ข้าคือความตาย ผู้ทำลายโลก

ข้าคือความตาย ผู้ทำลายโลก
“Oppenheimer” กวาดเจ็ดรางวัลออสการ์ ภาพยนตร์ตื่นเต้นชีวะประวัติ เขียนและกำกับโดยคริสโตเฟอร์ โนเเลนด์ เขาได้ปรับจากชีวะประวัติของออพเพนไฮเมอร์ได้รางวัลพูลิตเซอร์ โดยไควเบิรด และมาร์ติน เชอร์วิน “American Prometheus : The Triumph and Tragedy of J. Robert Oppenheimer” ออพเพนไฮเเมอร์ เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติสงครามโลกครั้งที่สอง เรื่องราวของโรเบิรต ออพเพนไฮเมอร์ นักฟิสิกซ์อเมริกัน ได้สร้างระเบิดปรมาณู ออพเพนไฮเมอร์เป็นเรื่องจริง เกี่ยวกับเหตุการณ์จริงทุกอย่างที่บันดาลใจภาพยนตร์ของคริสโตเฟอร์ โนแลน ประธานาธิบดี เเฮร์รี ทรูเเมน ได้เรียกออพเพนไฮเมอร์ “คนขี้แย” เมื่อออพเพนไฮเมอร ได้พบกับเขา ณ ทำเนียบขาว ภายหลคงสงคราม และสารภาพเขารู้สึกว่ามือของเขาเปื้อนเลือด มันเป็นความจริงด้วยออพเพนไฮเมอร์ไม่เคยแสดงความเสียใจอย่างเปิดเผยต่อบทบาทของเขาภายในการสร้างระเบิดปรมาณูฆ่าบุคคลระหว่าง 100,000 และ 200,000 คน ดังที่เขาได้กล่าวภายในภาพยนตร์ ความคิดของเขามันควรจะดีกว่าทิ้งระเบิดปรมาณูลูกเเรก จนน่ากลัวที่ไม่มีใครเลยจะใช้มันอีกครั้งหนึ่ง”โพรมีเทียสขโมยไฟจากเทพเจ้า และให้มันเเก่มนุษย์ ต่อสิ่งนี้เขาได้ถูกล่ามโซ่กับก้อนหินและทรมานชั่วนิรันดร” อ่านได้จากคำบรรยายเปิดของภาพยนตร์บลอคบัสเตอร์ของผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนเเลน ออพเพนไฮเมอร์ออพเพนไฮเมอร์เปิดด้วยคำบรรยายภาพยนตร์ที่อ้างถึงโพรมีเทียสเทพเจ้าจากตำนานกรีก ขโมยไฟจากพระเจ้า เเละให้มันแก่มนุษยชาติ ภาพยนตร์ได้บันทึกว่าโพรมีเทียสได้ชดใช้การกระทำเหล่านี้โดยถูกทรมานจนชั่วนิรันดรภาพยนตร์ของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ เปรียบเทียบโดยตรงระหว่างโรเบิรต ออพเพนไฮเมอร์ และโพรมีเทียส ทำนองเดียวกับโพรมีเทียสทรมานจากการนำความรู้ความเข้าใจมาสู่มนุษยชาติ ออพเพนไฮเมอร์ทรมานจากการปล่อยออกมาความลับของพลังงานปรมาณู การให้อำนาจมนุษย์ทำลายตัวพวกเขาเอง ออพเพนไฮเมอร์ได้ถูทรมานโดยการวิเคราะห์ทางประว้ติศาสตร์และมโนธรรมของเขาเองชั่วนิรันดร”American Prometheus : The Triumph and Tragedy of J. Robert Oppenheimer” เป็นหนังสือชีวะประวัติ เขียนโดยไค เบิรด และมาร์ติน เชอร์วิน ได้ถูกนำมาสู่ชีวิตภายในภาพยนตร์ “Oppenheimer” ของ คริสโตเฟอร์ โนแลนโพรมีเทียส ได้ขโมยไฟจากเทพเจ้าและให้มันแก่มนุษย์ ดังนั้นเขาได้ถูกล่ามโซ่กับก้อนหินและทรมานชั่วนิรันดร ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างออเพนไฮเมอร์ และโพรมีเทียส พาดพิงเป็นชี่อของหนังสือ ออพเพนไฮเมอร์เป็นโพรมีเทียสมัยใหม่และคล้ายกับเทพเจ้าของตำนานกรีก เขาได้ถูกลงโทษต่อการขโมยไฟจากเทพเจ้า โดยสรุปไฟที่ออพเพนไฮเมอร์ ขโมยจากพระเจ้า เป็นความรู้สร้างอาวุธของการทำลายอย่างรุนแรง เมื่อ ค.ศ 1943 ออพเพนไฮเมอร์ได้เข้าร่วมโครงการแมนฮัตตันภายในการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลกทำนองเดียวกับโพมีเทียส ออพเพนไฮเมอร์เผชิญกับการลงโทษหลายอย่าง ภายหลังการทำงานของเขากับโครงการแมนฮัตตันเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้สิ้นสุดลง โครงการแมนฮัตตันได้กลายเป็นความรู้สาธารณะและออพเพนไฮเมอร์กลายเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ รูปของเขาได้ปรากฏบนไลฟ์ แอนด์ ไทม์ และเขาได้กลายเป็นเสียงชี้นำของอาวุธปรมาณูของประเทศเรามีเรื่องราวไม่กี่เรื่องให้ยืมตัวเองต่อการเปรียบเทียบที่น่ายกย่องและการสร้างระเบิดปรมาณู มันเป็นกล่องแพนโดราการปล่อยพลังงานนิวเคลียร์ที่น่ากลัว มันเป็นแฟรงแกนสไตล์ แต่การเปรียบเทียบที่เลือกโดยคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ ภายในออพเพนไฮเมอร์คือ โพรมีเทียส เมื่อกล่องแพนโดราของออพเพนไฮเมอร์ ได้เปิดไม่สามารถปิดได้ มันเป็นกล่องแพนโดราของผม ผมคือออพเพนไฮเมอร์ และนี่คือระเบิดปรมาณูภายในตำนานกรีก โพรมีเทียสรู้จักกันดีที่สุดต่อการต่อต้านเทพเจ้าโอลิมปัส ด้วยการขโมยไฟจากพวกเขา และให้มันแก่มนุษยชาติ ด้วยรูปแแบบของความรู้ เทคโนโลยี และอารยธรรม ภายในบางฉบับของตำนาน เขาได้ถูกยกย่องด้วยการสร้่งมนุษยชาติจากดินเหนียวด้วยโพรมีเทียส เป็นไททันและเทพเจ้าแห่งไฟ ไททันเป็นยักษ์ใหญ่ครั้งหนึ่งเคยปกครองโลก ด้านความฉลาดของเขาถูกเน้นย้ำโดยความหมายของชื่อของเขา ผู้คิดล่วงหน้า โพรมีเทียสเป็นเพื่อนของมนุษยชาติ เรามีเรื่องราวสองเรื่องเท่านั้นที่โพรมีเทียสได่แสดงคุณลักษณะของนักกลอุบาย เรื่องราวเหลานี้คือ การหลอกลวงซุสภายในการบูชายัญณ เมคโคน และการขโมยไฟจากเทพเจ้าและให้แก่มนุษย์ภายในการปกคลุมแห่งความมืด โพรมีเทียสได้ลงมือภารกิจที่กล้าหาญเขาได้เดินทางไปภูเขาโอลิมปัส ที่พักอาศัยของเทพเจ้า และได้ขโมยไฟด้วยของขวัญแห่งไฟ มนุษยชาติได้ถูกปฏิรูป มันได้นำมาซึ่งความอบอุ่นการคุ้มครอง และการทำอาหาร ยิ่งกว่านั้นมันทำให้สามารถพัฒนาทักษะของการทำงานโลหะ การปูเส้นทางเพื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไฟไม่เป็นเพียงแต่เครื่องมือเท่านั้น แต่เป็นสัญลักษณ์ของความรู้ความเข้าใจและความก้าวหน้าด้วย ดวงประทีปที่นำมนุษยชาติออกจากความมืดไปสู่อารยธรรมแต่กระนั้นการขบถของโพรมีเทียสได้ถูกมองเห็น ซุส กษัตริย์แห่งเทพเจ้า โกรธเคียงจากการขโมยและความกล้าหาญของโพรมีเทียส เพื่อเป็นการลงโทษ ซุส ได้ล่ามโซ่โพรมีเทียสกับก้อนหินบนภูเขาคอเคเชี่ยนตรงที่นกอินทรี สัญลักษณ์ของซุส จะกินตับของเขาแต่ละวัน ตับของเขาจะเจริญงอกใหม่ทุกคืนที่นกอินทรีสามารถกินมันได้อีก โพรมีเทียสยังคงถูกล่ามโซ่บนภูเขาจนกระทั่ง วีรบุรุษกรีก เฮอคิวลิส ได้ยิงนกอินทรีด้วยธนูของเขา ฆ่านกอินทรีและปลดปล่อยโพรมีเทียสจากการทรมาน ด้วยการอนุญาติจากซุสแต่กระนั้นซุสยังไม่จบกับการลงโทษของเขา เขาต้องการลงโทษแก่มนุษยชาติ ดังนั้นซุสได้ให้ฮีฟิสตัส สร้างผู้หญิงสวยงามชื่อแพนโดราและเขาได้ส่งเธอไปยังเอพิทีซุส แม้ว่าโพรมีเทียส ได้เตือนน้องชายของเขาอย่ารับของขวัญใดก็ตามจากเทพเจ้า เอพิทีซุสได้ลืมทุกอย่างเกี่ยวกับการเตือนของพี่ชายของเขา ทันทีที่เอพิทีซุสมองเห็นแพนโดราเขารู้ว่าเขาต้องมีเธอเป็นภรรยาของเขา แต่แพนโดราได้นำกล่องมากับเธอที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย และเมื่อเธอได้เปิดกล่องของเธอ ความชั่วร้ายทุกอย่างได้ออกมาสู่โลกเฮสิโอด กวีชาวกรีก ได้เชื่อมโยงตำนานที่สำคัญสองเรื่องเกี่ยวกับโพรมีเทียส เรื่องเเรกคือ ซูส ถูกหลอกโดยโพรมีเทียสต่อการยอมรับกระดูกและเครื่องในของการบูชายัญ แทนที่จะเป็นเนื้อที่ดี ได้ซ่อนไฟจากมนุษย์แต่กระนั้นโพรมีเทียส ได้ขโมยมัน และส่งมันกลับไปสู่โลกอีกครั้งหนึ่งซุส ได้ลงโทษมนุษย์ภายหลังที่โพรมีเทียสได้ให้ไฟแก่พวกเขาด้วย เขาทำการแก้แค้นโดยการนำเสนอแพนโดราแก่น้อยชายของโพรมีเทียสเอพพิมีเทียส ซึสนำเธอมาสู่โลกเป็นภรรยาของเอพิมีเทียส ซุสได้ให้กล่องแก่แพนโดรา ภายในกรีกโบราณมันถูกเรียกว่าโถ แต่เตือนเธออย่าได้เปิดมัน เเพนโดรา ถูกสร้างเป็นความอยากรู้อยากเห็น และได้ถูกกระตุ้นให้เปิดกล่อง ในที่สุด แพนโดรา ได้เปิดกล่องของเธอบรรจุความเจ็บป่วยความตาย และความชั่วร้ายอื่นออกมาสู่โลก ความหวังอย่างเดียวยังคงอยู่ภายใน เรื่องราวที่ยั่งยืนของโพรมีเทียสได้อธิบายเป็นสัญลักษณ์แห่งความฉลาด การขบถ การท้าทายเทพเจ้า ชื่อของเขาหมายถึงคิดล่วงหน้า ตรงกันข้ามกับน้องชายของ เอพพิมีเทียส หมายถึงคิดภายหลัง โพรมีเทียสเป็นลูกชายของไททัน ไอเอพิทูส แม้ว่าตัวเขาเองเป็นไททันร่วมกับน้องชาย เอพพิมีเทียส เขาได้อยู่ข้างซุสกษัตริย์แห่งเทพเจ้า ระหว่างสงครามไททัน การต่อสู้ระหว่างเทพเจ้าโอลิมเปียและไททัน เนื่องจากความไม่เต็มใจของไททันที่จะใช้ความฉลาดทางยุทธวิธีต่อสู้โอลิมเปีย ไททันต้องการใช้กำลังที่ดุร้ายทำลายเทพเจ้า พวกเขาไม่รับฟังการเตือนของโพรมีเทียสเกี่ยวกับการใช้ความฉลาดของพวกเขา ไม่ใช่กำลังของพวกเขาตามตำนานกรีก ซุสได้มอบหมายให้โพรมีเทียส และเอพิมีเทียส น้องชายของเขาสร้างสัตว์แก่โลก ด้วยความสามารถเหมือนเทพเจ้า ตามมาเอพิมีเทียสได้สร้างสัตว์ที่สามารถบินได้ ว่ายน้ำ และวิ่งได้รวดเร็ว โพรมีเทียสได้สร้างมนุษย์ด้วย เขาได้ขอน้องชายของเขาเพื่อคุณลักษณะของเทพเจ้าที่จะให้ต่อการสร้างมนุษย์ของเขา แต่เมื่อเอพิมีเทียสมองดูเขาได้ให้คุณลักษณะทุกอย่างไปแล้วมนุษย์ไม่มีคุณลักษณะเทพเจ้าช่วยเหลือพวกเขาภายในชีวิต เมื่อซุสมองเห็นมนุษย์ที่โพรมีเตียสได้สร้าง เขาได้หัวเราะ มนุษย์เหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดา พวกเขายังคงอยู่บนโลก บินบนท้องฟ้าและว่ายน้ำไม่ได้ พวกเขาอาจจะดูเหมือนเทพเจ้า แต่พวกเขาจะยังคงเป็นมนุษย์เราจะยอมให้พวกเขามองขึ้นไปที่ภูเขาโอลิมปัส บ้านของเทพเจ้า และบูชาเราและอำนาจของเราโพรมีเทียสได้ถูกมองเป็นบิดาของมนุษยชาติ เพราะว่าเขาได้สร้างพวกเขาจากดินเหนียว เขาสร้างผู้ชายเท่านั้น ไม่มีผู้หญิง และปล่อยพวกเขามีชีวิตอยู่อย่างอิสระภายในโลก โลกไม่ได้เป็นสถานที่ที่ดีเมื่อมันเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย และการได้อาหารที่เพียงพอที่จะยังคงมีชีวิตอยู่จะลำบาก ซุสได้ยืนยันว่ามนุษย์ต้องบูชายัญต่อเทพเจ้าบ่อยครั้ง เเละต้องให้สัตว์ทั้งตัวแก่เทพเจ้าโพรมีเทียส ได้ร้องขอซุสยินยอมมนุษย์ให้ส่วนแบ่งของสัตว์เท่านั้นแก่เทพเจ้า และเก็บส่วนที่เหลือเพื่อพวกเขาเอง ซุสเห็นด้วย แต่พวกเขาทั้งสองไม่สามารถตกลงว่าส่วนไหนควรจะสวงนไว้เพื่อเทพเจ้า โพรมีเทียสรู้ว่าซุสต้องการที่ดีทั้งหมดของสัตว์ และได้คิดแผนที่จะหลอกเขาชาวกรีกเชื่อว่าเทพเจ้าบนโอลัมปัสต้องการการบูชายัญเป็นส่วนหนึ่งของการเคารพบูชาของพวกเขา โดยทั่วไปมันนำมาซึ่งการฆ่าสัตว์เลี้ยงเช่น หมู วัว หรือแพะตามธีโกนีของเฮสิโอด มนุษย์และเทพเจ้าครั้งหนึ่งได้พบกัน พวกเขาได้รวมกันภายในเมคโคน ตัดสินใจใครจะได้ส่วนอะไรของวัวที่บูชายัญการบูชายัญ ณ เมคโคน เป็นมากกว่าเพียงแค่การบูชายัญเทพเจ้าครั้งแรก มันเป็นการสร้างของการแบ่งระหว่างเทพเจ้าและมนุษย์ การบูชายัญเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่ง แม้ว่าโพรมีเทียสเข้าข้างกับซุสต่อสู้ไททัน และต่อมาโพรมีเทียสสงสารมนุษย์ เพราะว่าซุสได้วางแผนกวาดล้างมนุษย์ ดังนั้นโพรมีเทียสได้ช่วยเหลือมนุษย์ภายในการบูชายัญ ณ เมคโคนการประชุมระหว่างเทพเจ้าและมนุษย์ ตกลงกันเรื่องการบูชาเทพเจ้าโพรมีเทียสได้ฆ่าวัวตัวใหญ่ และเเบ่งมันเป็นสองกองเ เพื่อให้ซุสเลือกว่าเทพเจ้าต้องการกองไหนเพื่อการบูชา ภายในกองแรกวางกระดูกไว้ข้างล่างเเละคลุมด้วยไขมันเยิ้มน่ากัน กองที่สองวางเนื้อดีไว้ข้างล่าง และคลุมด้วยเครื่องใน ซุส ได้เลือกกองที่หนึ่ง เพราะว่าไขมันน่ากินกว่าเครื่องใน มันได้ให้การอธิบายทางตำนานของการปฏิบัติการบูชายัญกระดูกเเก่เทพเจ้าเท่านั้น ในขณะที่มนุษบ์ได้รักษาเนื้อและไขมันไว้ ซุส รู้สึกโกรธอย่างมาก และเขาไม่เคยยกโทษโพรมีเทียสต่อการหลอกเขาในขณะนี้มนุษย์มีเนื้อแล้ว แต่พวกเขายังคงมีชีวิตอยู่อย่างลำบาก เพราะว่าไม่สามารถอุ่นหรือทำหารของพวกเขา โพรมีเทียสรู้ว่าพวกเขาต้องการไฟ แต่ซุสได้เก็บไฟเพื่อเทพเจ้าคนเดียว ดังนั้นโพรมีเทียสได้ทำการขโมยไฟให้แก่มนุษบ์ ในขณะนี้มนุษย์สามารถทำอาหาร และพวกเขามีความสุขแต่เมื่อซุสมองเห็นมนุษยชาติใช้ไฟ เขาได้กลายเป็นโกรธต่อการถูกหลอกอีกครั้งหนึ่ง

เรามีภาพที่น่าตะลึง ถ่ายเมื่อ ค.ศ 2015 ของจรวดนิวเคลียร์ภายในพิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศภายในทัคซอน อริโซนา เขียนภายในฝุ่นบนจรวดลำนี้เป็นถ้อยคำ ” ในขณะนี้ข้ากลายเป็นความตาย ผู้ทำลายของโลก” ถ้อยคำเหล่านี้ มาจากคัมภีร์สันสกฤติ “ภควัติคีตา” ได้ถูกอ้างอย่างมีชื่อเสียงต่อโรเบิรต ออพเพนไฮเมอร์ สถาปนิกของระเบิดปรมาณู เมื่อออพเพนไฮเมอร์ เฝ้ามองระเบิดปรมาณูลูกเเรกระเบิดและคิด ในขณะนี้ข้ากลายเป็นความตาย คำพูดอ้างอิงที่มีชื่อเสียงนี้ไม่ได้เป็นออพเพนไฮเมอร์ต้นกำเนิด พระวิษณุ ได้กล่าวมันภายในคัมภีร์ฮินดูคัมภีร์เกี่ยวกับพระเจ้าบอกทหารไม่รู้สึกรับผิดชอบต่อใครมีชีวิตอยู่และใครเสียชีวิตภควัตคีตาประกอบด้วย 700 บท และปรากฏภายในมหาภารตะ ณ 100000 บท และเจ็ดเท่าความยาวรวมกันของโอดิสซี่ย์และอีเลียดมหาภารตะเป็นบทกวีมหากาพย์ยาวที่สุดภายในโลกเขียนระหว่าง 400 บีซีอี และ 200 บีซีอี พระกฤษณะและอรชุนภายในภควัติคีตาคือใคร ทำไมพวกเขาสำคัญต่อเรื่องราว พระกฤษณะและอรชุนมีการเชื่อมโยงที่สำคัญ อรชุน เป็นเจ้าชายขัดเเย้งอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการสู้รบ และพระกฤษณะช่วยเหลือเขาเข้าใจบทเรียนสำคัญกี่ยวกับตัวเขาและจิตวิญญานของเขาเจ้าชายอรชุนนำกองทัพของปาณฑพ คนขับรถม้าของเขาคือพระกฤษณะ อวตารของพระวิษณุ พระกฤษณะเป็นเพื่อนและที่ปรึกษาของอรชุนตลอดชีวิตของเขา เมื่ออรชุนมองเห็นว่าการสู้รบกำลังจะเริ่มต้นเขาได้ขอให้พระกฤษณะขับรถม้าของเขาอยู่ระหว่างสองกองทัพ ดังนั้นเขาสามารถมองเห็นอย่างใกล้ชืดศัตรูของเขาเมื่อเขาได้มองเห็นบุคคลภายในกองทัพของเการพ เขาได้รับรู้พวกเขาหลายคนเป็นครอบครัวและเพื่อนของเขาเอง เขาได้บอกพระกฤษณะว่าเขาไม่ต้องการต่อสู้กับครอบครัวของเขาเอง พระกฤษณะ ได้กระตุ้นและชักจูงอรชุนว่ามันเป็นธรรมะของเขาที่จะต่อสู้สงครามที่ชอบธรรม เเม้ว่ามันนำมาด้วยผลตามมาที่เจ็บปวด พระกฤษณะอ้างว่า มันเกิดขึ้นจากความเข้าใจที่จำกัดของอรชุนของลักษณะแห่งโลกและความเป็นจริงบนขอบของการสู้รบที่ยิ่งใหญ่ อรชุนท่วมท้นด้วยความกังวลและแสดงความไม่สบายใจของเขาต่อพระกฤษณะ พระกฤษณะได้ช่วยชักจูงอรชุนทำหน้าที่ของเขาเป็นบุคคลเกิดมาสู่ชนชั้นของนักรบที่ต้องต่อสู้ภควัติคีตาเป็นเรื่องการเเลกเปลี่ยนความคิดระหว่างอรชุนและพระกฤษณะ คนขับรถม้า ช่วงเวลาการสู้รบระหว่างสองตระกูล ปาณฑพ และเการพข้อเท็จจริงที่ออพเพนไฮเมอร์ หันกลับไปยังคัมภีร์สันสกฤติ ณ ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เสนอแนะว่า อย่างน้อยที่สุดส่วนหนึ่งข้อเขียนของฮินดูได้ช่วยเขาอย่างมีเหตุผลของพลังการทำลายที่เขานำมาสู่โลก เขาได้ถูกดึงดูดอย่างมากที่เห็นได้ชัดต่อปรัชญานี้ ด้วยถ้อยคำออพเพนไฮเมอร์ได้คิดถึง พระวิษณุกำลังพูดกับเจ้าชายนักรบ อรชุน กลายร่างเป็นคนขับรถม้าของเขา พระกฤษณะ อรชุนเป็นทหาร เขามีหน้าที่ต้องต่อสู้พระกฤษณะไม่ใช่อรชุนจะกำหนด ใครมีชีวิตอยู่หรือใครเสียชีวิตต่อมาออพเพนไฮเมอร์ ได้อ้างถึงบทหนึ่งจากภควัติคีตาเมื่อคิดถึงสภาวะจิตใจของเขา เมื่อเขาได้มองเห็นการระเบิดของการทดสอบทรินีตี้ภายในทะเลทรายเม็กซิโกเมื่อ ค.ศ 1945″ถ้าแสงสว่างจากดวงอาทิตย์นับพันประทุพร้อมกันบนท้องฟ้า มันคงเป็นภาพความสวยงามของผู้ยิ่งใหญ่”ภายในภาพยนตร์ออพเพนไฮเมอร์ คำพูดอ้างอิง “ข้าคือความตาย ผู้ทำทายโลก” สามารถถูกได้ยินสองครั้ง ครั้งแรกเชื่อมโยงกับจีน แทตลอต ครั้งที่สองออพเพนไฮเมอร์ได้คิดถึงคัมภีร์ฮินดูในขณะที่กำลังมองการระเบิดของระเบิดปรมาณูครั้งแรกระหว่างการทดสอบทรินิตี้ระหว่างคืนแรกด้วยกันของพวกเขา จีน แทตลอตได้กลายเป็นหมกมุ่นด้วยการรวบรวมวรรณกรรมของออพเพนไฮเมอร์ เธอได้พบ ภควัตคีตา และให้ออพเพนไฮเมอร์อ่าน ในขณะที่พวกเขาร่วมรักกัน แต่กระนั้นฉากการร่วมรักของออพเพนไฮเมอร์ ได้กระตุ้นการโต้เถียงท่ามกลางกลุ่มชาวฮินฮูฝ่ายขวาของอินเดียไม่พอใจออพเพนไฮเมอร์เนื่องจากฉากการร่วมรักของภาพยนตร์ ได้อ่านคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของพวเขา มันทำให้เกิดความโกรธท่ามกลางกลุ่มฝ่ายขวาฮินดู ออพเพนไฮเมอร์ ได้กล่าวคำพูดอ้างอิงต่อมาภายในภาพยนตร์ภายหลังระเบิดปรมาณูได้ถูกทดสอบเมื่อเขาได้อ้างถึงถ้อยคำต่อตัวเขาเองภายในชีวิตจริง ออพเพนไฮเมอร์ กล่าวว่าเขาได้คิดถึงพระคัมภีร์ฮินดู ภายหลังได้มองเห็นการระเบิดปรมาณูโดยตรง กล่าวว่ามันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เขาและใครก็ตามทำงานกับระเบิดปรมาณูสามารถเชื่อมโยงมันมันได้กระทบต่อออพเพนไฮเมอร์ในฐานะของบุคคลหนึ่ง ภายหลังระเบิดปรมาณูทดสอบบรรลุความสำเร็จ และได้ถูกใช้ตามมาภายในฮิโรชิมาและนางาซากิ ภาพยนตร์ไม่ได้หลบเลี่ยงจากการแสดงผลกระทบของสิ่งนี้ต่อออพเพนไฮเมอร์ ความรู้สึกผิดของนักวิทยาศาสตร์ต่อความรับผิดชอบการเสียชีวิตของชาวญี่ปุ่นบริสุทธ์จำนวนมากมันได้ถูกแสดงให้เห็นภายในภาพยนตร์ คำพูดเทียบเคียงที่ผูกกับความรู้สึกผิดนี้เมื่อออพเพนไฮเมอร์รับผิดชอบโดยตรงต่อการสร้างระเบิดปรมาณูครั้งแรก เขามองตัวเขาเองเป็นความตาย การสร้างของเขาถูกเชื่อมต่อโยงต่อการเสียชีวิตของบุคคลบริสุทธ์นับไม่ถ้วน อธิบายทำไมเขามองตัวเขาเองเป็นความตาย ตอนจบของภาพยนตร์ ออพเพนไฮเมอร์ ได้จินตนาการการทำลายล้างทั้งโลก เนื่องจากสงครามนิวเคลียร์ บางสิ่งบางอย่างที่เขารู้สึกหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพยนตร์จบลงด้วยออพเพนไฮเมอร์พูดกับไอนสไตน์ว่าเขาเชื่อว่าการสร้างระเบิดปรมาณูของเขาคือสิ่งทีทำลายโลกในที่สุดอัลเบิรต ไอนไสตน์ กล่าวว่าเมื่อพวกเขาลงโทษคุณเพียงพอแล้วพวกเขาจะบริการคุณสลัดแซลมอนและมะเขือเทศ กล่าวปราศัยให้เหรียญแก่คุณ และตบคุณที่หลัง บอกว่าทุกอย่างยกโทษให้ เพียงแค่จดจำมันไม่ได้เพื่อคุณ…..มันเพื่อพวกเขาคำพูดอ้างอิงเต็ม ตามการพูดของออพเพนไฮเมอร์ภายในสารคดีเอ็นบีซี 1965 คือเรารู้ว่าโลกจะไม่เหมือนเดิม บุคคลไม่กี่คนหัวเราะ บุคคลไม่กี่คนร้องให้ บุคคลส่วนใหญ่เงียบ ผมได้จดจำคำพูดจากคัมภีร์ฮินดู ภควัตคีตา คำพูดอ้างอิงมาจากพระวิษณุ เทพเจ้าแห่งการรักษา ภายในเรื่องราวสันสกฤติ พระวิษณุ กำลังพยายามชักจูงเจ้าชาย ควรจะทำหน้าที่ของเขาใช้รูปแบบอาวุธที่หลากหลาย เพื่อที่จะให้ประทับใจเขา และพระวิษณุได้กล่าวคำพูดสัญลักษณ์ ข้าคือความตาย บางสิ่งบางอย่างที่ออพเพนไฮเมอร์ได้นึกถึงระหว่างชีวิตและการสร้างระเบิดปรมาณูของเขาภควัตคีตา แปลว่าบทเพลงแห่งพระเจ้า มันเป็นส่วนเล็กน้อยของมหากาพย์ที่ใหญโต รู้จักกันเป็นมหาภารตะ มหาภารตะเป็นมหากาพย์ฮินดูเป็นรายละเอียดเหตุการณ์ของสงครามทุ่งกุรุเกษตร มันเป็นสงครามต่อสู้โดยตัวเอกของมหาภารตะ และชื่อของเขาคือ อรชุน ภควัตคีตาเป็นคัมภีร์ฮินดู 700 บท เขียนเป็นภาษาสันสกฤติ แต่งโดยฤาษีวยาสจุดสำคัญอยู่ที่การสนทนาระหว่างอรชุน เจ้าชายนักรบที่ยิ่งใหญ่และคนขับรถม้าของเขา พระกฤษณะการสนทนานี้เกิดขึ้นระหว่างการสู้รบแห่งมหาภารตะ เมื่ออรชุนรับรู้ว่าการฆ่าน้องชายและครอบครัวของเขาเป็นบาป เขาไม่ต้องการต่อสู้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาขาดความกล้าหาญหรือทักษะ แต่เพราะว่ามันเป็นสงครามของการสืบทอด ดังนั้นศัตรูของเขาเป็นหลานของเขาเอง เพื่อนของเขา ครูของเขา อรชุนไม่ต้องการฆ่าพวกเขา ดังนั้นเขาได้บอกคนขับรถม้าของเขา พระกฤษณะได้โน้มน้าวให้อรชุนต่อสู้ ด้วยการแสดงหลักธรรมะ การกระทำที่ปราศจากความต้องการแห่งตน สอนว่าจงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด ไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ของการกระทำนั้นถ้อยคำของภควัตคีตาส่วนใหญ่พระกฤษณะได้บอกอรชุนทำไมเขาต้องไปสงคราม เเม้ว่าอรชนไม่ต้องการไป ข้อยืนยันของพระกฤษณะคืออรชุนเป็นทหาร และดังนั้นมันเป็นงานของเขา – หน้าที่ของเขา – ทำสงคราม มันเป็นงานของพระกฤษณะ ไม่ใช่อรชน กำหนดโชคชะตาของอรชุน อรชุน ต้องมีศรัทธาต่อพระกฤษณะ ถ้าเขาต้องการรักษาวิญญานของเขาการเผชิญกับกองทัพตรงข้ามเป็นเพื่อนและญาติพี่น้อง แต่พระกฤษณะได้สอนเขาเกี่ยวกับปรัชญาที่สูงขึ้น ดำเนินการหน้าที่ของเขาในฐานะของนักรบ ไม่มองความห่วงใยส่วนบุคคลของเขา มันรู้จักกันเป็นธรรมมะ หรือหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ มันหนึ่งของบทเรียนที่สำคัญสี่บทของภควัตคีตา

แกรี โอลด์แมน แสดงเป็นประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมนของออพเพนไฮเมอร์ แฮร์รี ทรูเเมน ได้อ้างถึงออพเพนไฮเมอร์เป็นนักวิทยาศาสตร์คนขี้แยภายหลังพวกเขาได้อภิปรายอนาคตของระเบิดปรมาณู และสร้างผลกระทบด้วยฉากเดียวที่จดจำเท่านั้น ออพเพนไฮเมอร์ถูกนำมาทำเนียบขาวพบกับทรูแมน อภิปรายความห่วงใยของเขาเกี่บวกับการแข่งขันอาวุธของระเบิดปรมาณูกับรัสเซีย ทรูเเมน ได้สูญเสียความอดทนต่อความรู้สึกของการสำนึกผิดและความวิตกกังวลของออพเพนไฮเมอร์และบอกอย่างขวานผ่าซาก “คุณไม่ได้ทิ้งระเบิด ผมต่างหากที่ทิ้ง” เขาได้เตือนออพเพนไฮเมอร์ว่าเหยื่อของการทิ้งระเบิดปรมาณูภายในญี่ปุ่น ไม่สนใจเกี่ยวกับใครเป็นผู้คิดค้น ก่อนที่จะไล่เขาอย่างสงบออกไปจากห้องทำงานรูปไข่แม้ว่าโรเบิรต ออพเพนไฮเมอร์ และประธานาธิบดีแฮรรี ทรูแมนเป็นทั้งสองบุคคลสำคัญต่อการพัฒนาและการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บุคคลทั้งสองพบกันส่วนบุคคลครั้งเดียวเท่านั้นมันไม่เป็นการพบที่เป็นไปด้วยดี การพบกันเเสดงความรู้สึกตรงกันข้ามของบุคคลทั้งสองที่มีต่อการการทิ้งระเบิดฮิโรชิมาและนางาซากิ และอนาคตของอาวุธระเปิดปรมาณู

ออพเพนไฮเมอร์ ได้ถูกนำไปทำเนียบขาว พบกับแฮร์รี ทรูแมน อภิปรายความห่วใยของเขาเกี่ยวกับโอกาสการแข่งขันทางอาวุธระเบิดปรมาณูกับรัสเซีย ทรูเเมนได้สูญเสียความอดทนกับความรู้สึกที่วิตกกังวลของออพเพนไฮเมอร์ เขาได้อ้างถึงมือที่เปื้อนเลือดของเขา ข้อวิจารณ์ที่แฮรรีทรูเเมนโกรธเคืองมือเปื้อนเลือดของเขา ให้ตายเถอะ เขาไม่ได้ถึงครึ่งหนึ่งของมือมือผมที่เปื้อนเลือดเลย ออพเพนไฮเมอร์ ได้ไปพบกับประธานาธิบดี ภายในห้องทำงานรูปใข่ ทรูเเมนได้ต้อนรับออพเพนไฮเมอร์มาสู่ทำเนียบขาวในฐานของวีรบุรุษ แต่การพบกันได้เลวลงอย่างรวดเร็ว แฮร์รี ทรูเเมนได้ถามออพเพนไฮเมอร์ เขาคิดว่ารัสเซียจะพัฒนาระเบิดปรมาณูเมื่อไร ภายหลังจากออพเพนอึกอักและกล่าวว่าเขาไม่รู้ทรูเเมนได้ร้องตะโกนว่าพวกเขาจะไม่มีทาง ต่อมาภายในการสนทนา ออพเพนไฮเมอร์ กล่าวว่าเขารู้ว่ามือของเขาเปื้อน ทำให้ทรูแมนโกรธมากขึ้น คุณไม่ได้ทิ้งระเบิด ผมทิ้ง “ฮิโรชิมาไม่ได้เกี่ยวกับคุณ”
Cr : รศ สมยศ นาวีการ


