INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ฌานวิทยาอิสลามหรือศาสตร์ประจักษ์แจ้งแห่งจิต

ฌานวิทยาอิสลามหรือศาสตร์ประจักษ์แจ้งแห่งจิต


โดย  ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของศาสตร์ด้านประจักษ์แจ้งแห่งจิต อยากให้ท่านผู้อ่านเข้าใจศัพท์บางคำ ของคำว่า ซูฟี(Sufi) ตะซัววุ๊ฟ(Tasauwuf) และอีรฟาน(Irfan)

esoteric sufi

Credit Photo by : spiritofthescripture.com

ความหมายขอคำว่า ซูฟี มาจากคำว่า  “เซาฟุน”  คือผู้สวมใส่เสื้อผ้าที่หยาบ หรือให้ความหมายว่า ความบริสุทธิ์ ความสะอาด ส่วนในเชิงวิชาการหมายถึง กลุ่มชนหนึ่งที่ได้นิยมความสันโดษ และอยู่อย่างสมถะ โดยใส่เสื้อผ้าที่แข็งกระด้าง หยาบ และมีวิธีการในการสร้างความบริสุทธิ์ใจให้เกิดขึ้น

อะบุล กอซิม กุชัยรี (นักซูฟีเชื่อดังท่านหนึ่งในโลกอิสลาม ช่วงฮิจเราะฮที่ 500) ได้ให้คำนิยามของคำว่า ซูฟี ดังนี้

ชื่อซูฟีนี้ ได้เป็นที่รู้จัก ต่อกลุ่มหนึ่งที่ได้ปฏิบัติตัวอย่างสมถะและอยู่อย่างสันโดษ ซึ่งไม่ใช่เป็นชื่อของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสร้อยนามของกลุ่มหนึ่งเท่านั้น(รีซาละฮกุชัยรียะฮ เล่ม1/137-140)

ท่านกุชัยรี ได้กล่าวว่า คำว่าซูฟี นั้นไม่ได้ให้ความหมายว่าเป็นกลุ่มชนที่ใส่เสื้อผ้าหยาบ ๆ แต่เป็นการกล่าวถึงกลุ่มชนที่ได้ยึดมั่นต่อศอฮาบะฮกลุ่มหนึ่ง ที่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ได้เรียกขานพวกเขาว่า “อัซฮาบุลซุฟฟะฮ หรือ ซุฟฟะฮุร รอซูล”  มี ซัลมาน ฟารซี อะบูซัร ซุไอบ์ อัมมารบินยาซีร ต่อมาสาวกลุ่มนี้ได้ใช้ชีวิตอย่างเรียงง่าย มีความสมถะและเป็นผู้มีหลักปฏิบัติธรรมขั้นสูง

บุคคลแรกที่ถูกเรียกขายว่า”ซูฟี” คืออบูฮาชิม ซูฟี เสียชีวิตปี 150 แห่งฮิจเราะฮ อยู่ร่วมสมัยกับซุฟยานซูรี และท่านอิบรอฮีม อัดฮัม ดังนั้นจากศตวรรษที่สองแห่งฮิจเราะฮ นามว่า ซูฟี หรือกลุ่มซูฟียะฮได้รู้จักไปทั่ว เหมือนกับกลุ่มอื่น ๆ เช่น นักนิติศาสตร์ นักเวทวิทยา หรือนักปรัชญา

นักวิชาการบางคนได้มีทรรศนะว่า คำว่าซูฟี ได้เริ่มเรียกตั้งแต่สมัยช่วงแรก ๆ ของศตวรรษที่ 2 แห่งฮิจเราะฮ นั่นก็คือในสมัยของอะซัน บัศรี และถือว่าอะซัน บัศรีเป็นบุคคลแรกที่ได้ใช้คำว่าซูฟี ดังคำรายงานจากคำพูดประโยคหนึ่งของฮะซันบัศรีว่า

“ฉันได้เห็นนักซูฟีท่านหนึ่งได้เดินตอว๊าฟ(เวียนรอบวิหารกะบะฮ) และฉันได้มอบของอย่างหนึ่งต่อเขา  แต่เขาไม่รับของนั้นจากฉัน” (มิสบาฮุลฮิดายะฮ หน้า88)

 

  1. ท่านอะบูซะอีด  อบุลฆัยร์  กล่าวว่า ตะซัววุฟนั้น ประกอบด้วยสองประการคือ   หนึ่ง มุมมองโลกทัศน์ (ที่ถูกต้อง)  สอง การเป็นอยู่(ที่ถูกต้อง) และคำว่าตะซัววุฟคือคำนามที่เกิดขึ้นจริง และเมื่อไปถึงเป้าหมายสูงสุดจะไม่พบสิ่งใดเลย นอกจากพระองค์อัลลอฮ (อัซรอรุตเตาฮีด ของท่านมุฮัมมัด บินมุเนาวีร หน้า 298 และหนังสือมะบานีอิรฟานว่าตะซัววุฟ หน้า 4 ของท่าน ดร. ดียาอุดดีน ซัดญาดี)
  2. ท่านชับลี กล่าวว่า “ซูฟีคือผู้ที่ไม่มุ่งหวังยังสิ่งใด นอกจากพระองค์อัลลอฮเท่านั้น” (กัชฟลมะยูบของท่านชับลี หน้า 42)
  3. ท่านยุนัยด์กล่าวว่า  ตะซัววุฟ หมายถึงผู้มีคุณลักษณะ 8 ประการ คือ มีความโอบอ้อมอารี มีความพอใจ มีความอดทน ไม่พูดมาก(ไร้สาระ) อยู่อย่างสันโดษ ใส่เสื้อผ้าที่หยาบกระด้าง เดินทาง(ไม่อยู่กับที่) มีความยากจน นั่นก็คือ ยึดมั่น ศาสดาทั้งแปด คือความโอบอ้อมอารีของนบีอิบรอฮีม ความพอใจของนบีอิสอิสฮาก(อ) มีความอดทนของนบีอัยยูบ การไม่พูดมากของนบีซะการียา รักสันโดษและอยู่อย่างโดดเดี่ยวของนบียะฮยา การใส่เสื้อผ้าที่หยาบกระด้างของนบีมูซา และการเดินทาง(ไม่อยู่กับที่)ของนบีอีซา และการแสดงออกถึงความจนของนบีมุฮัมมัด” (จากหนังสือกัชฟุลมะยูบ หน้า 4)
  4. ในหนังสือ กัชชาฟุอิสติลาฮาติลฟุนิน  ได้นิยามคำซูฟีว่า “ซูฟี คือ ผู้ที่สลายตัวตนของตัวเองโดยคงอยู่แค่เพียงพระองค์อัลลอฮเท่านั้น และอิสระจากธรรมชาติ (ไม่ยึดติดกับสิ่งใด) และมุ่งสู่ความจริงแห่งแก่นแท้ทั้งหลาย” (อ้างจากหนังสือ มะบารีอัปฟานว่าตะซัววุฟ ของท่าน ดร.ซัจญาดีหน้า6)

หลังจากที่ได้รับรู้ถึงความเป็นมาและความหมายของคำว่าซูฟีและตะซัววุฟแล้ว ยังมีอีกคำหนึ่งดูแล้วความหมายคล้ายและเหมือนกับคำว่าซูฟี นั่นก็คือคำว่า “อีรฟาน”  คำว่าอิรฟารในภาษาอะหรับให้ความหมายว่า “ผู้หยั่งรู้อย่างโปร่งใส” หรือให้ความหมายว่า “ผู้ที่รู้จักสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากชัดเจน ส่วนความหมายในเชิงวิชาการให้ความหมายคือ “แนวคิดหรือสำนักคิดหนึ่ที่มีวิธีการและทฤษฎีเป็นเอกลักษณ์เพื่อการรู้จักพระผู้เป็นเจ้าและการเข้าถึงความจริงทั้งหลาย โดยไม่อาศัยทฤษฎีทางปรัชญา แต่ใช้หนทางการประจักษ์แห่งจิตในการค้นหาความจริง”

