อยู่ได้ไม่กี่ปีก็ต้องถูกโค่นล้มลง ส่วนทางใต้ของประเทศ ก็มีรัฐเล็กๆเกิดขึ้นตามมณฑลต่างๆ รวมกันแล้วมีอยู่9รัฐ เมื่อรวมกับราชวงศ์หรือรัฐที่อยู่ทางเหนือของประเทศแล้ว จึงมีทั้งหมด 10 รัฐ
เศรษฐกิจจีนและการเมืองการปกครองในยุคนี้มีความยุ่งเหยิงมาก แม้ในบางช่วงเวลาและในบางรัฐ มีผู้นำที่ต้องการปรับปรุงการเมืองการปกครองในรัฐที่ตนครอบครองอยู่ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มาก เพราะแต่ละรัฐอยู่ได้ไม่นาน ทั้งต้องพะวักพะวงกับปัญหาการแย่งชิงอำนาจภายในและการถูกรุกรานจากรัฐอื่นๆ อย่างไรก็ดี ช่วงเวลากว่า 50 ปี ที่บ้านเมืองมีความแตกแยกนี้ ประชาชนจีนโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ถึงกับต้องอดอยากหรือล้มตายจากการขาดแคลนอาหารหรือการทำสงคราม การทำมาหาเลี้ยงชีพและการค้าขายในหมู่ประชาชนก็สามารถดำเนินต่อไปได้

2. ราชวงศ์ซ่งเหนือ(北宋)
ซ่ง(宋朝)เป็นอีกราชวงศ์หนึ่งที่ประเทศจีนที่อยู่ได้ติดต่อกันเป็นเวลากว่า 300 ปี และมีความเจริญรุ่งเรืองในหลายด้าน ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศิลปวรรณคดี และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี กล่าวกันว่า การใช้ธนบัตรหรือเงินตราแบบกระดาษในโลกมีการเริ่มขึ้นในประเทศจีนในราชวงศ์ซ่งซึ่งมีเวลาห่างจากปัจจุบันกว่า1000 ปี ในสมัยราชวงศ์ซ่ง พ่อค้าและประชาชนมีการทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันโดยใช้ธนบัตรหรือเงินกระดาษเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมหัตถกรรมต่างๆ เช่น การทอผ้าฝ้ายและผ้าไหม การทำกระดาษ และการผลิตหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ที่สามารถเรียงพิมพ์ตัวอักษรก็เกิดขึ้นในสมัยนี้ ราชวงศ์ซ่งมีกวีนิพนธ์ วรรณกรรมและจิตรกรรมที่โดดเด่นจำนวนมาก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็มีความโดดเด่นในสมัยนี้ โดยสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญในยุคโยราณของประเทศจีนคือเข็มทิศ ดินปืนและการพิมพ์ก็ถูกประดิษฐ์หรือมีการปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นในสมัยราชวงศ์นี้
อย่างไรก็ตาม ซ่งเป็นราชวงศ์ที่มีความอ่อนแอทางด้านการป้องกันประเทศ ในระยะเวลากว่า 300 ปีของราชวงศ์นี้ ประเทศจีนซึ่งปกครองโดยชนเผ่าฮั่น ต้องเผชิญกับการรุกรานของรัฐหรืออาณาจักรของชนกลุ่มน้อย และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีเวลานานถึง 150 ปีที่แผ่นดินจีนค่อนประเทศต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรชนกลุ่มน้อย จนในที่สุดก็ถูกคนล้มลงโดยอาณาจักรมองโก
สาเหตุสำคัญที่ราชวงศ์ซ่งมีความอ่อนแอทางด้านการป้องกันประเทศ เกิดจากความคิดและนโยบายในเรื่องการจัดการกับกองทัพของประเทศ ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ซ่งเดิมเป็นแม่ทัพในรัฐโจว(后周)ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายในยุค5ราชวงศ์10รัฐ ได้รับการสนับสนุนจากนายทหารที่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของเขาให้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนกษัตริย์นรัฐโจวที่ยังมีอายุน้อย
ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ซ่ง เมื่อได้ขึ้นครองราชย์ จึงมีนโยบายที่จะตัดทอนอำนาจทหารของแม่ทัพ เพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้นำทหารในท้องถิ่นต่างๆไม่มีกำลังเพียงพอที่จะก่อการกบฏได้ แต่ในเมืองหลวงกลับมีกำลังพลเป็นจำนวนมาก นโยบายนี้ทำให้ตลอดเวลากว่า 300 ปี ราชวงศ์ซ่งไม่มีการกบฏภายในประเทศ แต่ก็ต้องถูกรุกรานจากรัฐที่อยู่ทางเหนือและทางตะวันตกของประเทศ และจะต้องประสบกับความพ่ายแพ้ในการต่อสู้กับชนกลุ่มน้อยเหล่านี้เกือบตลอดเวลา
ราชวงศ์ซ่งนอกจากมีกำลังทหารที่อ่อนแอแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอีกหลายประการคือ
1. ความอ่อนแอในการป้องกันประเทศ นอกจากการตัดทอนกำลังทหาร ในเขตมณฑลและในพื้นที่ชายแดนต่างๆแล้ว กษัตริย์ของราชวงศ์ซ่งในรัชกาลต่างๆ ยังมีการส่งคนที่เป็นข้าราชการพลเรือนที่กษัตริย์ไว้วางใจ ไปควบคุมการบริหารตามที่ต่างๆ ในยามที่ชนกลุ่มน้อยยกทัพมารุกราน การเคลื่อนกำลังพลของแม่ทัพก็ต้องถูกกำกับดูแลโดยขุนนางข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่ส่งไปโดยกษัตริย์ นอกจากนี้ กองกำลังทหารที่อยู่ประจำการตามที่ต่างๆยังต้องมีการผัดเปลี่ยนกันบ่อยครั้ง
2 .นโยบายการป้องกันประเทศในลักษณะนี้นอกจากทำให้ราชวงศ์ซ่งไม่สามารถทัดทานกับการรุกรานของรัฐอื่นๆแล้ว ยังสร้างภาระให้กับการคลังของรัฐบาลอย่างมากอีกด้วย เพราะรัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูทหารจำนวนมากที่ประจำอยู่ในส่วนกลาง
3. ฐานะทางการคลังของประเทศมีสภาพที่ย่ำแย่ มีการเก็บภาษีได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการทุจริตของขุนนางข้าราชการ และจากการต้องชดใช้ ค่าปฏิกรรม สงครามให้แก่ชนกลุ่มน้อยที่ยกทัพมารุกรานเพื่อรักษาเอกราชของประเทศไว้ แม้มีการเก็บภาษี ในอัตราที่สูงขึ้นตามกาลเวลา แต่รายรับสุทธิที่ตกมาถึงรัฐบาลก็ยังมีน้อย
4.ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สินในระหว่างประชาชนทวีความรุนแรงมากขึ้นตามกาลเวลา ขุนนาง ข้างราชการชั้นสูงตลอดจนพ่อค้านายทุนที่มีฐานะมั่งคั่งสามารถเพิ่มพูนทรัพย์สินของตนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสะสมที่ดินเป็นจำนวนมากและเก็บค่าเช่าการทำไร่ทำนา และปล่อยกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราสูง กษัตริย์ของราชวงศ์ซ่งรัชกาลต่างๆยังอนุญาตให้ขุนนางและข้าราชการสามารถทำการค้าขาย หรือเป็นตัวแทนของรัฐในการควบคุมการซื้อขายสินค้าที่ผูกขาดโดยรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลตั้งขึ้น โดยรัฐบาลมีการผูกขาดในการซื้อขายสินค้าที่มีความจำเป็นต่อประชาชนบางอย่าง เช่น ข้าว เกลือ เหล็ก และใบชา
ปัญหาทางเศรษฐกิจการคลัง ตลอดจนการทหารเริ่มปรากฎชัดขึ้นหลังจากที่มีการสถาปนาราชวงศ์ซ่งประมาณร้อยปี รัฐบาลต้องมีค่าใช้จ่ายทางด้านการทหารจำนวนมาก และจะต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่รัฐชนกลุ่มน้อยเพื่อรักษาเอกราช ในขณะที่รัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีได้มากนักเพราะมีการทุจริตเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง การคลังของรัฐจึงอยู่ในสภาพย่ำแย่ ประชาชนจำนวนมากก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากไร้
ในปีค.ศ. 1068 กษัตริย์ซ่งเสินจง(宋神宗) ซึ่งเป็นคนหนุ่มที่มีแนวความคิดในการปฏิรูปขึ้นครองราชย์ ได้แต่งตั้งให้หวางอานสือ(王安石)ซึ่งเดิมเป็นข้าราชการท้องถิ่น และเคยมีการเสนอแผนการปฏิรูปให้การกษัตริย์ องค์ก่อน แต่ไม่ได้รับการพิจารณาขึ้นมาเป็นอัครมหาเสนาบดี โดยให้เขามีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดนโยบายการปฏิรูปประเทศ
หวางอานสือเคยรับราชการเป็นข้าราชการในท้องที่ต่างๆ ทั้งเป็นนายอำเภอและผู้ว่ามลฑลเป็นเวลากว่า 20 ปี เขามีความตระหนักถึงความทุกข์ยากของประชาชนที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจและการปกครอง
หวางอานสือเป็นนักวิชาการที่มีความรู้สูง และมีความมุ่งมั่นที่จะทำการปฏิรูปประเทศเพื่อให้รัฐบาลมีความมั่นคงและมั่งคั่ง ลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้และทรัพย์สินในหมู่ประชาชน และทำให้ความยากไร้ของชาวไร่ชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศลดน้อยลง แม้เขาต้องประสบกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากขุนนางข้าราชการที่ สามารถแสวงหาผลประโยชน์จาก ระบบที่มีอยู่เดิม และสูญเสียประโยชน์จากการปฏิรูป แต่เขาก็มีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการปฏิรูป ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์
แผนการปฏิรูปของหวางอานสือมีขอบเขตที่กว้างขวางมาก ครอบคลุมถึงเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง การป้องกันประเทศและการศึกษา สรุปออกมา เป็นข้อๆได้ดังนี้:
1. มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน เพื่อดูแลควบคุมการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ
2. วางระบบการจัดเก็บและการลำเลียงพืชพันธ์ธัญญาหารเพื่อป้องกันการสิ้นเปลืองและลดการรั่วไหลในระหว่างขนส่ง โดยยอมให้ท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกลชำระเงินแทนการส่งมอบธัญญาหาร
3. ให้หน่วยงานของรัฐปล่อยกู้ให้ประชาชน เพื่อให้เขาลดการพึ่งพาเงินกู้จากนายทุน โดยรัฐจะให้กู้เงินเพื่อใช้จ่ายในฤดูกาลเพาะปลูก และให้จ่ายคืนเงินกู้หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวและขายผลิตผลได้แล้ว
4. ส่งเสริมการสร้างและซ่อมระบบชลประทานเพื่อเพิ่มผลิตผลทางการเกษตร สำรวจลักษณะการใช้ที่ดินในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการจัดเก็บภาษีและป้องกันการเลี่ยงภาษี
