HOME ALONE (อีกครั้งหนึ่ง)

HOME ALONE (อีกครั้งหนึ่ง)
ผมมาอยู่กรุงเทพ ตั้งแต่ก่อนกลางเดือนมกราคม เนื่องด้วยภาระกิจหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีกิจกรรมของเพื่อนๆเกษตรรุ่นเดียวกัน ซึ่งในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ของทุกๆปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งในวันนี้ เกษตรรุ่นต่างๆ รวมทั้งรุ่นที่ผมสังกัด ได้มีกิจกรรม ได้แก่ การวางพวงมาลาปรมาจารย์ด้านการเกษตร ทำบุญรุ่น รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน เป็นการพบปะเพื่อนๆไปในตัว แล้วตอนเย็น ก็ไปร่วมงาน Home Coming Day ที่หลังหอประชุม ซึ่ง สมก. ได้จัดขึ้นให้นิสิตเก่ามีโอกาสมาพบปะสังสรรค์ระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง มาเจอกันที่นั่น ณ เวลานั้น
ตั้งแต่มาอยู่ที่กรุงเทพฯในครั้งนี้ เป็นระยะที่มีการซ่อมแซมบ้าน ที่เชียงใหม่ ให้คืนสู่สภาพปกติ เพราะเวลาผ่านมานาน บางส่วนของบ้านก็สึกหรอ แตกหัก หรือเปื่อย ครั้งนี้นับว่า มีหลายรายการที่ต้องทำ ซึ่งแม่บ้านก็ได้ไปอยู่เพื่อติดตามดูแลให้เรียบร้อย เหลือแต่ผม อยู่บ้านกรุงเทพฯเพียงคนเดียวมาหลายวัน จึงเรียกช่วงนี้สำหรับผม ว่า home alone เลียนแบบภาพยนต์สนุกๆเมื่อก่อนนี้
เรื่องล้างภาชนะ อุปกรณ์การกิน เป็นความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เว้นแต่ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่อยากล้างกระทะ ทำเองกินเอง จึงใช้หม้อเป็นส่วนใหญ่ แรกๆ ทำไข่ลวก ลืมจับเวลา ปรากฎว่าไข่ลวกมื้อแรกค่อนข้างดิบ แต่ไหนๆทำแล้ว ก็กินทั้งดิบๆ วันต่อมาพอจะจับเวลาได้แล้ว ตอนนี้ ไข่ลวก อาหารมื้อสำคัญออกมากำลังพอดี ใส่แม้กกี้และพริกไทย ก็กินได้ ยกเว้นมีอยู่วันหนึ่ง คิดแบบที่คงไม่ค่อยมีใครทำกัน คือเอาข้าวสวยใส่หม้อตั้งไฟ เติมน้ำเล็กน้อย แล้วตอกไข่ลงไปเลย ๒ ใบ ปรากฎว่าครั้งแรก มัวแต่ทำทิ้งไว้ลืมดู จนเดือดล้นหม้อ กระจายเต็มเตาไฟ ทำความสะอาดแทบแย่ วันต่อมา ได้ลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้เอาทัพพีคนตลอด ก็ออกมาดูดี น่าจะเรียกว่า “ข้าวไข่คน” ทั้ง ๒ ครั้งที่ลองทำ มีข้าวไหม้ติดหม้อ ต้องขัดหม้อ เสียเวลานาน คิอว่าทอดไข่ด้วยกระทะจะดีกว่า จึงทำ ๒ ครั้งก็เพียงพอแล้ว

เมื่อตอนมาจากเชียงใหม่แรกๆ น้องๆที่เคยทำงานร่วมกันสมัยก่อน ได้ถือโอกาสมาสวัสดีปีใหม่ นำอาหารขนมมาให้กินเยอะมาก ยังใส่ตู้เย็น ค่อยๆทะยอยกินไปเรื่อยๆ พอจะกิน ก็คิดถึงบรรยากาศที่น้องๆมากัน ลืมวันเวลาเพลิดเพลินไปสักพัก พอกลับมาในห้วงคิดปัจจุบัน ต๊ายตาย นี่เราจะ ๘๐ แล้วหรือนี่ วันเวลาช่างเดินเร็วและไม่หวนกลับซะด้วย สำหรับอาหารที่แช่ในตู้เย็น แรกๆก็ขยันเอาเข้า microwave แล้วเอามากิน ทำผิดทำถูก เคยมีอาหารระเบิดกระจายในเครื่อง จำได้ว่าเป็นปลากระป๋อง ต้องทำความสะอาด และบางครั้ง เอาข้าวเย็นเข้า wave ตั้งเวลานานไป พอเอาออกมากิน มันจับตัวเป็นก้อนแข็งกลายเป็นข้าวตัง อยู่ไปอยู่ไป ตอนนี้ไม่เคยแตะเครื่อง wave เลย อะไรๆเอาออกจากตู้เย็นมา กินมันเย็นๆแบบนั้น ก็อร่อยไปอีกแบบ
ตั้งแต่ใช้ชีวิต home alone นี้ ทำข้อผิดพลาดเกี่ยวกับตัวเองเยอะมาก เช่น สะดุดขั้นบันใดขึ้นชั้นบน เกิดแผลที่ส้นเท้า นอกจากนั้น ขณะที่ไปส่งเพื่อนกลับต่างประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อถึงแล้ว ได้เปิดประตูหลังเพื่อช่วยขนประเป๋าลงรถ ปรากฏว่ามีกระเป๋าหล่นลงมาทับขา เกิดแผลอีก ทั้ง ๒ แผลนี้ คงไม่สามารถรอให้เลือดแข็งตัวปิดปากแผลได้ เพราะแก่ตัว ภูมิต้านทานในร่างกายที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวลดประสิทธิภาพลงแล้ว จึงหาซื้อแผ่นฟิล์มปิดแผล ชนิดที่ปิดได้นาน ถึง ๗ วัน มาใช้ ได้ผลดีมาก ไม่ต้องไปแตะต้องแผลเลย พอครบกำหนด เปิดมาแผลแห้งสนิท
ได้ไปร่วมรับประทานอาหารเที่ยงกับเพื่อนๆในสมัยที่พวกเราเรียนหนังสือตอนเด็กๆที่ร้านอาหารในโรงแรมแถวสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก ความรักเพื่อนๆเป็นแรงบันดาลใจให้ขึ้นรถไฟฟ้าจากบ้าน สถานีกรมป่าไม้ ผู้โดยสารแน่นตลอดทาง ไม่มีโอกาสได้นั่ง แต่ก็ยืนสบายๆไปเรื่อยๆ ข้อผิดพลาดคือ ลงเลยไป ๑ สถานี เพราะไม่มี สถานีราชประสงค์ มีแต่ชิดลมและเพลินจิต พอถึงชิดลม ความมึนในสมองทำให้คิดว่ายังไม่ถึง จึงไปลงที่เพลินจิต ความจริง จะเดินอ้อมมาขึ้นรถไฟฟ้ากลับ ๑ สถานีก็ได้ แต่ตอนนั้น ก็ไม่ได้คิดอะไร ยังมึนงงอยู่ จึงเดินกลับ ถ้าไม่คิดว่าร้อน ก็ดูโน่นนี่มันก็ดีเหมือนกัน แถวนั้น เคยเป็นย่านที่คุ้นเคยของเรามาก่อน ทำให้เห็นตึกราม ผู้คนข้างทาง และรถเข็นที่ตั้งริมถนนขายอาหาร มีคนไปอุดหนุน ๒-๓ คน เพราะเจ้าหนึ่ง เป็นลาบ ส้มตำ ข้าวเหนียว อาหารคุ้นเคยของชาวพื้นเมือง
เมื่อตอนขึ้นรถไฟฟ้าครั้งสุดท้ายที่ต้องยืนตลอดทางนี้ ได้มีช่วงหนึ่งที่มีที่นั่งว่าง แต่อยู่ห่างจากที่ผมยืนสัก ๒-๓ เมตร หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ สะกิดให้ผมไปนั่งที่ว่างนั้นๆ แต่ไม่ทันหรอก ผมขอบคุณเขามากๆ เพราะผู้โดยสารหลายคน ไม่มีใครรีรอดูคนแก่แบบเรา ถ้าอยู่ใกล้ ก็นั่งได้เลย

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เมืองไทย เป็นประเทศที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ความจริงการออกจากบ้านในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าที่ไหน ก็พบชาวต่างประเทศ จำนวนมาก สังเกตดูหลายๆคนที่พบ พวกเขาคุ้นเคยกับความเป็นอยู่ของเราเหมือนกับอยู่มานานแล้ว ที่ดูมาท่องเที่ยว ก็มีเหมือนกัน แต่จำนวนประปราย หรือพวกเขาไปเที่ยวเกาะ ชายทะเล ภูเขา วัดวาอารามกันส่วนใหญ่แล้วก็เป็นได้
ข้อดีของเมืองไทยบ้านเรา คือ นักท่องเที่ยวสามารถพักผ่อนนอนชมวิวทิวทัศน์ ทั้งที่ชายทะเล ป่าเขา น้ำตก หรือหุบเขาต่างๆได้นานๆ หรือหลายๆวัน ซึ่งมีนักลงทุนไปสร้าง resort หรูๆ ไว้ต้อนรับ ที่ประเทศอื่นๆรู้สึกว่าจะไม่ค่อยมีแบบนี้ เพราะวิวธรรมชาติ ไม่ว่าที่ไหนๆ เขาคง reserve ไว้ให้คงอยู่เหมือนเดิม ห้ามไปก่อสร้างอาคาร หรือ resort ณ ที่แห่งใด ยกเว้นรัฐสร้างไว้ให้แค่ไปเที่ยวชม เป็นสิ่งที่ดีที่เมืองไทยเรานี้ มีทัศนียภาพ ประเพณีต่างๆ แฟชั่นพื้นเมือง และอาหารที่อร่อยๆ ไว้นำเสนอนักท่องเที่ยว ให้เป็นรายได้แก่เรา โดยไม่ต้องไปสนใจผลิตสินค้ามูลค่าสูง เช่นยานพาหนะรถยนต์หรือ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
กล่าวกันว่า ชุมชนที่เราอยู่ในเมือง จะมีสิงสาราสัตว์ชุกชุม ที่บ้านที่อยู่นี้ มีสัตว์หลายชนิดโดยเฉพาะพวก เลื้อยคลาน เช่นวรนุช (ตะกวด ตัวเงินตัวทอง ) มีประจำ และถ่ายมูลไว้ด้วย สำหรับงู แถวที่บ้านชุกชุมมาก แรกๆ ก็ไม่ได้สนใจ เพราะอยู่ข้างนอกบ้าน ช่างมัน แต่เมื่อประมาณ ๕ วันที่ผ่านมา ผมเดินเข้าบ้าน เจองูในห้องที่นั่งประจำ พอมันเห็นเรา ก็คลานเข้าไปหลบที่ใต้ตู้ เท่าที่ทราบงูกลัวคนเหมือนกัน ถ้าเราไม่ยุ่งกับมัน ก็คงไม่เป็นไร แต่เราก็ไม่ชอบให้งูอยู่ด้วยกันกับเรา นั่งคิดไปเรื่อยๆ จนนึกถึง google เปิดหาดู ทราบว่า มีบริการจับงูขององค์กรที่เป็นทางการ จึงรีบโทรไป แล้วเขาก็มากัน ๒ คน ทันทีเหมือนกัน เร็วมาก และจับงูไป
นับเป็นเรื่องที่น่าชมเชยของทางราชการหรือบริการสาธารณะ ปฏิบัติได้รวดเร็ว คลายเครียดไปได้บ้าง ความจริง เรามักจะปิดประตูบ้านเสมอๆ เพราะสิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างคือนกบินเข้าบ้าน ถ้าเข้ามาแล้ว จะจับยากมาก เพราะมันบินสูง เร็ว และไปได้ทั่วๆ

ถ้วยชามแตก เป็นของธรรมดา โดยเฉพาะคนอายุมากแบบเรา ถ้าทบทวนดู ไม่นานมานี้ ผมทำฝาของถ้วยอบmicrowave แตก วางกระแทก แรงไปหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะมี ๒ ชุด ใช้ฝารวมกันได้ ต่อมา ใช้ถ้วยไมโครเวฟ ออกจากเครื่องใหม่ๆ ร้อนๆ ปล่อยตกลงมาแตกกระจาย ทำให้ทั้งฝาและถ้วย แตกไปทั้งชุด อีกครั้งต่อมา ในวันหนึ่ง ที่เชียงใหม่ มี ถ้วยชามต้องล้างหลายใบ เมื่อล้างเศษอาหารแล้ว วางซ้อนๆกัน เตรียมใช้น้ำยาล้างจาน ปรากฎ ว่าถ้วยอย่างดีที่ใช้ประจำ วางหมิ่นเหม่มาก ตกลงมาแตกอีก ๑ ใบ เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
เมื่อวานนี้ ได้กรอกน้ำใส่ขวดเปล่าของ hale blue boy เพื่อนำไปใส่กระติก ต้มให้ร้อนๆ ใช้ลวกคอที่มีผื่นอยู่ เมื่อรินน้ำใส่กระติกไปแล้ว วางขวดเปล่าไม่ดี เกะกะ ข้อศอกไปสดุด ดันขวดตกแตกอีก ต้องเก็บ และโมโหตัวเองมากๆ ที่ไม่ระวังตัว
มีแต่เรื่องยุ่งๆ ซึ่งยังมีอีกมาก ยอมรับว่า อายุขนาดเรา นั้น ประสิทธิภาพของร่างกายเสื่อมลง เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องพิถีพิถันเรื่องการแต่งกาย เพราะยังไงหน้าตารูปร่างก็ฟ้องอยู่แล้ว ไปเดินศูนย์การค้า ไม่ต้องห่วงเรื่องที่จอดรถ แค่ไขกระจกลง ให้ รปภ. เห็นหน้า เขาหาที่จอดในช่องที่กันไว้ทันที อีกไม่กี่วัน แม่บ้านก็คงจะกลับแล้ว เหลือประสบการณ์ home alone ไว้แต่เพียงความทรงจำ แต่ความผิดพลาด ขี้หลงขี้ลืม คงจะเป็นอยู่ตลอดไป สวัสดีครับ
บู๊ คนเคยหนุ่ม
แถวบางเขน ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗






