INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

หลาน ๓ คนมาเยี่ยม ตา-ยาย

4267552464263456536 1
หลาน ๓ คนมาเยี่ยม ตา-ยาย
ผมมีหลานตา เพียง ๓ คน จากลูกสาวที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่อเมริกา ทั้งหมดเป็นผู้ชาย ตั้งแต่อายุ ๑๖, ๑๔ และ ๑๐ ขวบตามลำดับ ขณะนี้ ลูกได้มาพำนักที่บ้าน เป็นเวลากว่า ๒ อาทิตย์แล้ว เมื่อมาถึง ได้พากันไปเชียงใหม่ และเชียงราย ประมาณ ๕-๖ วัน แล้วกลับกรุงเทพฯ เพื่อไปชะอำต่ออีก ๓-๔ วัน ที่ต้องรีบเดินทาง เพราะสามีของลูก หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าลูกเขย ต้องรีบกลับไปทำงานต่อ ซึ่งได้กลับไปแล้ว แต่หลานทั้ง ๓ รวมทั้งลูกสาว ยังอยู่ถึงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม เพราะช่วงนี้ เป็นเวลาหยุดเทอมใหญ่จึงอยู่ได้นาน
เมื่อถึงวันแรกได้พักผ่อน แล้วในวันต่อมา ได้ชวนครอบครัวของน้องผม (อาๆ ) มากินข้าวกลางวันต้อนรับที่สวนอาหารบางบัว เมื่อครอบครัวทางผมไปถึงร้านอาหารแล้ว น้องชายคนนึงก็ออกมาต้อนรับ ทักทายลูกสาวผมเป็นคนแรก ต่อจากนั้น ก็ยื่นมือมาทางผม ผมก็รีบจับมือทันที สงสัยว่า ทำไมวันนี้ ถึงได้ยื่นมือมา ไม่เคยทำมาก่อน แต่ที่ไหนได้ ลูกเขยผมเดินตามมาข้างหลัง เขายื่นมาทักทายกับลูกเขย ไม่ใช่ผม แต่ก็จับมือทักทายเขาไปแล้ว ไม่เป็นไร นานๆทักทายกันที
ต่อจากนั้น วันรุงขึ้น ก็ได้พากันไปเชียงใหม่เลย โดยขับรถยนต์ของเราคันเดิมไปเรื่อยๆ  เมื่อพักที่เชียงใหม่ได้วันเดียว ก็ได้ไปเชียงราย โดยรถตู้ เช่าไป ๒ วันๆละ ๑,๘๐๐ บาท แต่พอถึงเวลาเย็น รถตู้ขอค่าที่พักจากเรา อีก ๗๐๐ บาท ซึ่งก็ต้องให้ไป เพื่อสถานการณ์ที่ดีในระหว่างเดินทาง
แน่นอนที่สุด ว่า ถ้ามาเชียงราย ต้องแวะชมวัดร่องขุ่น ซึ่งเป็นด่านแรก ในการเยือนเชียงรายทางรถยนต์ วัดร่องขุ่นยังคงความสวยงาม และชวนให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แวะ ได้ไม่นาน ก็เดินทางต่อ การที่มาเขียงรายครั้งนี้ เพื่อลูกจะได้เยี่ยมเยียนเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทสนม ครั้งที่เขายังอยู่ที่อเมริกา แล้วเคยอยู่อพาร์ตเม้นเดียวกัน  เมื่อมาถึง เขาก็นัดเลี้ยงข้าวกลางวัน  แล้วต่อจากนั้น จะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของถิ่นจะพาไป
