INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(2)

great wall of china 154648 1280

การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(2)

การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและกฎระเบียบในรัฐฉิน(秦)ของซางยาง(商鞅)

ความนำ

การปฏิรูปของซางยางในรัฐฉินมีลักษณะแตกต่างกับการปฏิรูปของจื๋อฉั่นในรัฐเจิ้งก่อนหน้านั้นมาก: มีการออกกฏหมายกฏระเบียบบังคับใช้อย่างเข้มงวด ผู้ฝ่าฝืนจะต้องได้รับการลงโทษที่รุนแรง ไม่ยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ยอมแม้แต่การแสดงความคิดเห็นที่เห็นชอบกับการปฏิรูป เมื่อมีกฏหมายแล้ว ประชาชนต้องทำตาม โดยไม่สามารถขัดขืนแต่อยางใด นโยบายของซางยาง ทำให้รัฐฉินเปลี่ยนสภาพจากประเทศยากจนล้าหลัง มาเป็นรัฐที่มีเศรษฐกิจดี และมีกองกำลังทหารที่กล้าแข็ง จนกลายเป็นมหาอำนาจที่มีแสนยานุภาพเข้มแข็ง และเอาชนะรัฐอื่นๆ จนรวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่นได้ในเวลาอีก 120 ปีต่อมา

การปฏิรูปของซางยางถือได้ว่าประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม แต่ซางยางเองก็ต้องรับโทษประหารชีวิตเมื่อผู้ครองรัฐที่สนับสนุนนโยบายของเขาเสียชีวิตไป ผู้ครองรัฐคนใหม่แม้ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของซางยาง แต่ก็รับรู้ความสำเร็จของการปฏิรูป และไม่ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการปฏิรูปมากนัก นอกจากการลดความเข้มงวดในการลงโทษ

การปฏิรูปรัฐฉินนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ฉินเซี่ยวกง(秦孝公)เป็นผู้ครองรัฐ ในสมัยจ้านกว๋อ(战国) ซึ่งมีช่วงเวลากว่า 250 ปี(ก่อนค.ศ.475-221 ปี) สมัยจ้านกว๋อ มีรัฐใหญ่เจ็ดรัฐ แม้รัฐฉินก็เป็นรัฐใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างขวาง แต่มีความยากจนล้าหลัง และมีที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกที่เป็นถิ่นทุรกันดาร จึงเป็นที่ดูถูกดูแคลนของรัฐอื่นที่อยู่ตอนกลางของประเทศ

เมื่อฉินเซี่ยวกงขึ้นมาเป็นผู้ครองรัฐ ได้มองเห็นความล้าหลังของฉิน จึงประกาศว่า อยากได้ผู้มีความรู้ความสามารถมาช่วยบริหารรัฐฉิน ผู้ที่สมัครจะเป็นคนรัฐใดก็ได้ ซางยางจึงเดินทางจากรัฐวุ่ย(魏)มารัฐฉิน ได้พบเซี่ยวกงโดยคำแนะนำของจิ่งเจียน(景监) ขุนนางฉินที่เคยได้ยินชื่อเสียงของเขา

ซางยางเข้าพบฉินเซี่ยวกง

ซางยาง เดิมชื่อกงซุนยาง(公孙鞅) เป็นคนรัฐเว่ย(卫)จึงมีคนเรียกเขาว่าเว่ยยาง(卫鞅) ต่อมา ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ครองแคว้นซาง(商)เป็นคุณนายซาง(商君) เขาจึงเป็นที่รู้จักกันในนามซางยาง(商鞅) ในประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีน

ซางยาง เป็นคนรัสเว่ย ซึ่งเป็นรัฐเล็กๆ เขาผู้มีความรู้ความสามารถมาก ศึกษาประวัติศาสตร์ กลอุบาย และวิธีการปกครองประเทศอย่างละเอียดลึกซึ้ง เขาเห็นว่า ด้วยสติปัญญาและความสามารถที่เขามีอยู่ น่าจะนำไปใช้ประโยชน์ที่รัฐใหญ่ได้ จึงย้ายไปรัฐวุ่ย(魏) รับราชการภายใต้อัครเสนาบดีกงสูฉวอ(公叔痤) ผู้มีอำนาจในรัฐ

กงสูฉวอมีอายุมากแล้ว เขาได้มอบหมายงานและพูดคุยกับซางยาง พบว่าเขามีความรู้ความสามารถมาก ตอนที่กงสูฉวอป่วยหนัก วุ่ยฮุ่ยหวาง(魏惠王) ผู้ครองรัฐวุ่ยไปเยี่ยม ถามกงสุฉวอว่า ถ้าเขาทำงานไม่ได้แล้ว ควรแต่งตั้งผู้ใดต่อจากเขา กงสูฉวอตอบว่า คนที่ควรเป็นอัครเสนาบดีที่ต่อจากเขาคือซางยาง ผู้ครองรัฐวุ่ยไม่ได้พูดอะไร แต่มีสีหน้าไม่เห็นด้วย กงสูฉวอจึงบอกว่า ถ้าท่านไม่แต่งตั้งซางยาง ก็ควรฆ่าเขาเสีย เขาจะได้ไม่หนีไปรับราชการที่รัฐอื่น ทำให้รัฐนั้นเจริญรุ่งเรืองขึ้น จนเป็นปรปักษ์กับรัฐวุ่ย วุ่ยฮุ่ยหวางก็ไม่ได้พูดอะไร คิดว่า กงสูฉวอคงป่วยหนักมาก จนพูดอะไรเลอะเลือนไปหมดแล้ว

หลังจากฮุ่ยหวางจากไป กงสูฉวอเรียกซางยางมาพบ เล่าให้ฟังเรื่องที่ตนพูดกับผู้ปกครองรัฐ แนะนำให้เขารีบหนีออกจากรัฐวุ่ย แต่ซางยางก็ไม่ได้หนี คิดว่า หากฮุ่ยหวังไม่แต่งตั้งให้เขาเป็นอัครเสนาบดี ก็คงไม่เชื่อคำแนะนำที่จะฆ่าเขาด้วย ต่อมาเมื่อเห็นประกาศในการรับสมัครคนมาช่วยบริหารราชการของรัฐฉิน ซางยางจึงเดินทางมารัฐฉินและพบกับฉินเซี่ยวกงจากการแนะนำของจิ่งเจียน

ในการพบฉินเซี่ยวกง ในครั้งแรกและครั้งที่สอง ซางยางเล่าตัวอย่างการปกครองของกษัตริย์จีนในสมัยโบราณ แต่เซี่ยวกงไม่สนใจ บอกจิ่งเจียนว่า คนๆนี้ มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ดี จำได้แม่นยำว่ากษัตริย์ในสมัยโบราณปกครองบ้านเมืองกันอย่างไร แต่สิ่งที่ข้าฯอยากได้ไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ ต่อไปนี้ ไม่ต้องให้เขามาพบอีก จิ่งเจียนจึงไปบอกซางยางว่า ผู้ครองรัฐฉินเห็นว่าเขาไม่มีความรู้ความสามารถอะไร จึงไม่อยากพบเขาอีก ซางยางกล่าวว่า จากการพูดคุยกับผู้ครองรัฐฉิน เขารู้แล้วว่า เซี่ยวกงต้องการอะไร แต่สิ่งที่เสนอแนะเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ยาก จึงขอโอกาสพบเซี่ยวกงอีกครั้งหนึ่ง ถ้าครั้งนี้ฉินเซี่ยวกงไม่เห็นด้วยอีก เขาก็จะเดินทางออกไปจากรัฐฉิน

ผ่านไปอีกหลายวัน ฉินเซี่ยวกงเห็นมีนกอินทรีตัวใหญ่บินผ่าน อุทานออกมาว่า ในสมัยชุนชิว ฉีหวนกง(齐桓公)บอกว่าได้ก่วนจ้งมา เหมือนกับนกอินทรีได้ปีกที่กล้าแข็ง สามารถบินสูงได้ ข้าฯอยากบินสูง แต่ไม่มีปีกกล้าขาแข็ง เพราะไม่มีคนมีความรู้ความสามารถแบบก่วนจ้งมาช่วยทำงาน จิ่งเจียนเมื่อได้ยินดังนั้น จึงกล่าวกับเซี่ยวกงว่า ซางยางเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาก เข้าพบมาสองครั้ง ท่านไม่ประทับใจ ขอให้เขาได้เข้าเพิ่มอีกสักครั้ง ถามเขาในเรื่องที่ท่านต้องการให้เกิดขึ้นในรัฐฉิน ถ้ายังไม่ชอบสิ่งที่เขาพูดอีก ก็ให้เขาออกไปรัฐอื่น

ในการเข้าพบครั้งที่สาม ซางยางกล่าวถึงแนวนโยบายที่จะทำให้รัฐฉินก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมหาอำนาจ มีการพัฒนาเศรษฐกิจ และมีกองกำลังทหารที่เข้มแข็ง เซี่ยวกงรู้สึกพอใจมาก บอกซางยางว่า ทำไมไม่เสนอเรื่องเหล่านี้ก่อนหน้านี้ ซางยางตอบว่า นโยบายที่จะทำให้ฉินก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจนี้ ดำเนินแล้วต้องขัดใจประชาชน หากไม่มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ก็เห็นผลได้ยาก เซี่นวกงตอบว่าถ้าเป็นนโยบายที่ทำให้รัฐฉินมีความเจริญรุ่งเรือง มีแสนยานุภาพเข้มแข็ง ข้าฯจะมอบอำนาจดำเนินการเต็มที่เลย

หลังจากที่ได้เสนอแนวนโยบายที่ทำให้รัฐฉินสู่ความเป็นมหาอำนาจแล้ว ซางยางก็ไม่พูดอะไรอีก และกล่าวคำอำลา เซี่ยวกงกล่าวว่า ข้าฯสนใจสิ่งที่พูดมามาก อยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ ทำไมถึงหยุดแค่นี้ล่ะ ซางยางตอบว่า ขอให้ท่านใช้เวลาคิดให้รอบคอบสักสามวันก่อน เมื่อท่านตัดสินใจแน่นอนว่าจะดำเนินนโยบายเหล่านี้อย่างแน่นอนแล้ว ผมถึงค่อยมานำเสนอมาตรการที่ชัดเจนต่อไป

หลังจากที่ซาวยางลาจากออกมา จิ่งเจียนตำหนิว่า คราวนี้ฉินเซี่ยวกง รู้สึกพอใจกับสิ่งที่พูดมาก ทำไมจึงไม่พูดต่อ ซางยางตอบว่า เรื่องที่เขาจะนำเสนอเมื่อดำเนินการแล้ว จะมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก หากผู้ครองรัฐไม่ได้ตัดสินใจแน่วแน่ แล้วมอบอำนาจในการดำเนินการอย่างเต็มที่ ก็นำนโยบายสู่การปฏิบัติยาก ผมจึงให้เวลาท่านคิดสามวัน ถ้าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว จึงนำเสนอรายละเอียดต่อไป

ในวันรุ่งขึ้น ฉินเซี่ยวกงให้จิ่งเจียนมาตามซางยางเข้าพบ แต่ซางยางกล่าวว่า ผมขอเวลาให้ผู้ปกครองรัฐตัดสินใจสามวัน ถ้าเข้าพบตอนนี้ ก็แสดงว่า ผมไม่ทำตามสิ่งที่พูดแต่แรก แล้วจะให้ประชาชนเชื่อถือผมได้อย่างไร

เมื่อครบกำหนดวันที่สาม ฉินเซี่ยวกงส่งรถมารับ คราวนี้ซางยางได้คุยกับเซี่ยวกงติดต่อกันอย่างชื่นมื่นสามวันสามคืน ในที่สุดเซี่ยงกงได้แต่งตั้งให้ซางยางเป็นผู้นำการปฏิรูป แม้มีตำแหน่งไม่สูง แต่ก็มีอำนาจมาก ฉินเซี่ยงกงกล่าวกับเหล่าขุนนางข้าราชการว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ซางยางมีอำนาจเต็มที่ในการดำเนินนโยบายการปฏิรูป สั่งปูนบำเหน็จและลงโทษขุนนางข้าราชการ และประชาชนได้ โดยไม่มีผู้ใดสามารถขัดขืนคำสั่งเขาได้ การขัดคำสั่งซางยาง จะถูกลงโทษเช่นเดียวกับการขัดขืนคืคำสั่งผู้ครองรัฐ

กลอุบายย้ายไม้ในการสร้างความเชื่อถือ

หลังจากที่กำหนดนโยบายทีชัดเจนแล้ว ซางยางส่งนโยบายรวมทั้งมาตรการปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษรให้เซี่ยวกง แต่ไม่ได้ประกาศออกมาทันที เพียงแต่สั่งให้คนนำไท้ยาว 3 ฟุตมาปักที่พื้นทางใต้ประตูเมืองเสียนหยาง(咸阳) แล้วประกาศว่า ถ้าใครย้ายไม้ท่อนนี้จากประตูเมืองทางใต้ แล้วไปปักที่พื้นประตูเมืองทางเหนือ ก็จะได้รับเงิน 10 ตำลึง แต่เมื่อประชาชนได้เห็นประกาศแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสนใจที่จะมาย้ายไม้ท่อนนี้ คิดว่าเรื่องแค่นี้ ทำไมต้องให้เงินมากถึง10 ตำลึง คำสั่งนี้คงเป็นกลลวงแน่ ซางยางเมื่อเห็นดังนั้น จึงกล่าวว่าเงินรางวัลคงจะน้อยไป เขาอยากให้มีคนย้ายไม้ท่อนนี้มาก จึงเพิ่มรางวัลเป็น 50 ตำลึง หวังว่าคราวนี้คงมีคนกล้าหาญมาย้ายไม้ท่อนนี้ ในไม่ช้า ก็มีคนหนึ่งมารับอาสาย้ายไม้ท่อนนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมาก คิดว่าย้ายไม้แล้ว แม้ไม่ได้รับรางวัลถึง 50 ตำลึง ก็ไม่น่าจะได้รับการลงโทษ เมื่อทหารที่เฝ้าดูอยู่เห็นมีคนย้ายไม้แล้ว ไปรายงานซางยาง เขาจึงสั่งมอบเงินรางวัลแก่ผู้ย้านไม้นั้นเป็นเงิน 50 ตำลึงทันที

เหตุการณ์กาาย้ายไม้ครั้งนี้ ทุกคนต่างคิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด จึงมีการกล่าวขวัญกันมาก ซางยางจึงประกาศว่ากฎหมาย กฎระเบียบและคำสั่งใดๆของเขา เมื่อพูดแล้ว จะทำตามสิ่งที่พูดโดยไม่บิดพลิ้ว ประชาชนทุกคนจึงตระหนักว่า ซางยางทำอะไรจริงจัง เมื่อพูดออกมาแล้ว ก็จะทำตามสิ่งที่พูดแน่นอน

วันรุ่งขึ้น มีประกาศออกมาเป็นกฎหมายและกฎระเบียบ ที่ครอบคลุมเนื้อหาการปฏิรูปอย่างกว้างขวาง ผู้เห็นประกาศนี้ ต่างก็ตระหนกตกใจ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ซางยางกล่าวว่า เมื่อมีกฎหมายและกฎระเบียบ หรือคำสั่งแล้ว ทุกคนต้องทำตาม ผู้คัดค้านหรือวิพากษ์วิจารณ์จะต้องถูกลงโทษ คนสรรเสริญเยินยอการปฏิรูปก็ต้องถูกลงโทษเช่นกัน ทำได้อย่างเดียวคือ ทำตามกฏหมายและกฎระเบียบและคำสั่งเท่านั้น หลังจากนั้น เมื่อมีผู้วิพากษ์วิจารณ์หรือเยินยอกฎหมายและระเบียบการปฏิรูปก็ถูกจับ และเนรเทศไปอยู่ชายแดนหลายร้อยคน

นโยบายปฏิรูป

นโยบายการปฏิรูปของซางยาง มีการครอบคลุมที่กว้างขวาง ทั้งทางด้านการเมืองการปกครอง การทหาร เศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป สรุปได้ดังนี้คือ:

1.การเมืองการปกครอง

ก. กำหนดให้เมืองเสียนหยาง(咸阳) เป็นเมืองหลวงของรัฐฉิน เป็นที่ตั้งการบัญชาการราชการของรัฐ

ข. แบ่งพื้นที่รัฐฉินออกเป็น 48 อำเภอ มีนายอำเภอปกครอง แต่ละอำเภอมีหมู่บ้าน ซึ่งมีผู้ใหญ่บ้านปกครอง อำเภอและหมู่บ้านถูกควบคุมโดยรัฐบาลส่วนกลางในเมืองหลวง

ค. ยกเลิกระบบการแต่งตั้งและการปูนบำเน็จรูปแบบเดิม จัดลำดับข้าราชการใหม่ มีระบบการสั่งงาน บังคับบัญชาการเป็นลำดับขั้นตอนตามกหมายใหม่ ลูกหลานของขุนนางและข้าราชการ ก็จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตกทอดจากบรรพบุรุษเหมือนแต่ก่อน

ง. ใช้ระบบเกี่ยวพันและลงโทษผู้ทำผิด ทุกห้าครอบครัวรวมกันเป็นหน่วยหนึ่ง และทุกสิบครอบครัวรวมเป็นหน่วยการปกครองที่ใหญ่ขึ้น ถ้ามีผู้ทำผิดในครอบครัวใด ครอบครัวอื่นในหน่วยเดีนวกัน ก็ต้องมีความผิดด้วย ทุกครอบครัวควบคุมซึ่งกันและกัน ผู้พบความผิดคนใดในกลุ่ม แล้วรายงานให้ทางราชการจะรับการปูนบำเหน็จรางวัล แต่ถ้ารู้ว่ามีใครทำผิดแล้วไม่เปิดเผย ก็จะได้รับโทษด้วย การเดินทางไปต่างอำเภอ ต้องมีหนังสือรับรองจากทางการ

จ. ความขัดแย้งและทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างประชาชน ต้องมีการตัดสินตามกฏหมาย ห้ามไม่ให้ประชาชนทะเลาะและต่อสู้กันระหว่างกัน ผู้ต่อสู้กันเองด้วยอาวุธจะได้รับโทษอย่างรุนแรง

ฉ. สั่งเผาทำลายคัมภีร์หรือคำสอนของนักปราชญ์ ที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับกฎหมายและกฏระเบียบของรัฐฉิน

2. การทหาร

ก. ขยายกำลังทหาร ชายฉกรรจ์ทุกคน ไม่ว่ามีตำแหน่งหรือยศศักดิ์อะไรต้องเป็นทหาร

ข. ปูนบำเหน็จรางวัลแก่ทหารผู้กล้าหาญที่ออกรบชนะข้าศึกได้ ผู้ออกศึกแล้วฆ่าข้าศึกได้มากจะได้รับการเลื่อนขั้นและได้รางวัลเป็นพื้นที่เพาะปลูกตามความดีความชอบ

ค. ยกเลิกระบบการปูนบำเหน็จให้แก่ขุนนางข้าราชการ ที่ไม่มีความดีความชอบทางด้านการทหาร

3. ด้านเศรษฐกิจ

ก. ส่งเสริมการเกษตร ขุดคูคลอง พัฒนาระบบชลประทาน เลิกระบบการจัดที่ดินแบบเดิม ทำการแผ้วถางที่ดินรกร้างว่างเปล่าแล้วจัดสรรให้ประชาชน

ข. สร้างถนนให้มีความกว้างใหญ่พอที่จะให้รถม้าแบ่นผ่านได้ เวลาออกศึก ทหารม้าก็ใช้ถนนหนทางได้โดยสะดวก

ค. จัดเก็บภาษีการเกษตรและหัตถกรรม แต่ไม่ส่งเสริมการค้าขาย เกษตรกรและผู้ประกอบหัตถกรรมที่มีผลผลิตมากจะได้รับการลดหย่อนภาษีอากร

4. ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ก. ประชาชนต้องได้รับการฝึกอบรมสั่งสอนทางมารยาท เด็กต้องเคารพผู้ใหญ่

ข. ถ้าครอบครัวใดมีผู้ชายที่บรรลุนิติภาวะ(16 ปื)แล้ว จะต้องแยกครอบครัวกัน ต่างคนต่างทำมาหากิน (ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐมีรายได้จากภาษีอากรมากขึ้น)

ค. จัดระบบชั่งตวงวัด ให้มีมาตรฐาน เพื่อเอื้อประโยชน์ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน

เสียงคัดค้านจากบุตรชายของผู้ครองรัฐ

แม้ซางยาง สามารถห้ามปรามและลงโทษผู้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายการปฏิรูปของเขา แต่เสียงคัดค้านของคุณชายซื่อ(公子䦉) บุตรชาย ของผู้ความรัฐ ที่มีอายุเพียง 11 ปี สร้างความลำบากใจแก่เขามาก ไม่เพียงคัดค้าน และวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการปฏิรูปเท่านั้น คุณชายซื่อยังให้การคุ้มครองแก่คนที่ละเมิดคำสั่งการวิจารณ์ปฏิรูปนายหนึ่ง คุณชายซื่อเป็นผู้จะเป็นผู้ครอรัฐฉินจากฉินเซี่ยวกง ถ้าคนอื่นทำผิด ซางยางทำการลงโทษได้ แต่ถ้าลูกของเซี่ยงกงทำผิด จะทำอย่างไรดี? สิ่งที่ซางยางทำ คือให้ทหารไปจับผู้ที่ซื่อหลบซ่อนและสั่งลงโทษอาจารย์ของคุณชายซื่อสองคนออกจากตำแหน่ง พร้อมทั้งสักหมึกทำเครื่องหมายที่หน้า เพื่อประจานตลอดชีวิต ด้วยเหตุผลที่สอนให้คุณชายทำในสิ่งไม่ดี และยังสั่งคนเผาตำราเรียนของคุณชายซื่อด้วย

เรื่องนี้ฉินเซี่ยวกงไม่ได้กล่าวโทษซางยางแต่ประการใด เพราะตนประกาศว่า จะมอบอำนาจในการปฏิรูปอย่างเต็มที่แก่เขา แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกแก่ขุนนางข้าราชการและประชาชนมาก คิดว่า แม้บุตรชายของผู้ของรัฐยังได้รับการลงโทษแล้ว ใครจะกล้ามาคัดค้านนโยบายการปฏิรูปอีก ?

ต่อมาอีกหลายปี เศรษฐกิจของรัฐฉิน และแสนยานุภาพดีขึ้นมามาก ในขณะที่ที่รัฐวุ่ยที่อยู่ใกล้เคียงกับฉินที่มีความเข้มแข็งก่อนหน้านั้นได้อ่อนแอลงมามาก ซางยางจึงเสนอกับผู้ฉินฮุ่ยกงว่า ควรไปบุกโจมตีรัฐวุ่ย ถ้าได้ชัยชนะแล้ว ยึดดินแดนบางส่วนมารัฐฉิน ฮุ่ยกงก็เห็นด้วย จึงให้ซางยางนำทัพไปตีรัฐวุ่ย ซึ่งซางยางเอาชนะได้อย่างง่ายดาย รัฐวุ่ยต้องยอมจำนน และยกดินแดน 15 เมืองให้แก่รัฐฉิน เรื่องนี้ซางยางใช้กลอุบายหลอกลวงแม่ทัพวุ่ย จับกุมตัวเขาไว้ แล้วยกทัพไปตีเมืองหลวงของวุ่ยในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามไม่มีเวลาตั้งตัวต่อสู้กับฉิน จนต้องยอมแพ้และยกพื้นที่ผืนใหญ่ให้รัฐฉิน (เรื่องบุกรุกรัฐวุ่ยนี้มีรายละเอียดน่าสนใจ จะไม่กล่าวในที่นี้ ผู้สนใจ อาจอ่าหนังสือ“36 กลอุบาย“ กลอุบายที่ 10 ซ่อนมีดไว้ในรอยยิ้ม เรื่อง”ซางยางหลอกเพื่อนเก่า“ได้)