อบูอะลี อิบนิสีน่า กล่าวไว้ว่า.. ผู้ที่ละทิ้งความสุขสบาย ทรัพย์สินทางโลก เรียกว่า “ซาฮิด” (นักสมถะ)  ผู้เคร่งครัดทางบทบัญญัติทางศาสนา การอิบาดะฮ เช่น การนมาซ การถือศีลอด เรียกว่าอาบิด “ผู้ภักดี” และผู้ใช้ความคิดต่อการมุ่งสู่ความบริสุทธิ์แห่งพระองค์อัลลอฮ  ด้วยกับรัศมีมีทางด้านใน(ด้วยการเห็นแจ้ง) ต่อรัศมีแห่งพระผู้เป็นเจ้า เรียกว่า “อาริฟ”

ดังนั้นจากคำนิยามของคำว่า ซูฟีหรือตะซัววุฟ และคำว่าอาริฟหรืออิรฟานนั้นมีความแตกต่างอยู่ นั่นก็คือระดับขั้นความหยั่งรู้และเข้าถึงความจริงนั้น ผู้ที่เป็นอาริฟหรือมีญาณแห่งอิรฟานสูงกว่าผู้ที่เป็นนักซูฟี

ส่วนคำว่าอาริฟและอีรฟานนั้นถูกนำเรียกใช้หลังจากคำว่าซูฟี นั่นก็คือเป็นการวิวัฒนาการทางด้านศาสตร์ตะซัววุฟนั่นเอง ซึ่งคำว่าอาริฟได้ถูกเรียกใช้ในศตวรรษที่ 3 แห่งฮิจเราะฮ ซึ่งท่านบายาซีด บัสตอมีได้แทนคำว่าซีฟูเป็นอาริฟ ดังคำกล่าวของบายาซีด ว่า…

“ความสมบูรณ์ของอาริฟคือการสลายตัวตนในการมอบความรักเหลือเพียงพระเจ้าเท่านั้น และขั้นต่ำที่สุดของอาริฟคือผู้ที่สลัดทิ้งจากทรัพย์สินและเงินทองออกจากตัวของเขา(โดยไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งเหล่านั้น)  ดังนั้น อาริฟจะเห็นสิ่งที่ดีทั้งหลาย ส่วนผู้รู้จะรู้สิ่งที่ดีทั้งหลาย เขาจะพูดว่า ฉันจะทำอะไร? ส่วนอาริฟ(ผู้ประจักษ์แจ้งแห่งพระเจ้า)จะพูดว่า เขาจะทำอย่างไร? (อ้างจากหนังสือตัชกิรอตุลเอาลียา หน้า 192 อ้างจากหนังสือมะบานีตะซัววุฟว่า อีรฟาน หน้า 9)

 

 

จากคำนิยามของคำว่าซูฟีและคำว่าอิรฟานเป็นการบ่งบอกถึงการวิวัฒนาการทางด้านศาสตร์แห่งตะซัววุฟ นั่นก็คือจากจุดเริ่มแรกนักซูฟีมีหลักปฏิบัติเพื่อต้องการขจัดกิเลสตัณหาและยับยั้งจิตใฝ่ต่ำทั้งหลายให้หมดสิ้นไป โดยไม่มีทฤษฎีทางความรู้หรือการค้นหาความจริงหรือการเข้าถึงความจริง และการรับรู้ความจริงได้อย่างไร จนกระทั่งสู่การพัฒนา กลายมาเป็นความเป็นศาสตร์เป็นวิทยาการหนึ่งของอิสลาม นั่นก็คือวิชาตะซัววุฟได้มีแนวคิดและมุมมองต่อพระเจ้า ต่อโลก ต่อมนุษย์และต่อสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งถูกเรียกในเวลาต่อมาว่า วิชาอิรฟาน(วิชาว่าด้วยหลักการประจักษ์แจ้งแห่งพระเจ้า)

เมื่อพูดถึงการใช้หนทางในการค้นหาความจริงและรู้จักสิ่งที่มีอยู่ให้ได้ความจริงนั้น สามารถแบ่งออกได้ 3 แนวคิดดังนี้

