การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(1)

การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(1)
รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ความนำ
ใน3000 ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครองเกิดขึ้นหลายครั้ง บทความชุดนี้จะบรรยายถึงการปฏิรูปที่เกิดขึ้นในประเทศจีนจากอดีตถึงปัจจุบัน 7 ครั้ง โดยอธิบายสาระสำคัญของการปฏิรูป สาเหตุการปฏิรูป ความสำเร็จหรือล้มเหลวในแต่ละครั้ง แต่ละบทความ กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องปฏิรูป นโยบายและมาตรการในการปฏิรูป ผลจากการปฏิรูป ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น และบทเรียนจากการปฏิรูปครั้งนั้น
ในตอนสุดท้ายของบทความชุดนี้ จะสรุปปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของการปฏิรูปในประเทศจีน ผลกระทบ บทเรียนการปฏิรูปในประเทศจีนโดยรวม และสิ่งที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ
การปฏิรูปในประเทศจีนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีมากครั้ง แต่บทความชุดนี้ จะกล่าวถึงเหตุการณ์การปฏิรูปที่มีผลกระทบเพียงเจ็ดครั้ง คือ:
1. การปฏิรูปที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนของจื๋อฉั่น (子产)ในรัฐเจิ้ง (郑国)ในสมัยชุนชิว (春秋)
2. การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและกฎระเบียบในรัฐฉิน(秦国)ของซางเอียง(商鞅)ในสมัยจ้านกว๋อ(战国)
3. รัฐในอุดมคติของหวางหม่าง(王莽)ในราชวงศ์ฮั่นตะวันตก(西汉) และการปฏืรูปที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด
4. การปฏิรูปที่มีความตั้งใจดี แต่ต้องประสบอุปสรรคในทางปฏิบัติของหวางอานสือ(王安石) ในสมัยราชวงศ์ซ่ง(宋代)
5. ข้อเสนอการปฏิรูปของผู้ไม่มีอำนาจรัฐในปลายราชวงศ์ชิง(清)
6. การปฏิวัติที่สามารถโค่นล้มราชวงศ์ชิง แต่หลังจากนั้นกลับไม่มีอำนาจในการปกครองประเทศที่นำโดยซุนยัดเซ็น(孙中山)
7. การปฏิรูปรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจสมัยสาธารณรัฐประชาชนจีน(中华人民共和国)ในปลายทศวรรษ 1970
การปฏิรูปที่รับฟังความคิดเห็นของจื๋อฉั่น (子产) ในรัฐเจิ้ง สมัยชุนชิว (春秋时期)
ราชวงศ์โจวตะวันออก(东周)มีเวลายาวนานกว่า 500 ปี แบ่งออกเป็นสองช่วง: ช่วง “ชุนชิว (春秋)” 770 ถึง 476 ปีก่อนคริสตกาล รวม 294 ปี และช่วงจ้านกว๋อ (战国) 475 ถึง 221 ปีก่อนคริสตกาล รวม 254 ปี วรรณกรรมไทยเรียกสองช่วงนี้รวมกันว่า“เลียดก๊ก“(列国) คือยุคที่มีอยู่หลายประเทศหรือหลายรัฐในราชวงศ์โจว
ในช่วงชุนชิว แม้มีอยู่หลายรัฐและรัฐต่างๆถือว่ากษัตริย์ราชวงศ์โจว(周) เป็นกษัตริย์ร่วมของทุกรัฐ แต่กษัตริย์โจวไม่มีอำนาจสั่งการ และไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับการเมืองการปกครองของรัฐต่างๆได้ รัฐต่างๆมักมีความขัดแย้งกัน บางทีถึงกับสู้รบกันและผนวกดินแดนของรัฐอื่นมาเป็นของตน ในช่วงจ้านกว๋อ เหลือรัฐใหญ่เพียงเจ็ดรัฐ แม้นักประวัติศาสตร์จีนถือกันว่า ยังเป็นราชวงศ์โจวอยู่ แต่โจวเป็นเพียงรัฐเล็กๆที่มีพื้นที่จำกัดเพียงยริเวณใกล้เมืองหลวงเท่านั้น
ในช่วงแรกของสมัยชุนชิว รัฐเจิ้ง(郑国)ยังเป็นรัฐที่มีความสำคัญ แต่ ต่อมาได้กลายเป็นรัฐเล็ก รัฐเจิ้งตั้งอยู่ใกล้กับรัฐจิ้น(晉)และรัฐฉู่(楚) ซึ่งเป็นรัฐใหญ่ที่มีแสนยานุภาพสูง จึงต้องยอมสวามิภักดิ์กับสองรัฐใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงนี้
ในปีก่อนค.ศ. 565 รัฐเจิ้งสู้รบกับรัฐไช่(蔡) ซึ่งเป็นบริวารของรัฐฉู่ และได้รับชัยชนะอย่างงดงาม จื่อกว๋อ(子国) แม่ทัพเจิ้งภาคภูมิใจมาก ประชาชนรัฐเจิ้งก็รู้สึกดีใจ จัดงานฉลองชัยชนะอย่างเอิกเกริก แต่จื๊อฉั่น (子产) ลูกชายของแม่ทัพจื่อกว๋อ ซึ่งเวลานั้นมีอายุเพียง 18 ปี กลับไม่รู้สึกดีใจ และมีความกังวล กล่าวกับบิดาว่า การเอาชนะรัฐไช่ บริวารของรัฐฉู่นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่ดี ถ้ารัฐฉู่ยกทัพมาโจมตี เราจะสู้เขาได้อย่างไร ถ้าขอความช่วยเหลือจากรัฐจิ้น และจิ้นกับฉู่สู้รบกัน รัฐเจิ้งก็จะตกอยู่ในฐานะลำบาก และอาจต้องช่วยรัฐจิ้นรบกับรัฐฉู่ด้วย
ต่อมาไม่นาน รัฐฉู่ก็มาโจมตีรัฐเจิ้งตามที่จื๋อฉั่นค่ดหมาย แต่รัฐจิ้นก็ไม่ได้มาช่วย รัฐเจิ้งจึงต้องยอมแพ้และต้องวามิภักดิ์รัฐฉู่ ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่รัฐจิ้น จึงมาโจมตี รัฐเจิ้งต้องยอมแพ้อีก และกลายเป็นรัฐบริวาลของทั้งรัฐฉู่และรัฐจิ้น
นอกจากศึกภายนอกแล้ว รัฐเจิ้งยังต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองภายในรัฐ ประชาชนมีความเหลื่อมล้ำในฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมมาก คนรวยเป็นเจ้าของที่ดินผึนใหญ่ แต่คนยากจนจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกิน รัฐจึงมีนโยบายยึดที่ดินจากครอบครัวที่มีฐานะมั่งมีมาแจกจ่ายให้คนจน ทำให้ผู้ที่เสียประโยชน์ไม่พอใจ จึงร่วมกันก่อการกบฏ สภาพบ้านเมืองระส่ำระสาย
จื่อกว๋อ บิดาของจื๋อสั่นก็ถูกฆ่าตายในครั้งนั้น แต่จื๋อฉั่นทำการต่อสู้โดยมีขุนนางตระกูลอื่นๆยกพลมาร่วมรบ จนได้รับชัยชนะปราบกบฏลงได้ จื๋อสั่นซึ่งมีบทบาทการปราบปรามกบฏครั้งนี้ จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครเสมาบดี มีอำนาจบริหารกิจการของรัฐ
จื๋อฉั่น(子产) ชื่อจริงกงซุนเฉียว(公孙侨) เป็นหลานของผู้ครองรัฐเจิ้ง ก่อนหน้านั้น จื่อกว๋อบิดาของเขาก็มีตำแหน่งใหญ่ในรัฐ จื๋อฉั่นมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่สี่ก่อนคริสทกาล เป็นอัครเสนาบดีในรัฐเจิ้งเป็นเวลาว่าสองทศวรรษก่อนเสียชีวิต
จื๋อฉั่นเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในสมัยชุนชิว นโยบายปฏิรูปของเขาทำให้รัฐเจิ้งเปลี่ยนจากสภาพที่ยากจนล้าหลังมาเป็นรัฐที่มีเศรษฐกิจดี สังคมสงบเรียบร้อย ประชาชนอยู่ดีกินดี การเมืองมีความมั่นคง และมีกองทัพที่เข้มแข็ง
ก่อนที่จื๋ฉั่นมีอำนาจ รัฐเจิ้งมีปัญหาหนักหน่วง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สินมาก มีคนยากจนอดอยากมาก สังคมแตกแยก การเมืองการปกครองไม่มั่นคง รัฐเจิ้งมีดินแดนติดกับสองรัฐใหญ่: ฉู่และจิ้นที่สนใจแต่ตักตวงผลประโยชน์จากรัฐเจิ้ง
เมื่อจื๋อฉั่นขึ้นดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดี เขาเห็นว่า รัฐเจิ้งจำเป็นต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อแก้ปัญหาที่หมักหมมมานาน มิฉะนั้น จะเสื่อมทรุดลงมาก และอาจถูกผนวกโดยรัฐอื่นในเวลาไม่นาน
นโยบายการปฏิรูปของจื๋อฉั่นมีหลายด้าน ด้านเศรษฐกิจ คือลดความเหลื่อมล้ำในทรัพย์สินและรายได้ ทำให้ครอบครัวยากจนมีพื้นที่ทำกิน และได้รับสวัสดิการความช่วยเหลือจากรัฐ
ด้านสังคม นอกจากการลดความเหลื่อมล้ำในรายได้และทรัพย์สิน และลดความยากจนของประชาชนแล้ว ต้องสร้างความสมานฉันท์ และให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เขาสนใจการส่งเสริมการศึกษาของประชาชน สั่งให้สร้างโรงเรียน และปรับปรุงการสอนในระดับต่างๆ
ทางการเมืองการปกครอง จื๋อฉั่นแต่งตั้งคนมีความรู้ความสามารถในแต่ละด้านมาช่วยทำงาน แต่ไม่ให้ผู้ใดมีอำนาจครอบงำการบริหารงานของรัฐ นอกจากนั้น ยังเปิดรับฟังข้อคิดเห็นประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง โดยประชาชนทุกคนมีสิทธิ์เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้
ด้านความสัมพันธ์ต่างรัฐ เน้นในสัมพันธ์ไมตรีที่ดีกับรัฐอื่นโดยเฉพาะกับรัฐใหญ่ทั้งสองที่อยู่ใกล้เคียง แต่พยามรักษาผลประโยชน์ของรัฐเจิ้ง ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยรัฐอื่น
ทางด้านเศรษฐกิจ นโยบายจำกัดการถือครองที่ดินของครอบครัวที่รํ่ารวยยังคงดำเนินการต่อไป แต่มีความละมุนละไมลง จากการยึดที่ดินของครอบครัวคนร่ำรวยเป็นของรัฐมาแจกคนจน เป็นการจำกัดการถือครองที่ดินครอบครัวละไม่เกิน 100 ไร่ (ตามมาตรการวัดจีนในสมัยนั้น) ที่ดินที่เหลือจึงตกเป็นของรัฐ แล้วนำมาจัดสรรให้ครอบครัวที่ไม่มีที่ดินหรือมีที่ดินครอบครองไม่ถึง100 ไร่ มีการพัฒนาภาคการเกษตรขนานใหญ่ ทำการรางวัดที่ดิน ขุดคูคลอง จัดสรรที่ดินทำกิน จัดเก็บภาษีจากผลิตผลไร่นา ทำให้รัฐมีฐานะการคลังที่ดีขึ้น
จุดเด่นของนโยบายของจื๋อฉั่นคือ มีการเมืองการปกครองที่โปร่งใส เขาสั่งการให้ชำระสะสางกฎหมายและกฎระเบียบที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น พร้อมทั้งกำหนดกฎหมายและกฎระเบียบที่จำเป็นเพิ่มเติม แล้วสลักรายละเอียดของกฎหมายและกฎระเบียบ รวมทั้งวิธีการพิจารณาคดีความ และบทลงโทษการกระทำที่ผิดกฎหมายบนแผ่นเหล็กที่ทุกคนสามารถดูได้ ในเรื่องนี้ มีขุนนางข้าราชการบางคนที่ไม่เห็นด้วย กล่าวกับจื่อฉั่นว่า ถ้ามีการแสดงตัวบทกฎหมายและกฎระเบียบที่ชัดเจนที่ทุกคนรับทราบคนก็จะไม่เกรงกลัวกฎหมาย และหาแนวทางหลีกเลี่ยงกฏหมายและกฏระเบียบ แต่จื๋อฉั่นตอบว่า หากประชาชนรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก เขาก็จะไม่กล้าทำผิด และถ้ามีการกำหนดบทลงโทษชัดเจน ขุนนางข้าราชการก็จะไม่สามารถทำการลงโทษผู้ผิดกฏหมายตามอำเภอใจ ซึ่งน่าจะเป็นผลดี
ผลการปฏิบัติ ปรากฏว่า จื๋อฉั่นคิดถูกที่ทำให้กฎหมายกฎระเบียบมีความโปร่งใส หลังจากนั้น คดีความละเมิดกฏหมายกฏระเบียบในรัฐเจิ้งลดลงมามาก
ก่อนหน้านั้น ในโรงเรียนต่างๆของรัฐเจิ้ง มีสถานที่ที่ประชาชนทุกหมู่เหล่ามาพบปะกัน แสดงความคิดเห็นและถกเถียงกันเรื่องการเมืองการปกครอง บางทีก็มีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐอย่างเผ็ดร้อน จึงมีคนเสนอว่า ในเวลาที่ผ่านมา ที่รัฐเจิ้งมีการเมืองการปกครองที่ยุ่งเหยิงนั้น ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความไม่พอใจของประชาชน ดังนั้น จึงควรสั่งการให้เลิกล้มเวทีการแสดงความคิดเห็นนี้เสีย แต่จื๋อฉั่นไม่เห็นด้วย กล่าวว่า เวทีแสดงความคิดเห็นนี้มีประโยชน์ ทำให้รัฐรู้ว่าประชาชนมีความคิดต่อนโยบายของรัฐบาลอย่างไรบ้าง ทำไมต้องปิดหูปิดตาประชาชน ไปยกเลิกเวทีแสดงความคิดเห็นนี้
ในช่วงแรกของการบริหารราชการ คนที่เสียประโยชน์จากนโยบายของจื๋อฉั่น ต่างแสดงความคิดเห็นคัดค้านนโยบายของเขา โดยเฉพาะการจำกัดการถือคลองที่ดิน บางคนถึงกับบอกว่า ถ้าใครคิดโค่นล้มรัฐบาล เขาก็จะเข้าร่วมด้วย แต่จื๋อฉั่นไม่สะทกสะท้าน บอกว่า นโยบายแต่ละอย่าง อาจทำให้มีบางคนต้องเสียประโยชน์ แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์แล้ว ก็น่าจะเป็นนโยบายที่ถูกต้อง
หลังจากที่จี๋อฉั่นขึ้นมาบริหารกิจการรัฐได้ไม่นาน เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของรัฐเจิ้งมีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นมาก ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความปรองดองมากขึ้น สังคมสงบสุข คดีอาชญากรรมลดน้อยลงมาก จัดเก็บภาษีจากผลิตผลทางการเกษตร อุตสาหกรรมและบริการมากขึ้น ฐานะการคลังของรัฐดีขึ้นมาก มีกองกำลังทหารกล้าแข็งที่มีความพร้อมในการป้องกันความมั่นคงของรัฐ เจิ้งแม้เป็นรัฐเล็กที่มีพื้นที่และพลเมืองไม่มาก แต่ก็ไม่ถูกรังแกหรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากรัฐอื่น จื๋อฉั่นนำทีมร่วมประชุมกรัฐอื่นหลายครั้ง ไม่เพียงแต่สามารถรักษาผลประโยชน์ของรัฐเจิ้งได้ ยังทำให้ผู้นำรัฐอื่นนับถือรัฐเจิ้งที่มีนักการฑูตที่เก่งกาจ รู้จักรักษาผลประโยชน์ของรัฐ นอกจากนั้น การมีสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองปรับปรุงดีขึ้นมากจากการปฏิรูป ก็เป็นที่ชื่นชมของรัฐอื่น
กล่าวโดยสรุป การปฏิรูปของจื๋อฉั่น ถือได้ว่าประสบผลสำเร็จงดงาม สามารถสร้างความเจริญ ความเข้มแข็ง และความสงบสุขโดยไม่ทำให้เกิดผลเสียหายมากนัก
ดังที่จะได้กล่าวต่อไป การปฏิรูปในประเทศจีนมีน้อยครั้งที่ประสบผลสำเร็จ หรือแม้โดยรวมแล้วถือได้ว่าสำเร็จ แต่มีผลเสียหรือผลข้างเคียงที่ไม่พึงปรารถนา
จุดเด่นของการปฏิรูปของจี๋อฉันคือ
ก. มีความโปร่งใส ข. มีความละมุนละไม ค่อยทำค่อยไป ไม่รีบร้อน ไม่รุนแรงเกินไป ค.ไม่ปราบปรามกดขี่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป ง.รับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ที่แสดงความคิดเห็นคัดค้าน
จื๋อฉั่นเป็นนักการปฏิรูปที่โชคดี มีอำนาจต่อเนื่องนานกว่า 20 ปี (543-522 ปีก่อนคริสตกาล) จนถึงสิ้นสุดชีวิต เขายังมีอำนาจอยู่ และแต่งตั้งผู้ที่จะสืบทอดอำนาจจากเขา ผู้นำการปฏิรูปคนอื่นส่วนมากไม่โชคดีเหมือนเขา
ข้อคิดจากการปฏิรูปของจื๋อฉั่น:
ก. นโยบายการปฏิรูป หากทำได้ดี สามารถสร้างความเจริญให้แก่รัฐหรือประเทศชาติ ทำให้เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง มีการพัฒนาที่ดีขึ้นมากได้ในเวลาไม่นานได้
ข. การปฏิรูปภาคการเกษตรในรัฐหรือประเทศที่ภาคการเกษตรมีสัดส่วนประชาชนมากมีความสำคัญ ถ้าเกษตรกรอยู่ดีกินดี เศรษฐกิจก็จะดีขึ้นมาก
ค. เมื่อการปฏิรูปประสบผลสำเร็จ ประชาชนก็จะสนับสนุน แม้ระยะแรก ผู้ที่เสียประโยชน์จากการปฏิรูป อาจคัดค้านไม่เห็นด้วย แต่เมื่อคนเห็นผลดีของการปฏิรูป เสียงคัดค้านก็จะลดน้อยลง
จ. การเปิดเสรีทางความคิด ไม่สกัดกั้นเสียงคัดค้านและการวิพากษ์วิจารณ์ มีผลดีมากกว่าการลิดรอนสิทธิเสรีภาพและการกดขี่ปราบปราม หรือการสร้างข่าวเท็จหลอกลวงประชาชน
ฉ. ในด้านความสัมพันธ์กับรัฐอื่น รัฐเล็กไม่จำต้องสวามิภักดิ์ หรือยกผลประโยชน์ให้แก่รัฐใหญ่ การมีเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองดี มีกองกำลังทหารที่เข้มแข็ง และมีคนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านกิจการต่างรัฐที่รู้จักปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ทำให้ไม่ต้องเสียเปรียบในความสัมพันธ์กับรัฐอื่น
ช. นโยบายที่ดี ต้องนำสู่การปฏิบัติจึงได้ผล ในปัจจุบัน รัฐบาลที่เก่งในการโฆษณาชวนเชื่อ มักประกาศว่า จะทำโน่นทำนี่ ให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง แม้มีนโยบายที่สวยหรู แต่ไม่นำสู่การปฏิบัติ นอกจากนั้นยังได้ยกเลิกนโยบายที่สร้างผลดีแก่การประเทศชาติของรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ แล้วมีนโยบายใหม่ ทำให้การแก้ปัญหาไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง ภายในรัฐบาล หน่วยงานต่างๆก็ไม่มีการประสานงานกัน ต่างหาเสียงและหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง การบริหารนโยบายรัฐจึงไม่มีประสิทธิภาพ
ดังนั้น การนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ความต่อเนื่องของนโยบาย(ในกรณีที่รัฐบาลชุดก่อนนมีนโยบายที่ดีอยู่แล้ว) และการประสานงาน การผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานต่างๆ จึงมีความสำคัญ ไม่ว่าในอดีตหรือในปัจจุบัน
การปฏิรูปของจื๋อฉั่น แม้มีเวลาล่วงเลยมาแล้วกว่าสองพันห้าร้อยปี แต่การศึกษาวิธีการปฏิรูปของเขา ก็ยังเป็นบทเรียนแก่รัฐบาลในปัจจุบันได้







