ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (41)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (41)
ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์
1.ทั้งสองบทปรากฏอยู่ในอัล กุรอานห่างกันอยู่
2.ทั้งสองบทมีลำดับการประทาน ลงมาห่างกันอยู่ 9 บท (78-69)
2 ลำดับ (80-78)
3.ทั้งสองบทปรากฏอยู่ในยุซห่างกันอยู่ ฉะนั้น 9 + 2 + 1 เอยู่ 1 ยุช (30-29) = 12
คัมภีร์อัล กุรอานจึงเป็นอัล ฟุรกอน หรือเครื่องจำแนกระหว่างความ จริงกับความเท็จได้อย่างสมบูรณ์ พระดำรัสของพระเจ้าสมจริงแล้ว ดังนั้น มนุษย์ในยุคสุดท้ายนี้ต่างก็กำลังรอคอย “กาลเวลาที่ต้องมาปรากฏ” และ ข่าวสำคัญ” ที่จะมาถึงพร้อมกับผู้เป็นนายแห่งกาลเวลา อิมามุลอัศร์ หรือ ซอฮิบัชชะมาน
จากหน้าประวัติศาสตร์สากลผู้หนึ่งย่อมเห็นได้ว่า ในวาระที่จักรวรรดิ ออตโตมานเริ่มต้นการปกครองของตนในระบบสุลต่าน โดยมีสุลต่านมุฮัม มัดที่สอง ขึ้นเถลิงอำนาจในฐานะผู้พิชิตกรุงคอนแสตนติโนเปิล เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 1453 ด้วยการสังหารจักรพรรดิคอนแสตนทีนลงได้ (1451- 1481) และมีผู้สืบตำแหน่งแห่งบัลลังก์ของเขาอีก 30 คน จนถึงการล่มสลาย ของจักรวรรดิไปในที่สุด
รวมเวลาในการเถลิงอำนาจทั้งสิ้น 471 ปี ตลอดระยะเวลา 4 ศตวรรษ ครึ่งนี้ ไม่มีทศวรรษใดเลยที่จะว่างเว้นไปจากการทำศึกสงครามขยายดิน แดน รวมทั้งการรบกับฝ่ายคริสเตียนและฝ่ายมุสลิม โดยเฉพาะมหา สงครามระหว่างฝ่ายเตอร์กกับฝ่ายวีนีเที่ยน ระหว่างปี 1463-1479 ซึ่ง สันตะปาปา ปิอุสที่ 2 ถือเป็นสงครามครูเสดเช่นกัน
ต่อมาในปี 1514 สุลต่านซาเล็มที่ 1 ยึดอำนาจมาจากสุลต่าน บายา ชิดที่ 2 (1481-1512) ผู้เป็นบิดาของตนเอง และสั่งประหารชีวิตสุลต่าน อะห์มัดพี่ชายของตน ณ อนาโตเลีย นัยว่าเป็นผู้นับถือนิกายชีอะฮ์กับชาว เมืองกิซิลบัชที่มีความเห็นอกเห็นใจกับชาวเปอร์เซีย (ซอฟาวิด 1501-1786) ที่เป็นชีอะฮ์แห่งราชวงศ์ชาห์อิสมาอีล สุลต่านซาเล็มที่ 1 เป็นผู้นับถือนิกายซุนนี่ในแบบที่บ้าคลั่ง ได้มีบันทึกไว้ว่าเขาได้สังหารผู้คนของเขาที่เป็นชีอะฮ์ เป็นจำนวนถึง 40,000 คน จากนั้นจึงเริ่มต้นเปิดสงครามล้างผลาญเอากับ เปอร์เซีย ณ เมืองชาลดิราน ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยเฟรติส จากนั้นจึง หันกองทัพเข้าโรมรันพันตูกับกองทัพของฝ่ายสุลต่านของมัมลูกแห่งอียิปต์ (1250-1517) นำทัพโดย คันซูร อัลเการี มุ่งมาเผชิญทัพที่เมืองอเล็บโป คันซูรถูกสังหาร อเล็บโป ดามัสกัสและไคโร(อียิปต์)จึงถูกยึดครอง เมื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ชารีฟแห่งมักกะฮ์ ยอมจำนนโดยดุษฎี และ จึงยกนครมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ให้กับสุลต่านซาเล็มที่ 1 ปกครอง ทูมันเบว์ สุลต่านแห่งราชวงศ์มัมลูกของอียิปต์ถูกสำเร็จโทษเมื่อวันที่ 22 มกราคม 1517 จึงอาจถือได้ว่านับเป็นวาระเริ่มแรกที่สุลต่านออตโตมานเข้ามามี อำนาจปกครองเหนือชาวอาหรับทั้งมวล
เหตุการณ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ที่เก่าแก่ดำเนินมาสู่จุดอวสานของมัน ณ วันที่ 6 สิงหาคม 1806 เมื่อ จักรพรรดิ ฟรังซิส ทรงถอดมงกุฎอันเก่าแก่ของจักรวรรดิออก
นับเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์อิสลามอีกเช่นกันที่สุลต่านมุฮัมมัด ที่ 2 ผู้พิชิต ได้เปลี่ยนโบสถ์ ซานตาโซเฟีย ณ กรุงคอนแสตนติโนเปิล ของชาวคริสต์ให้เป็นมัสยิด ซึ่งถือเป็นการขัดต่อคำสั่งของท่านศาสนทูตของ พระเจ้าที่พวกเขาอ้างว่าเชื่อถือศรัทธาอย่างแจ้งชัด
ส่วนนครเยรูซาเล็มอันเป็นสถานที่ตั้งของศาสนสถานสำคัญๆ ของทั้ง 3 ศาสนานั่นเล่า! โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่ตั้งของมัสยิดอัล อักซอและโดม ออฟเดอร็อค ได้ตกอยู่ใต้การปกครองของออตโตมานในปี 1516 ในรัช สมัยของสุลต่านสุไลมานที่ 2 ซึ่งได้มีการสร้างกำแพงรอบเมืองมีการปรับ ปรุงอาคารของโดมออฟเดาะร็อค และสร้างน้ำพุสาธารณะรวม 4 แห่ง อย่าง ไรก็ตามในช่วงเกือบตลอดการปกครองของออตโตมาน การพัฒนาเมืองมี อุปสรรคขัดขวางเพราะขาดความปลอดภัย
การปกครองแผ่นดินปาเลสไตน์โดยอิบรอฮีม ปาชา ในปี 1831 และ นโยบายใหม่ที่สุลต่านออตโตมานนำมาใช้ ให้ประโยชน์กับชาวคริสเตียน ดังนั้นอังกฤษจึงเข้าสู่เมืองในปี 1917 และประกาศให้เป็นรัฐในอาณัติ ซึ่ง สิ้นสุดลงเมื่อปี 1948 โดยที่อังกฤษยกแผ่นดินส่วนหนึ่งของปาเลสไตน์ ให้เป็นบ้านของชาวยิวไซออนิสต์ ซึ่งในที่สุดได้มีการจัดตั้งรัฐอิสราเอลขึ้น จนถึงทุกวันนี้
หากไม่ต่อยอดของกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ต้นนี้ให้แตกขยายออกไป อีกก็เกรงว่าจะไม่โต นั้นคือ ในสายตาของชาวยิว ชาวคริสเตียนยุโรปและ ชาวอาหรับทั้งมุสลิมและชาวคริสต์แล้ว พวกเขาต่างมองดูราชวงศ์ซัลจูค เตอร์ค มองโกล และจักรวรรดิออตโตมานในฐานะผู้พิชิตดินแดนของตน ว่าเป็นเพียงการนำมาซึ่งอารยธรรมของพวกอนารยชน และในไม่ช้าพวกเขา ก็จะยอมรับอารยธรรมเดิมของผู้คนและแผ่นดินที่พวกเขายึดครองไว้ได้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ดังเช่นที่พวกมองโกลเมื่อเข้ายึดแผ่นดินจีนได้แล้ว ตนเองได้ยอมรับเอาอารยธรรมจีนไว้จนแยกไม่ออกว่าตรงไหนเป็นมองโกล อาณาจักรโมกุลในอินเดียก็เช่นกัน ในที่สุดได้ถูกดูดกลืนกลายเป็นชาว อินเดียโดยที่แทบแยกไม่ออกว่าแคว้นไหนมีพระราชาเป็นชาวมุสลิม และ แคว้นไหนเป็นชาวฮินดูและชาวซิกห์
ณ แผ่นดินตะวันออกกลางและยุโรปก็เช่นกัน เมื่อออตโตมานเข้า ปกครอง พวกเขาได้ประกาศตนเป็นมุสลิมนิกายซุนนี่ เช่นเดียวกับบรรดา ผู้ที่ถูกพวกเขาพิชิต แต่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาโน้มเอียงไปสู่ความ เป็นตะวันตก เช่นการสร้างปราสาทราชวัง และชอบสร้างมัสยิดให้มีขนาด ใหญ่โตนับจากบอสเนียจนถึงนครมักกะฮ์ เช่นเดียวกับโบสถ์วิหารของชาว ยุโรป ซึ่งการตั้งจักรวรรดิและราชวงศ์ของพวกเขาย่อมเป็นประจักษ์พยาน ได้เป็นอย่างดีหรืออาจเป็นเพราะ มีมาร ชินาน (1489-1578) สถาปนิกเอก ของจักรวรรดิออตโตมานเคยเป็นชาวคริสเตียนมาก่อน
ดังนั้นหากผู้หนึ่งมองดูจักรวรรดิออตโตมานอย่างพิเคราะห์ก็จะเห็น ได้เองว่า แก่นแท้อันเป็นความตั้งใจจริงๆ ของพวกเขาก็คือการแสดงอำนาจ หรือการเป็นจักรวรรดินิยมในรูปเก่า ซึ่งใช้อำนาจทางศาสนาและอำนาจทาง การทหารเป็นเครื่องมือ ดังจะเห็นได้ว่าสุลต่านแห่งออตโตมานเกือบจะทั้ง หมดทุกคน ไม่มีเวลาพอที่จะให้ความสำคัญอันใดกับนครอันศักดิ์สิทธิ์ทั้ง สามแห่ง นั้นคือ มักกะฮ์ มะดีนะฮ์และเยรูซาเล็ม ซึ่งบรรดาผู้ศรัทธาที่แท้ จริง ก็คงไม่ได้หวังที่จะเห็นการให้เกียรติและพิทักษ์รักษาศาสนสถานเหล่า นี้ไว้ ให้อยู่ในการปกครองของมุสลิมอย่างสุดฤทธิ์ตลอดไป
ในที่สุดเมื่อเวลาอันยาวนานถึงเกือบ 500 ปี ได้พิสูจน์แล้วว่าพวก เขาไม่ได้แยแสว่าใครจะเป็นผู้ปกครอง ดังนั้นจักรวรรดินิยมอังกฤษจึงก้าว เข้ามาและยกแผ่นดินปาเลสไตน์ให้กับพวกยิวไซออนิสต์ และยกแผ่นดิน ฮิญาซให้กับพันธมิตรชาวอาหรับของตน ที่ได้ร่วมมือกันกำจัดอำนาจของ ออตโตมานออกไปจากตะวันออกกลาง นั่นคือตระกูล อิบนิ ซาอุด โดย ตั้งราชวงศ์ซาอุดีอารเบียให้ปกครองนครมักกะฮ์และมะดีนะฮ์แทนตน จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นทรัพย์สินเงินทองที่นำมาใช้ในการสร้างต่อเติมมัสยิด อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองแห่ง (ฮะรอมัยน์) จึงเป็นปัญหา
ถึงแม้ดวงอาทิตย์แห่งจักรวรรดินิยมอังกฤษจะตกลับขอบฟ้าไปแล้ว ก็ตาม แต่อังกฤษยังคงเฝ้ามองดูด้วยกับสายตาของพญามาร และทำให้เป็น ที่แน่ใจอยู่เสมอว่าศาสนถานอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งนี้ ยังคงอยู่ในอำนาจ การปกครองของผู้คนทั้งสองเผ่า คือ เผ่ายิว กับ เผ่าอาหรับ โดยไม่คำนึง ถึงว่าพวกเขาจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม เพราะเขาเป็นผู้ก่อตั้งประเทศให้ กับคนทั้งสองเผ่า ในปี 1917 และ 1941 ตามลำดับ
แต่โดยส่วนลึกของอังกฤษที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายเชิร์ซออฟอิง แลนด์และโปรเตสแตนท์ ที่ปฏิเสธอำนาจของสันตะปาปาแห่งโรมันคาทอ ลิกนั้น ยังไม่ค่อยสู้จะไว้วางใจนักว่าผู้คนทั้งสองเผ่านี้ จะรักษาศาสนสถานทั้งสามแห่งนี้เอาไว้ในอำนาจของตนได้ตลอดกาล ดังนั้นอังกฤษจึงร่วมมือ กับสหรัฐอเมริกามหามิตรของตน ราวคอหอยกับลูกกระเดือก กระทำใน ทุกวิถีทางเพื่อสร้างกองทัพอันเกรียงไกรที่สุดให้กับรัฐอิสราเอล พร้อมทั้ง อนุมัติงบประมาณประจำปีให้อีกโสดหนึ่งด้วย ซึ่งขณะนี้อิสราเอลมีหัวรบ นิวเคลียร์มากถึง 400 หัวรบ และขณะนี้กำลังสร้างระเบิดนิวตรอนร่วมกับ สหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจจักรวรรดินิยมของตน ในการควบ คุมจุดยุทธศาสตร์และแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกในแผ่นดินตะวัน ออกกลาง
ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้เวทีของสหประชาชาติออกโรงในฐานะที่ตนเป็นสอง ในห้าของคณะมนตรีความมั่นคงฯ วีโต้มติของที่ประชุมสมัชชาแห่งสห ประชาชาติในทุกคราที่ออกมาประณามหรือให้อิสราเอลปฏิบัติตามมติของ สหประชาชาติ ที่ตนเห็นว่าอาจสร้างความสั่นคลอนในเสถียรภาพหรือการ คงอยู่ของรัฐอิสราเอล และที่เห็นว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอย่างชัดแจ้งที่สุด ก็คือการยังคงปล่อยให้รัฐอิสราเอล เป็นรัฐที่นิยมลัทธิไซออนิสต์ ซึ่งที่ประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติได้ลงมติ ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 1975 ประกาศให้ลัทธิไซออนิสต์เป็นรูปแบบหนึ่ง ของลัทธิ “เผ่าพันธุ์นิยม” และยังคงปล่อยให้อิสราเอลลอยนวลจากการที่ไม่ ยอมลงนามในสัญญาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non Proliferation Treaty) เป็นต้น
และนี้คือโฉมหน้าที่แท้จริงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เสื้อคลุมของการเป็น ประชาชาติที่พระเจ้าเลือกสรร ซึ่งพวกยิวไซออนิสต์ได้หมดเปลืองเวลาและ งบประมาณอย่างมหาศาลไปกับการโฆษณาชวนเชื่อ ให้ชาวโลกผู้ไร้เดียงสา ได้เชื่อไปตามการหลอกลวงของตน โดยหารู้ไม่ว่าหากชาวโลกที่ไม่ใช่คนเผ่า พันธุ์ยิวเชื่อไปตามการโฆษณาชวนเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ก็หมายความว่าพวก เขาจะตกเป็นชาวโลกที่มาจากเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่พระเจ้ามิได้เลือกสรร ซึ่งพวกยิวมีสิทธิเรียกพวกเขาว่าพวก โกยิม หรือพวกวัวควายที่ไม่มีสิทธิในการ ถือครองทรัพย์สินสมบัติใดๆ ของโลก ดังปร ดังปร ของชาวยิวมาตรา 5 ข้อที่ 5 ดังมีควา ปรากฏอยู่ในคำประกาศปฏิญญา
“อาจต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ที่เราจะได้จัดการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไปกับการที่พวก โกยิม ต่างร่วมมือกันอยู่ทั้งโลก กระนั้นแต่อันตรายนี้เรา ไปกับการกามมั่นคงปลอดภัยจากความบาดหมางที่มีอยู่ในหมู่พวกเขา ที่ซึ่ง รากเหง้าของมันนั้นหยั่งลึกลงไปเกินกว่าที่พวกเขาจะสามารถขุดรากถอน โคนมันออกไปได้ในขณะนี้ เราได้กำหนดให้กลุ่มหนึ่งเป็นศัตรูกับอีกกลุ่ม หนึ่ง โดยทำให้ผลประโยชน์ของประชาชนกับของชาติของพวกโกยิมขัด แย้งกัน โดยอาศัยความเกลียดชังกันในทางศาสนาและในทางเผ่าพันธุ์ ซึ่ง เราได้ฟูมฟักให้เจริญจนเติบใหญ่ในช่วงระยะเวลายี่สิบศตวรรษที่ผ่านมา นี้คือเหตุผลที่ว่าทำไมจึงไม่มีแม้เพียงรัฐเดียวที่จะได้รับการช่วยเหลือไม่ว่า ณ ที่ใดก็ตามหากรัฐนั้นยกมือขึ้นคัดค้านเรา เพราะทุกๆ รัฐของพวกโกยิม จะต้องจดจำรำลึกไว้ด้วยว่า ข้อตกลงใดๆ ที่ต่อต้านเราย่อมจะไม่ให้ผล กำไรใดๆ กับข้อตกลงนั้นๆ เรามีอำนาจมากเหลือเกิน นั้นคือไม่มีวันที่จะ หลบหนีไปจากอำนาจของเราได้ ชาติต่างๆ ย่อมไม่สามารถทำข้อตกลงอะไร ได้เลย แม้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวที่ไม่สลักสำคัญอะไรสักเรื่องหนึ่งก็ตาม หากเราไม่ได้ยื่นมือที่ลึกลับของเราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย”
สมแล้วที่พวกยิวเรียกชาติต่างๆ ที่ไม่ใช่ชาวยิวว่าเป็น โกยิมหรือ วัว ควาย เพราะพวกเขาได้สวมสะพายไว้ทั้งฝูงแล้ว ดังนั้นจะจูงมันไปทั้งฝูงใน ที่ใดมันก็จะเดินตามกันไปในทางนั้น วิกฤติการณ์ของโลกที่กำลังเกิดขึ้นกับ ประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็น จริงดังปฏิญญาตามข้อข้างต้นนั้นดอกหรือ คำตอบของข้อปฤจฉานี้ได้ รับการยืนยันไว้แล้วโดยนายเฮนรี่ เคลียน นักกฎหมายชาวยิวผู้มีชื่อเสียง ในข้อเขียนของเขาชื่อ Zions Rule the World ปี 1948 ดังว่า