  1. แนวทางของนักเทววิทยา นั่นก็คือใช้หลักคำสอนทางบทบัญญัติทางศาสนาและปัญญาในการค้นหาความจริง หรือเรียกว่าวิชาอิลมุกะลาม
  2. แนวทางของนักปรัชญา นั่นก็คือใช้หลักการทางเหตุผลและทฤษฎีทางปรัชญาเพื่อค้นหาความจริง
  3. แนวทางของผู้ที่ใช้ทางจิต โดยผ่านการชำระจิตให้สะอาดแล้วมองเห็นความจริงของทุก ๆสิ่ง และรับรู้ความจริงนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นั่นก็คือใช้แนวทางของการหยั่งรู้แจ้ง หรือเรียกว่า “อีรฟาน”

ดังนั้นจากความแตกต่างระหว่างสำนักคิดต่าง ๆ ไม่ว่าสำนักงานเทววิทยาหรือสำนักคิดทางปรัชญาหรือสำนักคิดทางซูฟีหรืออีรฟานนั้น จะเห็นได้ว่าอยู่บนพื้นฐานของความจริงและเป็นสิ่งที่บทบัญญัติทางศาสนาได้กล่าวสนับสนุนไว้ด้วย นั่นก็คืออิสลามประกอบด้วย ชะรีอะฮ คือบทบัญญัติทางศาสนาที่ได้ถูกบัญชามาเป็นเรื่อง ๆ โดยผ่านศาสดามุฮัมมัด นั่นก็คือเป็นจุดเริ่มต้นของการมุ่งสู่ความจริงและเข้าถึงความจริงและใกล้ชิดต่อพระผู้เป็นเจ้า ส่วนตอรีเกาะฮ คือหนทางต่อมาในการขัดเกราจิตใจและใช้แนวทางแห่งซูฟี เพื่อปฏิบัติให้มีจิตที่ขาวสะอาดและบริสุทธิ์ ขจัดกิเลสตัณหาต่าง ๆ ให้หมดสิ้น หลังจากนั้นถึงขั้นอะกีกัต คือเป็นเป้าหมายสูงสุด นั่นก็คือการสลายตัวตน คงเหลือแต่พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นภาวการณ์บรรลุธรรมสูงสุด (ระดับอิรฟาน)

 

         ฌานวิทยาหรือรหัสยวิทยาคืออะไร?

มีคำอยู่สองคำของภาษาอาหรับที่ข้าพเจ้าอยากจะอธิบายก่อนที่จะเข้าสู่การนิยามของศาสตร์ฌานวิทยาหรือรหัสยวิทยา นั่นคือคำว่า “อิรฟาน”และคำว่า”มะรีฟะฮ์” โดยรากของคำภาษาอาหรับให้ความหมายเดียวกัน มีความหมายอันเดียวกัน คือ การรู้จัก การประจักษ์รู้ ซึ่งการประจักษ์รู้อาจจะเกิดขึ้นจากประสาทสัมผัสทั้งสี่ คือโดยประสบการณ์ หรือการประจักษ์รู้โดยปัญญา หรือการรู้จักสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยหลักฐานจากทางของการรายงาน หรืออาจจะประจักษ์รู้ด้วยทางจิต ดังนั้นในความหมายเชิงภาษานั้นมีความหมายเดียว ไม่แตกต่างกัน จะมาจากหนทางไหนก็ตามที่ได้กล่าวมา เราเรียกการรู้จักหรือการประจักษ์รู้นั้นว่า”อิรฟาน”

ส่วน”อิรฟาน”ในเชิงวิชาการกับความหมาย”มะรีฟะฮ์”นั้นมีความแตกต่างกัน มีความหมายที่แยกจากกัน นั่นคือคำว่า”อิรฟาน”เป็นการใช้สำหรับการประจักษ์รู้ในเรื่องเฉพาะ ส่วนคำว่า”มะรีฟะฮ์”เป็นการประจักษ์รู้ทั่วไป แต่มีจุดร่วมกันในมิติของการรู้จัก  อธิบายให้กระจ่างชัดกว่านี้ก็คือ คำว่า”อิรฟาน”คือภาวการณ์เข้าถึงและการประจักษ์รู้ที่ไม่ได้มาจากหนทางของการพิสูจน์หรือทางปรัชญาหรือทางของการรายงาน(ทางประวัติศาสตร์) แต่ทว่าเป็นการประจักษ์รู้ที่ได้มาจากฌานด้านในเป็นปรากฏภาวะทางจิตที่เข้าถึงด้านใน(ของความจริงต่างๆ) เป็นภาวะปรากฏการณ์แห่งโพธิญาณ ด้วยการเข้าถึงและรู้จักของจิตและหัวใจที่ปราศจากสื่อกลางหรือผ่านการเรียนรู้ เป็นภาวการณ์รู้และการประจักษ์ด้วยด้วยของตัวเอง ซึ่งตามหลักปรัชญาเรียกว่า”เป็นการเข้าถึงองค์ความรู้ประเภทประจักษ์แจ้งแห่งจิต”(อิลมุลฮุฎูรียะฮ)  ซึ่งองค์ความรู้ประเภทนี้แตกต่างกับองค์ความรู้ประเภทสัมผัสรู้(อิลมุลอุศูลี) เพราะว่าได้รับองค์ความรู้มาจากประสบการณ์หรือการใช้หลักตรรกะการอ้างเหตุผล และองค์ความรู้ในประเภทสัมผัสรู้นั้น แท้ที่จริงปัญญาของมนุษย์ได้เข้าถึงเพียงภายนอกของมัน(มัฟฮูม) ส่วนองค์ความรู้ประเภทประจักแจ้งนั้น เป็นการเข้าถึงองค์ความรู้ของความเป็นตัวแท้ และอาตมันขององค์ความรู้ที่แท้จริง

แต่ทว่าขอให้ท่านผู้อ่านอย่าได้สับสน เพราะว่าองค์ความรู้ประเภทประจักษ์แจ้ง ก็มีระดับขั้นและมีประเภทย่อยของมันอีก ซึ่งบางประเภทไม่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้แบบประจักษ์แจ้งแบบฌาณวิทยา  ดังนั้นพอจะสรุปคำว่า”อิรฟาน”ในทางวิชาการดังนี้

คือภาวะการณ์ประจักษ์แจ้งและการเข้าถึงภาวการณ์รู้จักต่อพระเจ้า คุณลักษณะของพระเจ้า และการกระทำของพระเจ้า เป็นการรู้จักที่มิได้มาจากหนทางของการใช้ทฤษฎีทางปรัชญาหรือการพิสูจน์ แต่เป็นการรู้จักที่ได้มาจากการเข้าถึงและประจักษ์แจ้งทางจิตและทางหัวใจด้านใน

มีการประจักษ์รู้หลายประเภทที่ได้มาจากหนทางของการพิสูจน์และการอ้างเหตุผลทางด้านปรัชญาและทางเทววิทยาเกี่ยวกับการศรัทธาต่อพระเจ้า ซึ่งบางครั้งเราได้เข้าใจและเรียนรู้ถึงหลักเอกนุภาพของพระเจ้าหรือคุณลักษณะของพระเจ้าจากการบอกกล่าวและอ้างอิงกันมา(นักลีละฮ์)หรือโดยการนิยามของสิ่งนั้นให้เราฟังจนเกิดความเข้าใจและศรัทธาเชื่อ หรือการประจักษ์รู้บางครั้งเราได้เห็นเอง เราได้เข้าถึงด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นการรู้จักพระเจ้าในประเภทนี้ก็เป็นไปได้และก็มีอยู่ในมนุษย์ และส่วนมากมนุษย์และคนเราจะรู้จักพระเจ้าด้วยหนทางแรกคือผ่านการบอกกล่าวและอ้างอิงไว้จากบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ซึ่งการรู้จักประเภทนี้เราเรียกว่าไม่ใช่เป็นการเห็นด้วยตัวของเราเอง แต่เราเข้าใจและศรัทธาจากการเรียนรู้ถึงคุณลักษณะของพระเจ้า ตามหลักศาสนศาสตร์เรียกการรู้จักประเทภนี้ว่า”มะรีฟะตุลฆอฮีบะฮ์”  และการรู้จักพระเจ้ามีประเภทที่สูงส่งกว่านี้และเข้าถึงรายละเอียดได้มากกว่านี้ เป็นการประจักษ์รู้ทางด้านจิตขั้นสูงที่เข้าถึงและเห็นสัจธรรมที่ไม่มีสิ่งใดเป็นสื่อกลาง

การรู้จักด้วยผ่านสื่อกลางหรือการรู้จักโดยการนิยามของเนื้อหา เราจะเข้าใจเพียงจินตภาพทางปัญญาเท่านั้น ยังไม่เข้าถึงสารัตถะหรือแก่นของความจริงนั้น คือยังไม่เห็นในตาใจของสิ่งนั้น เพราะว่าการรู้จักด้วยผ่านสื่อคือมีม่านกั้นกลางอยู่  เปรียบเสมือนเมื่อเรามองเห็นสวนดอกไม้อันสวยงามผ่านกระจก ซึ่งกระจกนั้นได้กั้นกลางอยู่ ย่อมแตกต่างกับการเห็นสวนดอกไม้อันหลากสีและงดงามด้วยการเห็นของจริงและสัมผัสมันได้

การรู้จักพระเจ้าก็เปรียบได้เหมือนการมองเห็นสวนดอกไม้ ซึ่งเราส่วนมากจะรู้จักพระเจ้าประเภทของการนิยามและการอ้างเหตุผล ซึ่งรู้จักไม่ได้เข้าถึงแก่นแท้โดยการประจักษ์รู้ เพราะว่ามีสื่อกลางเป็นสิ่งที่พาเราให้รู้จักเปรียบเสมือนมีม่านกั้นอยู่ ซึ่งบทพิสูจน์หรือทฤษฎีทางปรัชญาหรือการอ้างอิงจากบุคคลสำคัญเสมือนม่าน  ส่วนการรู้จักพระเจ้าจาก”ศาสตร์อิรฟาน”เป็นการรูจักพระเจ้าโดยตรงไม่มีสื่อกลางขั้น เป็นการเชื่อมสัมพันธภาพทางจิตระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ เป็นการเห็นแจ้งด้วยทางตาใจ ซึ่งเราขอยกตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นระหว่างการรู้จักทางรหัสยะกับทางรู้จักทางการพิสูจน์ ดังนี้

ผลไม้บางชนิดในโลกใบนี้เราไม่เคยชิมหรือลิ้มรสมันเลย หรือบางชนิดก็ยังไม่เห็นรู้จักชื่อ ดังนั้นเราไม่สามารถจะจินตนาการถึงรสชาติของมันได้ และถ้าผลไม้ชนิดนั้นได้ถูกถ่ายทอดทางทีวีและแสดงภาพของผลไม้ให้เราเห็น และบอกถึงคุณสมบัติและประโยชน์ต่างๆนานาให้เราฟัง แน่นอนเราก็ยังสัมผัสไม่ได้ว่ามันมีรสชาติแบบไหนอย่างไร ถึงแม้ว่าเราจะรู้จักมันในรายละเอียดบางอย่างเช่นเป็นผลไม้เมืองหนาว มีผลสีฟ้า รสออกหวานเปรี้ยว และอื่นๆ เราก็ไม่สามารถเข้าถึงรสชาติของมันได้จริงๆ หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง สำหรับบุคคลที่ไม่เคยลิ้มรสหวานของผลไม้ ต่อให้เราอธิบายหรือนิยามความหวานสักเพียงใด เราก็คงไม่สามารถเข้าใจหรือเข้าถึงรสความหวานนั้นได้เลย นอกเสียจากว่าเราจะได้ลิ้มรสของมันด้วยตัวของมันเอง

ดังนั้นความแตกต่างระหว่างการรู้จักพระเจ้าประเภทการรู้จักด้วยการอ้างเหตุผลหรือหลักฐานที่มีคนมาอ้างอิงให้เราฟัง กับการรู้จักพระเจ้าด้วยการเข้าถึงและประจักษ์แจ้ง เปรียบได้ดังการรู้จักผลไม้กับการได้ลิ้มรสผลไม้นั้น หรือจะเปียบเทียบคือ การรู้จักพระเจ้าด้วยเหตุผลหรือด้วยการพิสูจน์ทางศาสตร์ปรัชญา ทางเทววิทยา เป็นการรู้จักแบบการได้ยิน ส่วนการรู้จักพระเจ้าด้วยทางหนทางของอิรฟาน เป็นการรู้จักแบบการเห็นแจ้งแห่งจิต

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *