INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ​ (44)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ 

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

ประกันให้ว่ามันจะถูกนำไปปฏิบัติ

ง) บรรดาศาสดาถูกส่งลงมา และความเป็นศาสนทูตของท่านพิสูจน์ โดยผ่านทางการแสดงสิ่งมหัศจรรย์ เพื่อว่ามนุษย์จะได้จำแนกถึงสัจธรรม ความจริง และจะได้ไม่มีผู้ใดสามารถหาข้อแก้ตัวในความดื้อดึงของเขา ด้วยกับคำพูดที่ว่า เขามองหาสัจธรรมไม่พบ

โดยผ่านทางข้อทั้งสี่นี้ เราพบว่าบรรดาศาสดามีความจำเป็นที่จะทำ ให้มนุษย์มีความเพรียบพร้อมสมบูรณ์ และท่านถูกส่งลงมาเพื่อแจ้งต่อมนุษย์ว่า เขาต้องการในสิ่งใดบ้างเพื่อหนทางไปสู่ความเพรียบพร้อม สมบูรณ์ เพื่อว่าพวกเขาจะได้ดำเนินไปบนหนทางแห่งความสุข จะมีผู้ใด หรือที่จะคิดเห็นไปว่าพระเจ้าผู้ทรงปรีชาญาณจะละทิ้งมนุษย์โดยปราศ จากการให้คำแนะนำ กฎหมายและภาระหน้าที่ต่างๆ หรือที่ว่าพระองค์จะ ปล่อยให้เขาตกอยู่ในกำมือของผู้กดขี่ เพื่อว่าพวกเขาจะได้ตกเป็นเหยื่อของ ความมักมากของมนุษย์ และจึงถูกปิดกันไปจากการบรรลุสู่ความสมบูรณ์ อิบนิ สินา เขียนไว้ในหนังสือ อัชชิฟะฮ์ ดังมีความตอนหนึ่งว่า

“มีความจำเป็นในการคงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ให้มีต่อเนื่องต่อไป และ ความเพรียบพร้อมสมบูรณ์อันเป็นสารัตถะของเขามากเสียยิ่งกว่า แม้จะ เป็นเรื่องของการงอกของขนตาและขนคิ้วและช่องเว้าของฝ่าเท้า นั้นก็คือการส่งบรรดาศาสนทูตของพระเจ้าลงมา”

ฉะนั้นพระเจ้าจึงต้องส่งบุคคลบางคนมาเป็นบรรดาศาสนทูต เพื่อให้ถึงซึ่งจุดหมายของการสร้างสรรค์และความเพรียบพร้อมสมบูรณ์ในทาง เราก็ได้เห็นว่าพระองค์กระทำเช่นนั้น จริงๆ เพื่อว่าบรรดาศาสดาเหล่านั้นอาจชี้นำผู้คนด้วยกับดวงประทีปอัน จำรัสแห่งการวิวรณ์

มีวจนะหนึ่งที่รายงานไว้โดย ฮิชาม อิบนิ ฮะกัม ว่า อิมามญะอ์ฟัร ได้ตอบคำถามผู้ที่ปฏิเสธพระเจ้าคนหนึ่ง ผู้ซึ่งได้มาสอบถามเกี่ยวกับเรื่องความจำเป็นของการส่งบรรดาศาสดาลงมา โดยท่านกล่าวตอบว่า

“เมื่อเราได้แสดงให้เห็นว่ามีพระผู้ทรงสร้าง ผู้ซึ่งกำหนดรูปร่างให้ กับเรา และพระองค์ทรงอยู่เหนือเราและเหนือมวลสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง และ พระผู้ทรงสร้างนี้ทรงปรีชาญาณและทรงสูงส่งในลักษณะความหมายที่ว่า พระองค์ไม่ทรงปล่อยให้สิ่งถูกสร้างของพระองค์ที่จะได้เห็นและสัมผัส พระองค์ได้ เพื่อว่าพระองค์อาจจะทรงอยู่ร่วมกับพวกเขาและพวกเขาอาจ ได้อยู่ร่วมกับพระองค์ และเพื่อที่ว่าพระองค์จะทรงโต้แย้งกับพวกเขาและ พวกเขาอาจโต้แย้งกับพระองค์ ฉะนั้นจึงเป็นที่กระจ่างแล้วว่า พระองค์ทรง มีบรรดาคณะทูตของพระองค์ที่อยู่ในหมู่สรรพสิ่งที่ถูกสร้างสรรค์ของ พระองค์ เพื่อว่าพวกเขาสามารถพูดจากการสถิตอยู่ของพระองค์ยังสิ่งถูก สร้างและข้าทาสของพระองค์ และพวกเขาอาจนำบรรดาสิ่งถูกสร้างให้ได้รับ โอกาสและประโยชน์ และด้วยกับสิ่งเหล่านี้นั้นที่ทำให้การยืนยงคงอยู่ของ พวกเขาดำเนินต่อไป

ดังนั้นจึงมีหลักฐานว่า มีบางคนที่มาทำหน้าที่ออกคำสั่งและห้ามปราม ในนามของผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ ให้กับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ และผู้ซึ่งมีวจนะที่มาจากการปรากฏอยู่อันจำเริญของพระองค์ และบุคคล เหล่านี้ก็คือบรรดาศาสดาและบรรดาผู้ที่ถูกเลือกสรรของพระองค์ จากหมู่ ชนผู้ถูกสร้างของพระองค์ที่ชาญฉลาดและฝึกฝนโดยผ่านทางจิตวิญญาณ และถูกตั้งขึ้นมาในหมู่ชนนั้นๆ นอกจากที่ว่าพวกเขาจะเหมือนกับมนุษย์ใน คุณลักษณะต่างๆ ของพวกเขาทั้งหมดแล้ว นั้นคือนอกจากจะมีส่วนร่วม กันกับมนุษย์ในรูปแบบและรูปร่างของเขาแล้ว พวกท่านเหล่านั้นยังดำรุง อยู่ในวิทยญาณโดยพระอนุมัติของผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ ดังนั้น เรื่องราวข้างต้นนี้จึงเป็นหลักฐานปรากฏให้เห็นอยู่ในทุกยุคทุกสมัย ที่ซึ่ง บรรดาศาสดาและบรรดาศาสนทูตได้นำหลักฐานและข้อพิสูจน์ต่างๆมา เพื่อว่า พิภพของพระเจ้าจะได้ไม่ว่างเว้นไปจากผู้เป็นสักขีพยานผู้หนึ่งด้วยกับท่านนี้ที่มีสัญญาณหนึ่ง ซึ่งอ้างอิงไปยังสัจธรรมความจริงและ คุณธรรมความดีของพระองค์” (อุศูล กาฟี กิตาบ อัล ฮุจญะฮ์)

แน่นอนที่ว่าแผนการต่างๆ ของพระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่จะมาเข้าใจกันได้ เพียงในระดับเดียวเท่านั้น แต่ที่เป็นอยู่ก็คือ แผนการเหล่านี้นำเราจากทิศ ต่างๆ กันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเคารพภักดี รัฐบาล ความ ยุติธรรม เศรษฐกิจ อำนาจปัจเจกบุคคลและภาระหน้าที่ต่างๆ ทางสังคม และกฎหมายต่างๆ โดยทั่วไปเช่นกัน ที่ควบคุมปัญหาต่างๆ ของปัจเจก บุคคล ทั้งหมดนี้คือจุดมุ่งหมายต่างๆ ของศาสนา และยังทำให้มนุษย์ สามารถทำตัวของเขาให้บรรลุสู่ความสมบูรณ์ได้ในทั้งสามมิติของธรรมชาติ ของเขา ดังกล่าวไว้ตอนต้น

อีกประการหนึ่ง แผนการต่างๆ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า มิได้จำกัด ตัวของมันเองอยู่เฉพาะสังคมใดสังคมหนึ่งเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปยังสังคม ในทุกระดับ และเชิดชูสิทธิต่างๆ ของผู้คนทั้งมวล ดังนั้นบรรดาผู้ที่คิดว่า ศาสนาถูกประดิษฐ์ขึ้นมาโดยชนชั้นผู้ปกครองและคนมีฐานะดี และที่ว่าถูก ประดิษฐ์ขึ้นมาจากสังคมของพวกเจ้าที่ดินและนายทุน เพื่อมารับใช้จุด ประสงค์ต่างๆ ของสังคมเหล่านั้น ย่อมเป็นความคิดที่ผิดพลาด ส่วนบรรดา ผู้ที่กล่าวว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าเฉพาะของชนชาติหรือเผ่าพันธุ์ของตนเท่านั้น ย่อมถือว่าเป็นคำกล่าวที่ผิดพลาดร้ายแรงเช่นกัน เพราะพระเจ้าที่แท้จริงนั้น เป็นพระเจ้าแห่งมนุษยชาติทั้งมวล ไม่ว่ามนุษย์จะศรัทธาหรือปฏิเสธ พระองค์ก็ตาม ทั้งหมดนี้เกิดมาจากผู้คนที่เข้าใจผิดเหล่านี้ไม่ได้ให้ความ สนใจใยดีอย่างเหมาะควรกับรากฐานต่างๆ ของศาสนา

ยืนยันแล้วว่า ชนชั้นสูงและคนร่ำรวยไม่ได้เข้าร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหว เพื่อเป็นการเพิ่มเติมให้กับเรื่องราวข้างต้น ประวัติศาสตร์เป็นพยาน ที่นำโดยบรรดาศาสดา และศาสนาต่างๆ ของพระเจ้าผู้ซึ่งจะต่อต้านบรรดา ผู้กดขี่และผู้ละเมิดฝ่าฝืน​ ซึ่งเป็นพวกเจ้าที่ดินและพวกนายทุนต่างๆตลอดจนลัทธิเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์นิยมอยู่เสมอมา

ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ นักวิชาการ คนธรรมดาสามัญ คนยากจน และ บุคคลประเภทอื่นๆ อีก ต่างเข้ามาร่วมศาสนาเพียงเพราะจุดประสงค์อัน แจ้งชัดของมันเท่านั้น ที่สามารถทำให้พวกเขาพึงพอใจได้ตามความต้องการ ของธรรมชาติและอารมณ์ปรารถนาต่างๆ ของตน และพวกเขาต่างตระหนัก ว่าศาสนาเท่านั้นสามารถนำพวกเขาไปสู่ความสมบูรณ์ที่แท้จริงได้ นี้คือเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ว่าทำไมมนุษย์จึงหันเข้าหาศาสนา

นับเป็นโชคดีที่ว่าขณะนี้ผู้คนที่มีการศึกษามีการรับรู้ถึงคุณค่าของ ศาสนา และต่างเชื่อตระหนักว่าสันติภาพและความสมบูรณ์ที่แท้จริงนั้น สามารถจะได้มาก็ด้วยการอยู่ใต้ร่มเงาของศาสนาและการศรัทธาในพระเจ้า เท่านั้น

ภายหลังจากที่มนุษย์ได้ตระหนักแล้วว่า เขาต้องการทางนำของ บรรดาศาสดา เพื่อให้บรรลุถึงความสุขที่ครอบคลุมไปในทุกสิ่ง และที่ ว่าเขาสามารถสร้างสรรค์คำสั่งแห่งความสมบูรณ์อันจำเริญโดยผ่านทางคำ แนะนำต่างๆ ของบรรดาศาสดา เป็นธรรมดาที่เขารู้สึกรักใคร่กับบรรดาผู้ สั่งสอนอบรมที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตัวเขาเอง และเสียสละดวง วิญญาณอันสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากบาปของท่านเหล่านั้นเพื่อโอกาสอันดี ของเขา ฉะนั้นความศรัทธาจึงมาถึงระดับหนึ่งที่ว่าผู้คนไม่คำนึงถึงความ เหนื่อยยากใดๆ ที่จะทำให้จุดมุ่งหมายต่างๆ ของบรรดาศาสดาก้าวหน้าต่อไป และพวกเขาต่างพึงพอใจในความต้องการของบรรดาศาสดา มากกว่า ความต้องการของจิตวิญญาณของพวกเขาเองเสียอีก

แต่อิทธิพลที่หยั่งรากลึกและความสำคัญของบรรดาศาสดาอันเป็นที่ หยั่งรู้ได้นี้ และการที่ผู้คนมีความรักและศรัทธาในตัวของท่าน ทำให้บุคคล บางคนที่มีความทะเยอทะยานจึงฉกฉวยโอกาสเอากับพวกเขา ด้วยการแสวงหาหนทางเพื่อจะมีอิทธิพลและทำให้ความอยากใคร่ของตนบรรลุผลด้วยกับการกล่าวอ้างตนว่าเป็นศาสนทูต

ดังนั้นหากผู้ใดอ้างตนว่าเป็นศาสนทูตและมีผู้คนมาห้อมล้อมเขา การที่ผู้หนึ่งจะไปเชื่อถือในตัวเขาก็จำจะต้องสืบสวนหาความจริงในบาง อย่างดูก่อน ทั้งนี้เพราะมีผู้คนจำนวนมากจากหลากหลายเผ่าพันธุ์ได้เคย กระทำมาแล้วจนกระทั้งในปัจจุบนัน

เพื่อเป็นการตรวจสอบดูว่า ถ้าหากผู้นั้นเป็นศาสดาที่แท้จริงหรือไม่ บุคคลผู้นั้นจะต้องนำหลักฐานบางประการมากับเขา เพื่อว่าผู้คนจะได้แน่ ใจกับตัวเขา ดังนั้นศาสดาที่แท้จริงจึงถูกแยกออกจากศาสดาที่จอมปลอม หลักฐานนี้ที่จะแยกแยะศาสดาที่แท้จริงออกจากศาสดาที่จอมปลอมก็คือสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ และพระเจ้าทรงประทานการแสดงสิ่งมหัศจรรย์ให้กับ บรรดาศาสดาของพระองค์ เพื่อว่าผู้คนจะได้ปลอดภัยจากความผิดพลาด และอันตรายต่างๆ ของบรรดาผู้ที่หาหนทางที่จะหลอกลวงพวกเขา และดัง นั้นโฉมหน้าของสัจธรรมจะได้ไม่ซ่อนเร้นไปจากผู้คน เท่าที่ผ่านมาเราได้เห็น แล้วว่าบรรดาศาสนทูตต้องนำสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ มาแสดง เพื่อว่าผู้คนจะ ได้รู้ว่าพวกท่านเหล่านั้นมีตราสัญลักษณ์หนึ่งจากพระเจ้า และในสิ่งที่พวก ท่านกล่าวจึงเป็นสัจธรรมความจริง และเพื่อว่าพวกเขาจะได้เชื่อฟังปฏิบัติ ตามบรรดาศาสดาเหล่านั้นอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และตามคำสอนต่างๆ ของพวกท่านเหล่านั้นด้วยศรัทธาและความน่าเชื่อถือ

 

สิ่งมหัศจรรย์คืออะไร !!!

สิ่งมหัศจรรย์ (มุอ์ญีซะฮ์) คือสิ่งที่บรรดาศาสดากระทำตามพระ ประสงค์ของพระเจ้า เพื่อเป็นการยืนยันในความเป็นศาสนทูตดังที่พวก ท่านกล่าวอ้าง และเป็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจลอกเลียนแบบได้

การแสดงสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ เป็นข้อพิสูจน์เพียงอย่างเดียวของการ เป็นศาสนทูต

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com