5. รัฐบาลจะรับซื้อสินค้าบางอย่างที่จำเป็นต่อการครองชีพในช่วงที่สินค้าออกสู่ตลาดมากและมีราคาตำ่ แล้วนำสินค้าออกจำหน่ายให้แก่ประชาชนในยามที่สินค้าขาดแคลนและมีราคาสูง
6. จัดระบบการเกณฑ์ทหารเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้หลีกเลี่ยงการรับราชการทหารตามที่กฎหมายกำหนดไว้
7. เร่งรัดการฝึกกำลังพล ปลดทหารที่มีอายุมากและมีความเจ็บป่วยออกจากประจำการเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการป้องกันประเทศ ทั้งยังส่งเสริมให้มีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย
8. จัดระบบให้ประชาชนตามที่ต่างๆมีการรวมกลุ่มกันเป็นหมู่เหล่า และรับผิดชอบในการควบคุมดูแลกันเองในชีวิตและทรัพย์สินและป้องกันการก่ออาชญากรรม โดยมีการลงโทษกลุ่มประชาชนที่ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่ของตน
9. เปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ โดยเพิ่มเนื้อหาการสอบในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจและวิธีการปกครอง นอกเหนือจากการสอบแบบเดิมซึ่งเน้นในความคิดและคำสอนของนักปราชญ์โบราณ และความสละสลวยในการเรียนความ
การปฏิรูปของหวางอันสือ หากทำได้สำเร็จจะเป็นการพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจ การเมืองการปกครองของประเทศ อย่างไรก็ดี หลังจากที่มีการใช้แผนการปฏิรูป ซึ่งทำการอย่างเอิกเกริกเป็นเวลา7ปี กษัตริย์ก็ต้องปลดหวางอานสือออกจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี เพราะไม่สามารถต่อต้านการคัดค้านอย่างรุนแรงของกลุ่มขุนนางและพรรคพวกของไทเฮา(แม่ของกษัตริย์) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องสูญเสียผลประโยชน์จากการปฏิรูป ถึงกระนั้นก็ตาม กษัตริย์ซ่งเสินจงก็ยังยืนกรานที่จะทำการปฏิรูปต่อไป โดยการหาผู้อื่นมาเป็นอัครมหาเสนาบดีแทนหวางอานสือ แต่ยังคงใช้นโยบายและมาตรการที่มีอยู่เดิม โดยรวมแล้ว แผนการปฏิรูปประเทศได้มีการใช้ในทางปฏิบัติเป็นเวลา 17 ปี และถูกยกเลิกไปในปีค.ศ. 1985 เมื่อกษัตริย์เสินจงเสียชีวิต
หลังจากนั้น พวกคุณนางหัวเก่าและบริวารของไทเฮาก็กลับมามีอำนาจอีก และแผนการแปรรูปทั้งหมดก็ถูกยกเลิกไป
โดยรวมแล้ว การปฏิรูปซึ่งเริ่มโดยหวางอานสือถือได้ว่าประสบกับความล้มเหลว โดยผลทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองมิได้บรรลุเป้าหมายตามที่คาดการณ์ไว้ แม้ฐานะการคลังของรัฐบาลและความสามารถในการสู้รบเพื่อป้องกันประเทศของเหล่าทหารได้รับการแก้ไขปรับปรุงในทางที่ดีขึ้นจากเดิม แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะชาวไร่ชาวนาผู้ยากไร้ ไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นแต่อย่างใด บรรยากาศการค้าขายแลกเปลี่ยนที่เดิมมีความเสรีพอควรก็ถูกทำลายลงไปมาก ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจึงไม่สนับสนุนนโยบายในการปฏิรูปประเทศ
นโยบายปฏิรูปมุ่งหวังที่จะขจัดความทุกข์ยากของประชาชน แต่ผลกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม การผูกขาดการซื้อขายสินค้าโดยรัฐส่งผลกระทบต่อการค้าขายในระบบตลาดในประเทศจีน ซึ่งจนถึงราชวงศ์ซ่งมีการพัฒนามาในระดับหนึ่งแล้ว การที่รัฐบาลไปแย่งซื้อขายสินค้ากับพ่อค้าและประชาชนทั่วไป มีผลในการทำลายระบบตลาดที่พัฒนามาแล้วเป็นเวลานาน และยังเปิดโอกาสให้ข้าราชการทุจริตในการซื้อขายสินค้าอีก การกู้เงินให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่านายทุนเงินกู้นั้นมุ่งที่จะลดภาระ ของคนจนที่ต้องหวังพึ่งเงินกู้ แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ในท้องที่ต่างๆมีการกำหนดเป้าหมายเงินกู้ และบังคับให้ประชาชนกู้เงินทั้งที่บางคนอาจไม่มีความจำเป็น และคนที่กู้เงินไปแล้ว หากไม่สามารถชำระเงินกู้ ก็จะถูกจับกุมหรือถูกลงโทษในลักษณะอื่น เช่นการยึดข้าวของหรือที่ดินทำกิน
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้แผนการปฏิรูปต้องประสบกับความล้มเหลวก็คือ หวางอานสือไม่สามารถควบคุมข้าราชการที่ประจำอยู่ในท้องที่ต่างๆ ซึ่งเป็นคนที่ต้องนำนโยบายการปฏิรูปสู่การปฏิบัติได้ แผนการปฏิรูป แม้ได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ แต่ก็ต้องประสบกับการต่อต้านจากขุนนางข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อย่างรุนแรง เขาไม่สามารถที่จะปลดผู้ต่อต้านเหล่านี้ออกจากตำแหน่งได้ จึงใช้วิธีย้ายขุนนางข้าราชการที่ต่อต้านการปฏิรูปออกจากเมืองหลวงไปเป็นข้าราชการท้องถิ่น และคนเหล่านี้ก็จะเป็นหัวหน้าที่ดูแลการปฏิบัติตามแผนการปฏิรูป จึงมักไม่ทำตามแผนหรือทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับแผน หวางอานสือแม้เป็นอัครเสนาบดี ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้ และไม่สามารถตรวดสอบให้ชัดเจนว่า ผลการปฏิรูปมีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม แม้หวางอานสือจะพ้นตำแหน่ง แต่แผนการปฏิรูปก็ยังคงดำเนินต่อไป และขุนนางข้าราชการที่มาดูแลการปฏิรูปหลังจากเขา ก็มีอยู่จำนวนมากที่ขาดความศรัทธาต่อแผนการปฏิรูปที่ริเริ่มเริ่มโดยหวางอานสือ จึงไม่มีการนำเอาแผนมาใช้ในการปฏิบัติอย่างจริงจัง ในที่สุด แผนการปฏิรูปประเทศก็ต้องถูกยกเลิกไปโดยสิ้นเชิงเมื่อกษัตริย์ซ่งเสินจง สิ้นพระชนม์ลง
หลังจากนั้น ระบบเศรษฐกิจและการเมืองการปกครอง ของราชวงศ์ซ่ง ก็กลับเข้ามาอยู่ในสภาพเดิม แต่แผนการปฏิรูปที่ได้มีการปฏิบัติกันมาสิบ กว่าปี ก็ได้สร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศในระดับหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น พระมหากษัตริย์ใน2-3 รัชการที่สืบทอดอำนาจต่อซ่งเสินจง ก็ไม่มีความคิดริเริ่มใดๆในการปฏิรูปประเทศอีก ทั้งยัง วิธีการใช้ขุนนางข้าราชการที่ทุจริตโดยเฉพาะผู้ที่ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี ซึ่งมีการทุจริตมาก พระมหากษัตริย์ก็มีความฟุ่มเฟือย และมุ่งแต่เสวยสุขโดยการขุดรีดภาษีจากประชาชนมากขึ้น
หลังรัชกาลซ่งเสินจง44ปี ราชวงศ์ซ่งก็ต้องประสบกับการรุกรานโดยอาณาจักรจิน(金) ซึ่งเป็นชนเผ่าแมนจู และต้องถอยร่นออกจากแผ่นดินจีนตอนเหนือ แล้วมาตั้งเมืองหลวงอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซี โดยตอนเหนือของประเทศจีนอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรจิน แต่ตอนใต้ยังเป็นดินแดนที่ปกครองโดยของราชวงศ์ซ่ง ในปีค.ศ. 1127 ก็หมดยคซ่งเหนือและเปลี่ยนเป็นซ่งใต้ โดยซ่งเหนืออยู่ได้เป็นเวลา167 ปี

3. ราชวงศ์ซ่งใต้(南宋)
ซ่งใต้เริ่มจากที่ราชวงศ์สซ่ง ถูกรุกรานโดยอาณาจักรหรือรัฐจิน(金) จนต้องเสียดินแดนไปกว่าครึ่งประเทศ โดยพระมหากษัตริย์และกษัตริย์องค์ ก่อนที่สละราชบัลลังก์ไปแล้วของราชวงศ์ซ่งเหนือถูกจับเป็นเชลย
ราชวงศ์ซ่งใต้ ได้ก่อตั้งขึ้นโดยกษัตริย์องค์ใหม่ มีเมืองหลวงที่หลินอัน(临安)หรือเมืองหางโจว(杭州)ในปัจจุบัน ราชวงศ์ซ่งใต้อยู่ได้นานถึง 152 ปี โดยไม่มีโอกาสที่ไปยึดครองดินแดนทางเหนืออีก
ในช่วงแรกๆ ราชวงศ์ซ่งใต้ก็ยังมีการต่อสู้อาณาจักรจินอยู่หลายครั้ง และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ราชวงศ์ซ่งมีแม่ทัพที่เก่งกาจในการรบมากกชื่อเว่เฟย(岳飞)ที่สามารถได้รับชัยชนะจากการสู้รบกับอาณาจักรจิน แต่เขาก็ต้องถูกกษัตริย์ซ่งเกาจง(宋高宗)สั่งให้เลิกรบ แล้วยกทัพกลับเมืองหลวงที่อยู่ทางใต้ ทั้งนี้เนื่องจากกษัตริย์และขุนนางผู้กุมอำนาจอยู่ในขณะนั้น มีนโยบายที่จะเจรจาสงบศึกกับรัฐจิน โดยไม่คิดจะสู้รบกับจิน แล้วเอาดินแดนทางเหนือของจีนกลับมาใหม่แต่อย่างใด
นักประวัติศาสตร์จีนในสมัยต่อมาวิเคราะห์ว่า การที่ซ่งเกาจง ไม่ต้องการให้กองทัพบุกขึ้นไปทางเหนือ ก็เพราะเขาเกรงว่า ถ้ากองทัพซ่งได้รับชัยชนะ ก็จะต้องรับกษัตริย์ที่เป็นเชลยกลับมา ตนเองก็ต้องคืนราชบัลลังก์ให้แก่กษัตริย์เดิม
ในขณะนั้น ทั้งพระมหากษัตริย์ และขุนนางมีจุดมุ่งหมายเพียงการเสวยสุขในแผ่นดินจีนทางใต้ จึงเห็นว่าเว่ยฟุยเป็นอุปสรรคต่อการเจรจปรองดองกับรัฐจิน กษัตริย์เกาจงถึงกับส่งป้ายทองอาญาสิทธิ์ 12 ป้ายติดต่อกันเพื่อสั่งให้เว่เฟยเลิกรบและยกทัพกลับ จนเว่เฟยต้องปฏิบัติตามคำสั่งของกษัตริย์ เพราะมิฉะนั้น ก็ต้องถูกตั้งข้อหากบฏ ที่ไม่ทำตามคำบัญชาของกษัตริย์ แต่ในที่สุด หลังจากที่ยกทัพกลับแล้วเป็นเวลาไม่นาน เขาก็ถูกตั้งข้อหากบฏ และถูกลงโทษโดยการประหารชีวิต
เรื่องราวของเว่เฟย มีการเล่าขานสืบต่อกันมาอย่างแพร่หลาย จนถึงปัจจุบัน ประชาชนจีนต่างชื่นชมและระลึกถึงความเก่งกาจและความจงรักภักดีของเว่เฟยมากและต่างประจานพวกขุนนางชั่วที่ทำร้ายเขา
รัชกาลอื่นๆที่สืบต่อจากซ่งเกาจงมีการทำสัญญาสงบศึกและจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่รัฐจิน แม้มีบางช่วงเวลาที่มีขุนนางข้าราชการที่คิดจะต่อสู้กับจินเพื่อเอาดินแดนทางเหนือคืนมา แต่ก็ต้องประสบกับความพ่ายแพ้
อย่างไรก็ดี ราชวงศ์ซ่งใต้ ก็ยังอยู่ต่อไปได้เป็นเวลากว่า 100 ปี ทั้งนี้สาเหตุสำคัญเพราะรัฐจิน ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะมาบุกยึดครองแผ่นดินจีนทางใต้ จากการที่มีความแตกแยกและแย่งชิงอำนาจกันในหมู่ผู้ครองรัฐ และต้องต่อสู้กับอาณาจักรมองโก ซึ่งมีความเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด รัฐจินก็ถูกโค่นล้มลงโดยอาณาจักรมองโก
หลังจากที่โค่นล้มรัฐจินแล้ว มองโกก็ยกทัพมารุกรานราชวงศ์ซ่ง แต่กว่าจะได้รับชัยชนะเพราะต้องใช้เวลานานหลายปี จากการต่อสู้ของประชาชนชาวจีน แต่ในที่สุดซ่งก็ถูกโค่นล้มลงและเปลี่ยนเป็นราชวงศ์เหวียนที่ปกครองโดยชาวมองโกในปีค.ศ.1279

4. ราชวงศ์เหวียน(元朝)
เหวียนเป็นราชวงศ์ที่แผ่นดินจีนทั้งประเทศตกอยู่ภายใต้การปกครองของชนเผ่าที่ไม่ใช่เผ่าฮั่น ก่อนหน้านี้ก็มีชนกลุ่มน้อยที่เข้ามารุกรานแผ่นดินจีนจนสามารถยึดครองดินแดนบางส่วน และก่อตั้งรัฐของชนกลุ่มน้อยขึ้น แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถยึดพื้นที่ทั้งประเทศได้
ราชวงศ์เหวียนเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมองโกซึ่งมีความกว้างใหญ่ไพศาลมาก และมีดินแดนครอบคลุมไปถึงพื้นที่ในเอเชียกลางและบางส่วนของทวีปยุโรป แต่ชนเผ่ามองโกซึ่งเคยเป็นนักรบผู้เก่งกาจสามารถก็ต้องประสบกับความเสื่อมถอยและสุดโทรมในช่วงที่ปกครองประเทศจีน จนในที่สุดต้องถูกโค่นล้มไปในเวลาไม่ถึง 100 ปี
ชนเผ่ามองโกเป็นนักรบที่เก่งกาจ สามารถพิชิตศึกและยึดครองดินแดนที่กว้างขวางและเป็นอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่ทางด้านวัฒนธรรม ชนเผ่ามองโกยังมีความล้าหลังเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับคนจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเผ่าฮั่น แต่ที่มองโกต้องประสบกับความพ่ายแพ้ในแผ่นดินจีนเกิดจากผู้ปกครองชาวมองโกในรัชกาลต่างๆมีการขัดแย้งกันเอง และเมื่อกาลเวลาผ่านไป ขุนนางข้าราชการชาวมองโกกลายมาจากนักรบที่เก่งกาจมาเป็นผู้ที่มัวแต่เสวยสุข แสวงหาผลประโยชน์และกดขี่ขูดรีดประชาชนเผ่าฮั่น
ในการปกครองประเทศจีน รัฐบาลมองโกมีการแบ่งแยกชนชั้นในหมู่ประชาชน โดยกำหนดว่า ชนเผ่ามองโกเป็นชนชั้นที่มีความสูงส่งที่สุด รองลงมาคือคนเอเชียกลางที่อพยพมาอาศัยอยู่ในแผ่นดินจีน ต่อมาจึงเป็นคนเผ่าฮั่น ซึ่งก็ยังมีการแบ่งแยกออกเป็นคนทางเหนือหรือคนที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐจิน และท้ายที่สุดจึงเป็นคนจีนที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีซึ่งถือว่าเป็นชนชั้นต่ำสุด
นอกจากนั้น ผู้ปกครองมองโกยังมีการแบ่งประเภทของประชาชนออกเป็นลำดับชั้นต่างๆ โดยนักวิชาการถูกจัดอยู่ในลำดับที่ต่ำมาก อยู่เหนือเพียงคนที่เป็นขอทานเท่านั้น ทั้งนี้เพราะคนมองโกเห็นว่า นักวิชาการเป็นเสมือนกาฝากในสังคมที่ไม่รู้จักทำมาหาเลี้ยงชีพ และเป็นพวกคนขี้เกียจที่ไม่ก่อประโยชน์แก่ประเทศ ทางด้านเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี ในราชวงศ์เหวียนก็มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ที่เศรษฐกิจจีนมีความเจริญรุ่งเรืองคือ ในช่วงที่กุบไลข่าน(忽必列) ซึ่งเป็นกษัตริย์มองโกคนแรก ของราชวงศ์นี้ และครองราชย์เป็นเวลานาน 23 ปี กษัตริย์องค์ต่อๆมาส่วนใหญ่อยู่ในราชบัลลังก์เป็นเวลาสั้น ยกเว้นกษัตริย์องค์สุดท้ายซึ่งอยู่ได้นานถึง 30 ปี ทั้งนี้เกิดจากการต่อสู้ของชาวฮั่นที่ก่อการกบฏต่อราชวงศ์เหวียนที่มีอยู่หลายกลุ่ม แต่ต้องใช้เวลา นานในการสู้รบกันเองโดยไม่มีกลุ่มได้ยกทัพไปโค่นล้มราชวงศ์เหวียนซึ่งมีกำลังอ่อนแอมากอยู่แล้ว
ในรัชกาลกุบไลข่าน การเมืองการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศจีนอยู่ในเกณฑ์ดี กษัตริย์กุบไลข่านก็สนใจศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของจีนฮั่น ในสมัยราชวงศ์เหวียน วรรณกรรมที่โดดเด่นคือบทเพลงและบทละคร ทั้งนี้เพราะราชวงศ์เหวียน ไม่ได้จัดให้มีการสอบคัดเลือกคนที่มีความรู้เข้ารับราชการ นักวิชาการในสมัยนั้นจึงหันไปสนใจผลิตบทเพลงและบทละครเพื่อความบันเทิงและที่มีการการสะท้อนถึง สภาพและความคิดของคนในสังคม
ในช่วงที่มาร์โคโปโล(Marco Polo)อยู่ในประเทศจีน เศรษฐกิจจีนยังมีความเจริญก้าวหน้ากว่าประเทศต่างๆในยุโรป จนมาร์โคโปโลรู้สึกประทับใจมาก และต่อมาได้ให้คนเขียนหนังสือเกี่ยวกับประเทศจีนซึ่งมีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป
ในรัชสมัยกุบไลข่าน มีชาวต่างชาติรวมทั้งคนที่มาจากยุโรป เอเชียกลางและอาหรับมาทำการค้าขายในประเทศจีนเป็นจำนวนมาก สมัยตอนต้นของราชวงศ์เหวียน จึงเป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมและอารยธรรมระหว่างตะวันตกและตะวันออกมีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน โดยประเทศจีนได้รับความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์และการแพทย์จากชาวอาหรับ และสิ่งประดิษฐ์ของจีน เช่น เข็มทิศ แท่นพิมพ์หนังสือ และการทำดินปืนก็มีการเผยแพร่ไปสู่ยุโรปและประเทศอื่นๆในเอเชีย (โดยวิธีการทำกระดาษซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จีนประดิษฐ์ขึ้นเป็นประเทศแรกได้มีการเผยแพร่ไปสู่ยุโรปในช่วงก่อนหน้านั้นแล้ว)
สภาพเศรษฐกิจของราชวงศ์เหวียนตอนต้นมีการสืบทอดความเจริญรุ่งเรืองจากราชวงศ์ซ่ง การค้าขายแลกเปลี่ยนในระหว่างประชาชนก็เป็นไปโดยเสรี แต่เศรษฐกิจ การเมืองการปกครองของราชวงศ์เหวียน มีความเสื่อมทรุดลงมาตามลำดับ ผู้ปกครองชนเผ่ามองโกไม่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนในการสืบทอดอำนาจ จึงมักมีการแย่งชิงอำนาจกัน เพื่อขึ้นมาเป็นกษัตริย์ นอกจากการแบ่งแยกชนชั้นและการกดขี่ขูดรีดประชาชนชาวฮั่นแล้ว ผู้ปกครองประเทศตั้งแต่กษัตริย์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ลงมา ล้วนแต่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ โดยไม่มีความสนใจในการพัฒนาประเทศและปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ในช่วงปลายราชวงศ์ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยเฉพาะชาวไร่ชาวนาผู้ยากไร้มีความทุกข์ทรมาณมาก และมีผู้อดอยากล้มตายไปเป็นจำนวนมาก จนมีคนหลายกลุ่มลุกฮือขึ้นก่อการกบฏ ขับไล่ชาวมองโกกลับไปทางเหนือ และก่อตั้งราชวงศ์ที่ปกครองโดยชาวฮั่นขึ้น