จุดแรกที่ได้ไป คือ Singha Park หรืออดีตเป็นไร่บุญรอด เบียร์ไทยตราสิงห์นั่นเอง ซึ่งสมัยที่ทำงานอยู่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวบาร์เลย์ร่วมกัน แต่พอดี ข้าวบาร์เล่ย์เป็นพืชเมืองหนาว นำมาปลูกในประเทศเรา ได้ผลผลิตไม่ค่อยดี จึงลดเลิกโครงการลง ความสำคัญคือ ทางโรงงานนำข้าวบาร์เล่ย์ที่งอก นำมา treat ที่อุณหภูมิ ๔๐ องศา ให้เป็นข้าวมอลต์ นำมาหมักทำเบียร์ (แล้วเมื่อนำเบียร์ไปกลั่น ก็จะเป็นวิสกี้ สำหรับไวน์ที่ทำจากองุ่นหรือผลไม้ เมื่อนำไปกลั่น ก็จะเป็นบรั่นดี และที่สมัยก่อนนิยมสุรา “แม่โขง” กันมาก อันนั้นเป็นเหล้ารัม ทำจากกากน้ำตาล (molasses) และข้าวเหนียว โด่งดังในสมัยหนึ่ง)
เมื่อถึงเวลา คณะของเรา ก็ได้กินข้าวเย็นที่ร้านอาหารอยู่ใน Singha Park นั่นเอง เสร็จแล้ว ก็ได้เข้าที่พัก สำหรับที่พัก เป็น resort ใกล้ๆบ้านเพื่อนของลูก ซึ่งตอนแรก จอง Hob Inn ล่วงหน้าตั้งหลายเดือนไว้แล้ว แต่ปรากฎว่าคณะของลูกลืมนำ passport มาแสดง เขาจึงไม่ให้เข้าพักที่นั่น
สำหรับวันรุ่งขึ้นที่เชียงราย เขาพาไปเที่ยว ABONZO Coffee ซึ่งเป็นเนินสูงๆ บนเนินปลูกหญ้าเรียบๆสวยงาม มีเลี้ยงแกะอยู่ประมาณ ๑๐ ตัวสำหรับนักท่องเที่ยว บนยอดเนิน เป็นเพิงอาคารโล่งๆจำหน่ายกาแฟ ซึ่งตอนจะขึ้นเนิน เขาเก็บเงินค่าบัตรคนละ ๑๐๐ บาท และบัตรนั้น มาขอรับกาแฟได้โดยอัตโนมัติ ต่อจากนั้น ได้ขับรถผ่านวัดห้วยปลากั้ง แต่ไม่ได้ลงเดิน เลยไปกินอาหารเที่ยงที่ ลลิตาคาเฟ่ ที่นี่เขาทำภูเขาจำลอง มีน้ำตกขนาดปานกลาง บริเวณเป็นสวนป่าต้นไม้หลากหลาย ฟุ้งกระจายด้วยละอองความชื้นทั่วบริเวณ ตรงกลางสวนมี ศาลาใหญ่ๆ ๒ ชั้น ซึ่งลูกค้าที่มาเที่ยวจะขึ้นไปนั่งกินอาหารที่ชั้นบน จากที่นี่ ก็ได้เวลานั่งรถกลับเชียงใหม่ ผ่านทางเดิม คือ แม่สรวย เวียงป่าเป้า แม่ขะจาน และดอยสะเก็ด
สำหรับเส้นทางนี้ เมื่อสมัยก่อน ยังเป็นเส้นทางในป่า ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน พอถึงทางแยกต้องดูรอยล้อรถว่าเขาผ่านทางไหนกันมาก บางจุดต้องข้ามลำธาร คณะของผมครั้งหนึ่งเคยเดินทางผ่านไป ออกจากเชียงราย ๓ ทุ่ม ถึงเชียงใหม่สว่างพอดี วิ่งไปนานๆน้ำมันรถจี๊บหมด พอดีมีทับ(หน่วย)สร้างทางตั้งอยู่ต้องไปปลุกขอซื้อน้ำมันจากเขา ที่ตัดสินใจไปเส้นทางนี้ เพราะทุกคนในกลุ่มร่ำสุราตั้งแต่ยังเช้า แล้วเมาได้ที่กันทุกคน จึงเกิดความคึกคะนองขึ้น
อยู่เชียงใหม่ได้ไม่นาน ก็เดินทางกลับ โดยรถยนต์เช่นเดิม ซึ่งได้แวะกินอาหารที่ร้านปักษ์ใต้ เลยที่ทำการศาลจังหวัดลำพูน ซึ่งตากับยายเดินทางผ่าน เคยแวะบ่อยๆ แล้วมาแวะที่ร้าน เค เอฟ ซี ที่ ปั๊มปตท. กำแพงเพชร สำหรับมื้อเย็น ได้แวะที่ปั๊มปตท.เหมือนกัน ตรงเลยแยกหลักสี่ ถนนวิภาวดี มีร้านข้าวต้มปลา และเซเว่น อีเลฟเวน  พอพยุงชีวิตไปได้
สำหรับการเดินทางไปชะอำ หัวหิน นั้น หลังจากกลับจากเชียงใหม่ได้ ๒ วัน ก็ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เพื่อไปทำบุญที่วัดสว่างอารมณ์ วังมะนาว อำเภอปากท่อ ซึ่งเคยไปทุกปี ครอบครัวทางแม่ผมเป็นคนราชบุรี ยาย และแม่ผมจึงมาที่วัดนี้ทุกๆปี ยายเคยสร้างพระประธานในโบสถ์ แต่ปัจจุบันไม่ใข่ เพราะวัดมีการพัฒนาปรับปรุง พระพุทธรูปของยายยังอยู่ แต่องค์เล็กมากเมื่อเทียบกับพระประธานองค์ใหม่
ที่ชะอำ ได้ไปกินข้าวกัน รวมกับน้องผมอีก ๒ คนและครอบครัวของเขา ที่มาคอยต้อนรับที่นี่ ร้านอาหาร น้องเขาเลือกที่โรงแรมสายลม ซึ่งเคยไปประจำทุกๆปี ที่โรงแรมนี้ บรรยากาศริมทะเล มีทัศนียภาพงดงาม อาหารอร่อย มีข้อเสียอยู่นิดนึงตอนเดินไปเข้าห้องน้ำ เห็นหนูวิ่งเข้าที่กำบัง  จึงหมดบรรยากาศไปเยอะ
สำหรับวันรุ่งขึ้น แต่เช้า ก็ได้ไปตลาดสดในเมืองชะอำ ซื้ออาหาร มีหลายอย่าง ที่จำได้มีโจ๊ก ปาท่องโก๋ กาแฟแบบโบราณ  สำหรับมื้อเที่ยง ไปกินที่บ้านไร่น้ำอิง หุบกระพง และตอนเย็น ไป 3 Chefs  หัวหิน  วันรุ่งขึ้นเดินทางกลับกรุงเทพฯ แวะกินที่ ปตท. ลุงเท่ง หน้าทางแยกเข้าหุบกระพง
คืนก่อนที่ลูกเขยจะกลับ หลานที่อยู่ด้วยกันที่บ้านได้พาคณะของลูกสาวของผมไปกินบะหมี่ชายสี่ที่หน้าเซเว่นฯริมถนนฝั่งตรงข้ามกับบ้าน ทุกคนไปกันหมด ทิ้งคนเล็กให้อยู่กินข้าวบ้าน ตอนแรกก็ไม่ค่อยกิน แต่พอผมบอกว่ เขาสูงกว่าวันมาใหม่ๆอีก เขาจึงมีกำลังใจ กิน และดื่มนมหมดในเวลาอันรวดเร็ว ต่อจากนั้น ผมพาเขาเดินออกไปสมทบกับพวกพี่ๆ ซึ่งเขาดีใจ เตรียมตัว มีกระเป๋าเล็กๆแขวนคออยู่ เวลาเดินไป เขาระวังมากเรื่องรถที่ผ่านไปมา คอยจูงมือตา อย่างระมัดระวัง จนถึงกลุ่มใหญ่ ซึ่งกำลังจะเข้าเซเว่นฯ ไปซื้อไอสครีม  เขาเข้าไปเลือกขนมตามใจชอบ น่าจะดูราคาที่ไม่สูงนัก ได้ chocolate stick ของ Glico แล้วไปจ่ายเงิน คนอื่นจ่ายให้ก็ไม่ยอม เขาควักเงินจากกระเป๋าเล็กๆนั้นออกมาจ่าย ผมคิดว่าเงินที่เขาตั้งใจจ่ายเองนั้น เป็นน้ำพักน้ำแรงของเขาที่ช่วยงานร้านเครื่องดื่มทุกวันอาทิตย์ ที่วัดไทย ในเมือง Dallas หลานคนเล็กคงช่วยหยิบฉวยเล็กน้อย พอเก็บร้านแล้ว ก็ได้ ๒๐ เหรียญ เป็นกำลังใจ
ลูกเขยผม หรือพ่อของหลานทั้ง ๓ คนกลับไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๘ มิย. และคณะทั้งหมดที่ยังเหลืออยู่ ได้วางแผนกันว่า จะพากันไปต่างจังหวัด ชายทะเลกันอีกครั้งหนึ่ง
บู๊  คนเคยหนุ่ม
เขียนที่กรุงเทพฯ  ๒๐ มิย. ๒๕๖๙
Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *