ความเจริญและความเสื่อมถอยของเศรษฐกิจจีน:จากอดีดถึงปัจจุบัน(5)

ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(5)
โดย รศ.ดร สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ความล้าหลังของประเทศจีนในช่วงราชวงค์ หมิงและชิง(ค.ศ. 1368-1911)
จนถึงตอนต้นของราชวงศ์หมิง เศรษฐกิจและการเมืองการปกครองของจีนยังมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าประเทศอื่นๆโดยส่วนใหญ่ของโลก แต่ในช่วงเวลากว่า 500 ปีก่อนการเลิกล้มระบอบกษัตริย์ สภาวะเศรษฐกิจและการเมืองของจีนมีความเสื่อมถอยไปมาก ในช่วงครึ่งหลังของราชวงศ์ชิง ประเทศจีนมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศมากขึ้น รัฐบาลและประชาชนจีนพบว่า ประเทศของตนซึ่งเคยมีความยิ่งใหญ่มาเป็นเวลานาน แท้ที่จริง มีความล้าหลังกว่าประเทศอื่นๆในโลก โดยเฉพาะประเทศในทวีปยุโรปเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ประเทศในยุโรปมีความก้าวหน้าขึ้นมากทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง หลังศตวรรษที่ 14 มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายอย่างในยุโรป ซึ่งมีผลทำให้ประเทศต่างๆในยุโรปมีการพัฒนาที่รวดเร็ว เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 15 เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง และวิทยาการแขนงต่างๆของหลายประเทศในยุโรปมีการเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด
เริ่มจากช่วงกลางศตวรรษที่ 14 ในยุโรปมีการปฏิรูปศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็น เป็นเหตุการณ์ที่มีเวลานานนับศตวรรษ และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา วิทยาการและศิลปะวัฒนธรรมมาก เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ความคิดของคนได้รับการปลดปล่อยจากการถูกครอบงำโดยศาสนจักรในยุคสมัยกลาง(Middle Ages) ซึ่งถือกันว่าเป็นยุคมืดในประวัติศาสตร์โลก การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม(Renaissance)นี้ มีผลทำให้วิทยาการต่างๆ ทั้งทางด้านสังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ตลอดจนศิลปะวัฒนธรรม มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก และมีผลนำไปสู่การสำรวจทางทะเล การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา
ในส่วนอื่นๆของโลก รวมทั้งอเมริกา ญี่ปุ่นและรัสเซีย ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก หลังจากการสถาปนาประเทศในปีค.ศ. 1776 สหรัฐอเมริกามีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างรวดเร็ว ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีการปฏิรูปประเทศอย่างขนานใหญ่ในรัชกาลจักรพรรดิเมจิในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ก็มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นมากหลังจากนั้น รัสเซียก็ผงาดขึ้นเป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่มีความเข้มแข็ง เฉพาะหลังการปฏิรูปประเทศในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชในช่วงต้นศตวรรษที่ 18
ประเทศจีนได้รับการรุกรานจากชาติตะวันตกช้ากว่าประเทศในภูมิภาคอื่นของโลก ประเทศต่างๆที่อยู่ในทวีปอเมริกา อัฟริกา ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆในเอเชียล้วนต้องตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกก่อนหน้านั้น ประเทศจีนก็ต้องถูกบังคับให้เปิดประเทศในช่วงราชวงศ์ชิงในศตวรรษที่ 19 แม้ไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้น แต่ก็ต้องประสบกับการรุกรานจากชาติตะวันตกซึ่งมีแสนยานุภาพภาพที่เหนือกว่า จนต้องสูญเสียอธิปไตยไปบางส่วน และได้กลายเป็นประเทศที่มีสภาพเสมือนกึ่งอาณานิคม
ในช่วงปลายราชวงศ์ชิง มีบุคคลกลุ่มหนึ่งที่เสนอความคิดการปฏิรูปประเทศให้แก่รัฐบาล แต่ก็ถูกปฏิเสธและถูกปราบปรามลงโทษอย่างรุนแรง จนได้ที่สุด ราชวงศ์ชิงก็ถูกโคตรล้มลงจากการปฏิวัติที่นำโดยซุนยัดเซ็น(孙中山) ในปีค.ศ. 1911
อย่างไรก็ตาม หลังจากการล้มเลิกระบบกษัตริย์แล้ว เศรษฐกิจและการเมืองการปกครองของจีน ก็ต้องการประสบกับความยุ่งยากและระส่ำ ระสายเป็นเวลาอีกหลายสิบสิบปีจากการแย่งชิงอำนาจของขุนศึก การรุกรานจากประเทศญี่ปุ่น และการทำสงครามระหว่างฝ่ายรัฐบาลมินตั๋งกับฝ่ายคอมมิวนิสต์
นักประวัติศาสตร์จีนมักถือว่า ค.ศ. 1840 ซึ่งเป็นปีที่เกิดสงครามฝิ่นเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์จีนยุคใกล้(近代史)และเห็นว่าตั้งแต่ค.ศ. 1840 ถึง 1949 ที่มีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเป็นช่วงเวลากว่า 100 ปีแห่งความอัปยศของประเทศจีน
ความล้าหลังของประเทศจีนเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศในโลกตะวันตกเกิดจากสาเหตุหลายประการ นอกจากความเจริญของชาติตะวันตกที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่างๆหลังจากศตวรรษที่ 14 แล้ว ยังเกิดจากระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ล้าหลัง แม้ในช่วงที่จีนต้องประสบกับความพ่ายแพ้ในการทำสงครามกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่เล็กกว่ามาก ผู้ปกครองประเทศของจีนในขณะนั้น ก็ยังไม่ยอมมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองของตนอย่างเป็นกิจลักษณะ

ราชวงศ์หมิง(明)(ค.ศ.1368-1644: 276ปี)
จูเหวียนจาง(朱元璋) ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์หมิง เป็นคนที่เกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจน ในช่วงต้น เขามีชีวิตที่ลำบากมาก แต่ต่อมาเขาแต่ร่วมกับกองกำลังติดต่อสู่การแย่งชิงอำนาจการปกครองในตอนปลายราชวงศ์เหวียน จนในที่สุด เขาได้ขึ้นเป็นหัวหน้าของกลุ่มผู้ก่อการกบฏที่ได้รับชัยชนะ และได้สถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้น
จูเหวียนจางแม้เดิมเป็นคนยากจน เมื่อได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ยากไร้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นแต่อย่างใด แม้ในตอนต้นราชวงศ์ บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยในระยะเวลาหนึ่งหลังจากที่เกิดทุพภิขภัยและสงครามกลางเมืองเป็นเวลาหลายปี
จูเหวียนจางเป็นคนที่มีความสามารถในการนำการสู้รบ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็เป็นผู้ปกครองที่มีความโหดร้าย และมีความหวาดระแวงว่าจะมีคนมาแย่งชิงอำนาจ จึงปกครองประเทศด้วยความเข้มงวดและหาเรื่องฆ่าขุนนางข้าราชการที่เขาเห็นว่าเป็นผู้ทุจริตคอรัปชั่น และเป็นผู้ที่มีศักยภาพขึ้นมาแย่งชิงราชบัลลังก์จากเขา
ตั้งแต่ปฐมกษัตริย์เป็นต้นมา ตลอดราชวงศ์หมิง พระมหากษัตริย์แทบทุกองค์มีการควบคุมขุนนางข้าราชการอย่างเข้มงวดและมีวิธีการลงโทษที่รุนแรง ทั้งยังมีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของข้าราชการและประชาชน หมิงจึงเป็นราชวงศ์ที่มีการปกครองโดยระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์อย่างเต็มรูปแบบ โดยพระมหากษัตริย์กุมอำนาจต่างๆ ในการปกครองประเทศ ใช้เหล่าขันทีที่อยู่ใกล้ชิดกับกษัตริย์เป็นผู้สืบราชการลับ คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของข้าราชการและประชาชน ทั้งยังมีการจับกุมและ ประหารชีวิตผู้ที่แสดงความไม่เคารพหรือความเป็นปรปักษ์ต่อกษัตริย์และผู้ปกครองประเทศ
ระบบการจับกุมและฆ่าผู้ที่เปล่งวาจาหรือเขียนบทประพันธ์ที่กษัตริย์เห็นว่าเป็นการพาดพิงราชวงศ์ในทางร้ายนี้ ได้สืบทอดต่อมาจนถึงราชวงศ์ชิงรวมเวลานับร้อยปี
จูเหวียนจางเป็นกษัตริย์ที่ขยัน เขาได้ยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี และตั้งข้าราชการทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการตรวจสอบเอกสารที่เสนอต่อกษัตริย์ โดยตัวเขาเองจะอ่านเอกสารและสั่งราชการตั้งแต่เช้าตรู่จนคำ่คืน แต่กษัตริย์ที่สืบทอดต่อจากเขาส่วนใหญ่จะสนใจแต่การเสวยสุข โดยไม่ใส่ใจในเรื่องการปกครองประเทศมากนัก อำนาจในการปกครองจึงตกอยู่กับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับกษัตริย์ หรือผู้ที่กษัตริย์ไว้วางใจ เช่น ขุนนางที่ตามใจและเอาใจกษัตริย์และขันที
ในราชวงศ์หมิงตอนต้น เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองยังมีความสงบเรียบร้อยพอสมควร นอกจากสงครามการแย่งชิงอำนาจและหลังจากที่จูเหวียนจางเสียชีวิต โดยเขาได้แต่งตั้งหลานชายที่เป็นลูกมกุฏราชกุมารที่ตายไปก่อนเขาขึ้นเป็นกษัตริย์สืบทอดราชบัลลังก์จากเขา แต่ลูกชายของเขาคนหนึ่งได้ก่อการกบฏขึ้น สงครามกลางเมืองกินเวลากว่าสามปีจึงสงบลงด้วยชัยชนะของลูกชายเขา ซึ่งก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ที่สามของราชวงศ์ แต่กษัตริย์หย่งเล่อ(永乐)นี้ก็เป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็งและปกครองประเทศด้วยความเอาใจใส่ ในช่วง 50 ปีแรกของราชวงศ์ บ้านเมืองจึงมีความสงบ รัฐบาลมีกองกำลังทหารที่มีกำลัง และประเทศจีนสามารถขยายอาณาเขตออกไปทางเหนือและทางใต้
ในสมัยกษัตริย์หย่งเล่อ ได้ย้ายเมืองหลวงของประเทศมาปักกิ่ง และสร้างพระราชวังที่ใหญ่โต มีกองเรือขนาดใหญ่ออกไปทางทะเลหลายครั้ง และยังมีการรวบรวมหนังสือ ตำรา และบทประพันธ์ในวิชาแขนงต่างๆ มาเรียบเรียงเป็นสารานุกรมขนาดใหญ่ นัยว่าเป็นการรวบรวมวิชาการทุกแขนงมาไว้ในที่เดียวกัน
การนำกองเรือขนาดมหึมาที่นำโดยเจิ้งเหอ(郑和) เกิดขึ้นในระหว่างค.ศ. 1405 ถึง 1433 มีการเดินเรือออกสู่ทะเลรวมเจ็ดครั้ง นอกจากไปสู่ประเทศต่างๆในเอเชียใต้และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ยังไปถึงทางเหนือของทวีปแอฟริกา การออกสู่ทะเลของเจิ้งเหอเกิดขึ้นก่อนการสำรวจทางทะเลของคอลัมบัส(Columbus)หลายสิบปี และมีกองเรือใหญ่กว่ามาก แต่กองเรือของจีนไม่มีวัตถุประสงค์ในการล่าอาณานิคม นัยว่าเพียงเพื่อผูกมิตรกับประเทศต่างๆและอวดศักดาบารมีความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน
อย่างไรก็ตาม หลังจากการออกสู่ทะเลถึงเจ็ดครั้ง กษัตริย์องค์ต่อมากลับใช้นโยบายการปิดประเทศ โดยไม่สนใจที่จะติดต่อสัมพันธ์หรือค้าขายกับต่างประเทศ แต่กิจกรรมการต่อเรือการเดินเรือในระดับประชาชนยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และประชาชนจีนในมณฑลที่มีทางออกสู่ทะเลทยอยเดินทางไปสู่ประเทศต่างๆในเอเชียอาคเนย์และในที่อื่นๆ และไปตั้งรกรากทำมาหากินในประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะในยามที่มีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นในประเทศ
ราชวงศ์หมิงยังมีการปรับเปลี่ยนวิธีการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ โดยปรับเปลี่ยนเนื้อหาในการสอบให้เน้นในคำสอนของนักปราชญ์โบราณ โดยเฉพาะคำสอนของขงจื๊อที่มีการขยายความโดยนักวิชาการในสมัยราชวงค์ซ่ง ซึ่งเน้นในเรื่องกฎระเบียบของสังคมและยึดมั่นในประเพณีอย่างเคร่งครัด ต่อมายังการกำหนดรูปแบบของการเขียนคำตอบที่ตายตัว โดยผู้เข้าสอบไม่สามารถแสดงความคิดเห็นของตนเอง และไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ความคิดของนักปราชญ์โบราณ การแก้ไขรูปแบบการสอบคัดเลือกการเข้ารับราชการนี้ มีผลทำให้ชนชั้นนักศึกษาหรือผู้เรียนหนังสือไม่มีความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง ได้แต่ท่องตำราที่มีเนื้อหาในคัมภีร์ของนักปราชญ์โบราณอย่างขึ้นใจ และตอบข้อสอบตามรูปแบบที่กำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม ในราชวงศ์หมิง ได้เกิดวรรณกรรมที่โดดเด่นหลายเรื่อง สามในสี่นวนิยายที่ถือกันว่าเป็นผลงานประพันธ์ที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์จีนคือ พงศาวดารสามก๊ก(三国演义)วีรบุรุษเขาเหลียงซาน(水浒传)และไซอิ๋ว(西游记) ล้วนเกิดขึ้นในสมัยนี้
หลังจากที่ราชวงศ์หมิงก่อตั้งได้ประมาณ60ปี ก็เกิดสงครามกับชนเผ่ามองโกที่อยู่ทางเหนือ และกษัตริย์หมิงถูกจับกุมไปเป็นตัวประกัน แต่ต่อมาก็ได้รับการปล่อยตัวกลับมา
กษัตริย์ของราชวงศ์หมิงที่ครองราชย์ต่อจากนั้น ส่วนใหญ่ไม่มีความใส่ใจในการปกครองบ้านเมือง และมีอยู่หลายรัชกาลที่เหล่าขันทีมีอำนาจมาก ราชสำนักมีการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย และมีการขูดรีดภาษี จากประชาชนมากขึ้น นอกจากมีการสร้างระบบการตรวจสอบขุนนางข้าราชการและประชาชน อย่างเข้มงวด แล้ว ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ยังมีการทุจริตมากขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระหว่างประชาชนทวีความรุนแรงขึ้น ในช่วงปลายของราชวงศ์ ฐานะการคลังของรัฐบาลก็อยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ กำลังทหารของรัฐก็อ่อนแอลงมาก
ในช่วงครึ่งหลังของราชวงศ์ มีกษัตริย์หลายองค์ที่อยู่ในบัลลังก์เป็นเวลานานหลายสิบปี แต่ไม่สนใจในกิจกรรมการบริหารประเทศ มีกษัตริย์องค์หนึ่งถึงกับไม่ขึ้นบัลลังก์พบกับขุนนางข้าราชการเพื่อปรึกษาหารือเรื่องต่างๆในการบริหารบ้านเมืองเป็นเวลานานนับ 10 ปี สภาพเศรษฐกิจและการปกครองจึงเสื่อมลงไปเรื่อยๆ
ในช่วงท้าย รัฐบาลราชวงศ์หมิงต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งศึกภายในและศึกภายนอก ภายในประเทศ เศรษฐกิจได้เสื่อมทรามไปมากในขณะที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างประชาชนมีความรู้แรงมาก เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่ยอมลดละในการเก็บภาษี แม้ผลผลิตทางการเกษตรและหัตถกรรมจะลดลงไปมาก
ในช่วงท้ายของรัชกาล แผ่นดินจีนเกิดทุพภิขภัยในหลายท้องที่ ประชาชนจำนวนมากขาดแคลนอาหารจนเสียชีวิต ประชาชนส่วนหนึ่งโดยเฉพาะชาวนาผู้ยากไร้จึงรวมตัวกันตั้งกองกำลังขึ้นปล้นอาหารและทรัพย์สิน ทั้งจากผู้มีอันจะกิน และจากสถานที่ราชการ กองกำลังของประชาชนนี้ ในไม่ช้าได้กลายเป็นกองกำลังที่มีคนร่วมด้วยเป็นจำนวนนับล้าน และกลายเป็นกองกำลังที่ขึ้นต่อสู้กับกองทัพเพื่อโค่นล้มรัฐบาล
ด้านภายนอกประเทศ ชนเผ่าแมนจูได้รวมตัวกันเป็นปึกแผ่นและสถาปนาเป็นอาณาจักรแมนจู และประกาศสงครามกับราชวงศ์หมิง โดยมีการรุกรานราชวงศ์หมิงหลายครั้ง แต่จนถึงราชวงศ์หมิงถูกโค่นล้มลงโดยกองกำลังของกลุ่มชาวนาที่นำโดยหลี่จื้อเฉิง(李自成)ทหารแมนจูก็ยังไม่สามารถฝ่าด่านกำแพงเมืองจีนได้ จนกระทั่งราชวงศ์หมิงถูกโค่นล้มลง อู๋ซานกุ้ย(吴三桂) ซึ่งเป็นแม่ทัพที่เฝ้าด่านกำแพงเมืองจีนไม่ยอมสวามิภักดิ์กับกองกำลังชาวนา และเปิดด่านให้กองทัพแมนจูบุกเข้ามาโจมตีเมืองปักกิ่ง แม่ทัพและกองกำลังของหลี่จื้อเฉิงซึ่งยังหลงระเริงกับการยึดทรัพย์สมบัติของกษัตริย์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และพ่อค้านายทุนที่มั่งคั่ง ต้องประสบกับการพ่ายแพ้และหนีออกไปจากเมืองหลวง จนในที่สุด ชนเผ่ามองโกก็สามารถเข้ายึดครองพื้นที่ของประเทศจีนเกือบทั้งหมดและสถาปนาราชวงค์ชิง(清) ขึ้นในปีค.ศ. 1644
กล่าวโดยรวมแล้ว ประเทศจีนซึ่งเคยมีความเจริญรุ่งเรืองมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอดีต ได้เสื่อมโทรมลงมากในช่วงสองราชวงศ์สุดท้าย คือราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง แม้ในตอนต้นราชวงศ์ ทั้งหมิงและชิงก็มีช่วงเวลาหนึ่งที่บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย อาณาเขตของประเทศจีนก็มีการขยายออกไปมาก แต่ประเทศจีนก็มีความเสื่อมโทรมลงตามลำดับ และกลายเป็นประเทศที่มีความอ่อนแอมากทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง และ ความรู้วิทยาการ

ในหนังสือ”การเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปทางเศรษฐกิจในในชราชวงศ์ต่างๆในประวัติศาสตร์จีนที่เขียนโดยอู๋เสี่ยวโป(吴晓波)ได้สรุปเหตุผลของการเสื่อมสลายทางเศรษฐกิจของประเทศจีนในช่วงเวลากว่า 500 ปีนี้ไว้ห้าประการคือ:
1. การรวบอำนาจอย่างเด็ดขาดโดยกษัตริย์ โดยไม่ยอมรับฟังคำท้วงติง ตักเตือนใดๆ จากผู้ที่มีความหวังดีต่อประเทศชาติ
2. การควบคุมความคิดของประชาชน เปลี่ยนแปลงระบบการสอบเข้ารับราชการที่ทำให้นักศึกษาทั้งประเทศไม่มีความคิดและความริเริ่มของตนเอง
3. มีการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด เปิดโอกาสให้ขุนนางข้าราชการแสวงหาผลประโยชน์
4. ปิดประเทศ ไม่ยอมติดต่อกับโลกภายนอก ปฏิเสธที่จะรับรู้สถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ
5. มีความหยิ่งยโสในวัฒนธรรมของตนเอง ปฏิเสธการเรียนรู้ พะว้าพะวังกับปัญหาความมั่นคงของราชวงศ์มากจนสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศทางด้านต่างๆ
จากแนวความคิดที่มุ่งกำจัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และปฏิเสธการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จึงทำให้เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวิทยาการของประเทศจีนไม่มีการเปลี่ยนแปลง วิทยาศาสตร์และเทคโนยี ซึ่งเคยมีความเจริญกว่าประเทศอื่นในโลก กลายมาเป็นประเทศที่ล้าหลัง จนกระทั่งกลางศตวรรษที่ 20