ฉินเซี่ยวกงมีความปิติยินดีกับเรื่องนี้มาก จึงปูนบำเหน็จซางยาง ให้ครอบครองพื้นที่ที่ตั้งชี่อว่าแคว้นซาง(商)ที่ยึดมาได้ และแต่งตั้งให้ซางยางมียศศักดิ์เป็น”คุณชายซาง“(商君)

เมื่อได้รับการปูนบำเหน็จรางวัล มีตำแหน่งใหญ่โตเทียบเท่ากับอัครเสนาบดี เหล่าข้าราชการในรัฐฉินต่างมาแสดงความยินดี ทุกคนต่างก็กล่าวสรรเสริญเยินยอผลงานของซางยาง ที่เป็นผู้นำการปฏิรูปจนรัฐฉินให้มีความเจริญรุ่งเรือง ซางยางรู้สึกภูมิใจมาก กล่าวว่า ผลงานของตนน่าจะหาคนในรัฐฉิน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดเทียบเท่าได้ แต่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งของซางยาง ชื่อเจ้าเหลียง(赵良) เตือนว่า ผู้บริหารงานรัฐระดับสูงสมัยก่อน เช่น ไป๋หลี่ซี(百里奚) อัครเสนาบดีในสมัยฉินมู่กง(秦穆公) เมื่อ 200 ปีก่อนก็ทำให้รัฐฉินมีความเจริญรุ่งเรืองมาก แต่เขาก็เป็นที่รักใคร่ของขุนนาง ข้าราชการ และประชาชนในรัฐต่างกับท่าน แม้มีผลงานที่โดดเด่น แต่มีคนทไม่ชอบ และพร้อมที่จะเป็นปรปักษ์กับท่านอยู่มาก เวลานี้ ท่านมีอำนาจมาก น่าจะเตรียมหาทางลงที่ไม่เป็นอันตรายต่อตนเองไว้ตั้งแต่ตอนนี้

ซางยางเอง ก็รู้ว่ามีคนที่ไม่ชอบเขามาก แต่ยังไม่ยอมสละตำแหน่ง ที่มีอำนาจมาก ห้าเดือนต่อมา ฉินเซี่ยงกงเสียชีวิต คุณชายซื่อขึ้นเป็นผู้ครองรัฐฉิน เป็นฉินฮุ่ยเหวินกง(秦惠文公) ขุนนางและข้าราชการที่เป็นปรปักษ์กับซางยาง แล้วได้รับการลงโทษ รวมทั้งอาจารย์สองคนของผู้ครองรัฐคนใหม่ ต่างรับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งในการบริหารงานรัฐ อาจารย์คนหนึ่งกล่าวกับฉินฮุ่ยเหวินกงว่า “ การให้ขุนนางมีอำนาจมากเกินไป อาจมีอันตรายต่อรัฐได้ ปัจจุบัน เมื่อมีการพูดถึงผลการปฏิรูปในรัฐฉิน ทุกคนจะกล่าวว่า เป็นผลงาการปฏิรูปของซางยาง ไม่มีผู้ใดบอกว่าเป็นนโยบายการปฏิรูปของรัฐฉิน เวลานี้ ซางยางมีอำนาจมาก และมีกองกำลังทหารของตนเอง อีกไม่นาน เขาอาจก่อกบฏยึดอำนาจรัฐได้ ทางที่ดี ควรตัดอำนาจของซางเลยางตั้งแต่ตอนนี้” ฉินหุ้ยเหวินกงเห็นชอบกับคำกล่าวนี้ จึงเตรียมการที่จะปลดซางยสงออกจากตำแหน่ง

แต่ซางยางเองยังไม่เห็นอันตรายใดๆ ออกเดินทางจากแคว้นซางมาคารวะผู้ครองรัฐใหม่ โดยมีขบวนรถใหญ่โต และมีกำลังทหารคุ้มครองจำนวนมาก ฉินฮุ่ยเหวินกงจึงกล่าวหาเขาว่ามีกองกำลังคุ้มครองมากยิ่งกว่าผู้ปกครองรัฐ และสั่งปลดเขาออกจากตำแหน่ง ซางยางคืดเดินทางกลับแคว้นซาง แต่ฉินฮุ่ยเหวินกงได้ส่งกองกำลังทหารไปปิดล้อมแคว้นซางแล้ว และส่งทหารจำนวนนมาก มาไล่ตาม ข้าราชการและประชาชนที่ไม่ชอบซางยาง ก็มาร่วมใมทบขับไล่ ต่างบอกว่า จะจับเขาไปลงโทษ ซางยางกลัวถูกฝูงชนทำร้าย จึงแต่งตัวเหมือนประชาชน แล้ววิ่งลงจากรถ คิดจะหลบหนีไปรัซวุ่ย แต่วิ่งหนีอยู่คนเดียวจนถึงเวลาคํ่า ก็ยังไม่พ้นเขตแดนรัฐฉิน จำเป็นต้องหาที่พักและรับประทานอาหาร เขัาไปโรงแรม บอกว่าจโรงแรมแห่งหนึ่ง บอกจะมาเข้าพัก เจ้าของโรงแรมถามว่า คุณเดินทางมาจากไหน จะมาพักที่นี่ มีใบอนุญาตการเดินทางหรือไม่เพราะตามกฏระเบียบที่กำหนดโดยซางยาง ถ้าจะรับใครเข้าพัก จะต้องตรวจดูใบอนุญาตการเดินทางเสียก่อน ถ้าไม่มีใบอนุญาตทางการ โรงแรมเราจะรับใครมาพักไม่ได้ มิฉะนั้นจะได้รับโทษ ซางยางไม่มีใบอนุญาต จึงต้องเดินทางมุ่งสู่รัฐวุ่ยต่อไป ทั้งที่เหน็จเหนื่อยล้าและหิวโหยมาก แต่พอเขาเดินทางมาถึงขายแดนรัฐวุ่ย ก็ถูกทหารวุ่ยจับ เมื่อผู้บังคับบัญชาทหารชายแดนมาพบ จำได้ว่าเป็นซางยางที่หลบหนีมาจากรัฐฉิน จึงให้ทหารส่งตัวซางยางกลับเมืองเสียนหยาง เมืองหลวงของรัฐฉิน

ในที่สุดซางยางก็ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีที่ทารุณที่เรยกกันว่า แยกศพไปห้าทาง(五牛分屍) คือ เอาตัวผูกติดกับวัวห้าตัวแล้วไล่วัวให้วื่งไปคนละทิศ

ข้อคิดบางประการจากเหตุการณ์ปฏิรูปของซางยาง

ก. การปฏิรูปในรัฐหรือประเทศที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมาก มีความยากจนมาก และมีเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่ล้าหลัง หากมีแนวนโยบายที่ดี จะเห็นผลได้ในเวลาไม่นานดังตัวอย่างการปฏิรูปของซางยางในสมัยจ้านกว๋อกว่า 2000 ปีก่อน และการปฏิรูปในประเทศจีนในศตวรรษที่ 20 หลังรับความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างมหาศาลจากเหตุการณ์ปฏิวัติวัฒนธรรมที่มีผลทำให้ประเทศจีนเปลี่ยนจากประเทศที่ยากจนด้านหลัง มาเป็นมหาอำนาจขั้นนำทางเศรษฐกิจของโลกในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ

ข. การจะทำงานสิ่งใดให้สำเร็จ ต้องมีทิศทางที่ถูกต้อง มีวิธีการที่ดี และมีความมุ่งมั่น มีความพยายาม การไปสู่เป้าหมาย อาจทำได้หลายทาง หลายวิธี ในสม้ยชุนชืว จื๋อฉ่านมีการปฏิรูปรูปในรัฐเจิ้ง ประกาศกฎหมายและกฎระเบียบให้ประชาชนทราบทั่วกัน ไม่ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ ได้ประสบผลสำเร็จ ทำให้รัฐเจิ้งมีความเจริญรุ่งเรือง ต่อมา อีกประมาณ 30 กว่าปี ก่วนจ้งทำการปฏิรูปรัฐฉี มีนโยบายโดยมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดี ทำให้รัฐฉีก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมหาอำนาจในสมัยชุนชิว(เรื่องของก่วนจ้ง มีรายละเอียดที่น่าสนใจ แต่ได้เขียนมามากแล้ว จะไม่กล่าวซ้ำอีกในที่นี้ ผู้สนใจ อาจเข้าไปดูบทความ “ความคิดทางเศรษฐศาสตร์ของก่วนจ้ง”และ“นิทานในประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีน:ยุทธศาสตร์และนโยบายปกครองรัฐฉีของก่วนจ้ง“ ได้) ผ่านไปอีกกว่า 300 ปี การปฏิรูปของซางยางในรัฐฉินในสมัยจ้านกว๋อที่มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และไม่ยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ก็ประสบผลสำเร็จ ทำให้ฉินมีความเจริญรุ่งเรืองและมีแสนยานุภาพทางทหารที่เข้มแข็ง ทั้งการปฏิรูปของจื๋อฉั่นในรัฐเจิ้ง ก่วนจ้งในรัฐฉีในยุคชุนชิว และซางยางในรัฐฉินสมัยจ้านกว๋อล้วนมีจุดมุ่งหมายสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่รัฐ แต่มีแนวทางและวิธีการที่แตกต่างกัน การปฏิรูปรูปสามครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า การจะทำอะไรให้บรรลุเป้าหมายเดียวกันทำได้หลายแนวทาง และหลายวิธี ไม่จำกัดเพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง ปัจจัยอยู่ที่ว่า แนวทางหรือวิธีการที่เลือกนั้น ต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม ไม่คิดขึ้นอย่างหยาบๆ หรือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ มีแต่คำพูดที่เรียกว่า“นโยบาย” โดยไม่มีมาตรการหรือแผนงานที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่การปกครอง ในกรณีการปฏิรูปของซางยาง เนื่องจากเขามีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีแนวทางถูกต้อง การปฏิรูปจึงประสบผลสำเร็จ แม้มีคนไม่เห็นด้วยมาก และไม่รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในที่สุดซางยางเองก็ต้องได้รับการลงโทษอย่างทารุณ หากเขาไม่ใช้วิธีทารุณโหดร้าย แต่ใช้วิธีที่นุ่มนวลกว่า เช่น ไม่ลงโทษผู้พิพากวิจารณ์รุนแรงเกินไป แต่พยามอธิบายถึงผลดีของการปฏิรูป และขอให้ประชาชนอดทนความไม่สะดวกกับกฏหมายใหม่ รู้จัก“ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” คอยดูผลของผลการแปรรูปต่อไป

นอกจากนั้น เมื่อการแปรรูปประสบผลสำเร็จ และเขาเองมีมีตำแหน่งและอำนาจมากแล้ว ซางยางมีการสละตำแหน่งอำนาจได้ทันเวลา เขาคงไม่จบชีวิตลงอย่างน่าสลดใจ

การปฏิรูปของซางยาง มีเวลารวมประมาณ 20 ปี แม้ปิดกั้นความเห็นของประชาชน แต่สร้างความเสียหายแก่รัฐฉินได้ไม่มากนัก ต่างกับการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในราชวงศ์หมิง(明)และชิง(清)เป็นเวลากว่า 500 ปี ที่ทำให้ประเทศจีนเสื่อมถอยลงมาก จนต้องถูกรุกรานโดยชาติตะวันตกที่มีแสนยานุภาพเหนือกว่าจีนมาก

ค. ในสมัยเลียดก๊ก ผู้ครองรัฐที่อำนาจในการปกครองรัฐทีเบ็ดเสร็จ นโยบานการแปรรูปของซางยาง หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากฉินเซี่ยวกง คงประสบผลสำเร็จได้ยาก นักประวัติศาสตร์เรียกการปฏิรูปครั้งนี้ว่า “ การปฏิรูปของซางยาง”ืซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าหากไม่มีฉินเซี่ยงกง ที่เห็นด้วยกับนโยบายของเขาอย่างเต็มที่ ซางยางก็คงทำอะไรไม่ได้มาก ในการนี้ เราต้องยกเครดิตให้ฉินเซี่ยวกง ที่มีการใช้ซางยาง และมอบอำนาจให้เขาเต็มที่ ถ้าเปรียบกับบริษัทในปัจจุบัน ฉินเซี่ยวกงเปรียบเสมือนประธานกรรมการที่มีอำนาจสูงสุดในบริษัท ส่วนซางยางเป็นผู้จัดการใหญ่ที่มีหน้าที่ในการบริหารงาน ถ้าการปฏิรูปต้องประสบกับความล้มเหลว ฉินเซี่ยวกงต้องเป็นผู้รับผิดชอบสำคัญ ดังนั้น การรู้จักใช้คนเก่งอย่างซางยางมาช่วยบริหารงานรัฐ พร้อมมอบอำนาจเขาอย่างเต็มที่ จึงสมควรได้รับการยกย่องดัวย

ง. การปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของรัฐหรือประเทศ จะประสบผลสำเร็จได้ ต่อเมื่อประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พ้นจากความอดอยากอยากจน เมื่อประชาชนได้เห็นประโยชน์ของการปฏิรูปแล้ว คนส่วนใหญ่ก็จะสนับสนุนนโยบายการปฏิรูป แต่เมื่อการปฏิรูปส่งผลร้ายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ ดังกรณีของการปฏิรูปของหวางหม่างและหวางอานสือที่จะกล่าวต่อไป การมีความหวังดี มีความตั้งใจที่จะให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าไม่มีนโยบายที่ดีที่ถูก ก็จะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี ดังตัวอย่างของประเทศจีนยุคปัจจุบัน เหมาเจ๋อตง(毛译东) ผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศจีนหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีค.ศ. 1949 อยากเห็นประเทศจีนก้าวขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจ แต่มีแนวคิดที่ผิดและมีนโยบายที่ไม่ดี แทนที่จะทำให้ประเทศจีนมีความเจริญ กลับทำให้มีความยากจนล้าหลังมาก หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายสู่การปฏิรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจหลังจากที่เหมาเสียชีวิตไปแล้ว ประเทศจีนคงยังเป็นประเทศที่ล้าหลังในปัจุบัน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *