ปัญหาเศรษฐกิจไทยและแนวทางแก้ไข

ปัญหาเศรษฐกิจไทยและแนวทางแก้ไข
โดย รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ความนำ
ประเทศไทยซึ่งครั้งหนึ่ง มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง จนมีการคาดกันว่า จะขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจใหม่ที่ห้าในเอเชียหรือเป็นเสือตัวที่ห้าตามหลังเกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง แต่ต่อมามีโยบายเศรษฐกิจผิดพลาด จนต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปีค.ศ.1977-1978 เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง ก็มีการเปลี่ยนรัฐบาล มาเป็นรัฐบาลที่มีนโยบายประชานิยมเลวร้าย และมีการทุจริตคอรัปชั่น
แม้ในกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทย ก็มีรัฐบาลที่มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ทำได้ไม่นานก็มีการเลือกตั้งใหม่ แล้วเปลี่ยนเป็นรัฐบาลที่มีนโยบายประชานิยมและยกเลิกนโยบายการปรับโครงสส้างเศรษฐกิจทั้งหมด เปลี่ยนเป็นนโยบายประชานิยมเลวร้าย ทำให้เศรษฐกิจ สังคมไทยต้องประสบกับความเสียหายมาก
ในปี 2015 มีรัฐประหาร และมีรัฐบาลที่ตั้งใจจะทำการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้นำนโยบายสู่การปฏิบัติ การเลือกตั้งในปี 2019 แม้มีนายกรัฐมนตรีคนเดิม แต่มีรัฐมนตรีหลายคน ที่เดิมอยู่ในรัฐบาลประ ชานิยม และมีพฤติกรรมทุจริตคอรัปชั่น การเลือกตั้งในปี 2025 ก็ได้พรรคการเมืองที่มีนโยบายประชานิยมเลวร้าย และมีพฤติกรรมทุจริตคอรัปชั่นเป็นแกนนำรัฐบาลอีก เศรษฐกิจไทยจึงไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้จนถึงจนทุกวันนี้
บทความนี้ กล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ และแนวทางแก้ไข ที่สรุปจากข้อความที่เคยเขียนในบล็อกนี้ก่อนหน้านี้ แต่เน้นเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพิ่มเติม
สภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน
ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวที่ต่ำมาก ตํ่ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจตํ่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจลดลง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนลดลงมามาก ความเหลื่อมล้ำทางรายได้มีมาก หนี้ครัวเรือนมีมาก การหลอกลวงมีมากขึ้น ความปลอดภัยของประชาชนลดลง ปัญหาเหล่านี้เป็นผลที่เกิดจากการเมืองการปกครองที่ไม่มีคุณภาพ ในเวลาส่วนใหญ่ของศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยมีรัฐบาลที่ไม่มีคุณภาพ มีนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่ไม่มีความรู้ความสามารถ และมีนโยบายทำให้เศรษฐกิจเสียหายทางเศรษฐกิจ
ในปัจจุบัน เศรษฐกิจตกต่ำมาก การลงทุนจากต่างประเทศมีน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายประเทศ การบริโภค และการลงทุนในประเทศอ่อนแอ การส่งออกลดลง การท่องเที่ยว ซึ่งเคยสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ก็ลดลงไปมาก เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในวงจรเลวร้าย ฟื้นตัวได้ยาก ถ้าไม่มีการปรับโครงสร้าง
แต่การที่ประเทศไทยมีสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ในปัจจุบัน เกิดมาจากความผิดพลาดที่สะสมมานานกว่า 20 ปี สาเหตุความตกตํ่าเศรษฐกิจของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 นอกจากทุจริตคอรัปชั่น และนโยบายประชานิยมที่สร้างความเสียหายแล้ว ยังเกิดจากความไม่สงบที่เกิดจากความแตกแยกแยกในหมู่ประชาชนที่ถูกยุยงโดยนักการเมือง และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่สถานการณ์โลกในทศวรรษที่ผ่านมา ก็มีส่วนระทบต่อเศรษฐกิจไทยด้วย
เมื่อเศรษฐกิจต่อช้า รัฐบาลหลายชุด จึงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการแจกเงินเงินประชาชน และช่วยออกค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าบริการ เช่น “ โครงการคนละครึ่ง“ แต่เศรษฐกิจก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้น
สาเหตุความตกตำ่ทางเศรษฐกิจ
ดังที่เคยกล่าวมาในบทความการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยที่เสื่อมลงเกิดจากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาล คือ ไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มีนโยบายประชานิยมที่เลวร้าย การทุจริตคอรัปชั่นมีมาก เศรษฐกิจและสังคมไม่มีเสถียรภาพ ระบบราชการเสื่อมถอย การดำเนินนโยบายไม่มีประสิทธิภาพ ผลกระทบจากสถานการณ์โลก และเน้นการกระตุ้นแต่ไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สรุปได้ดังนี้:
ไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
ในปลายปีค.ศ.1997 มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จากพรรคความหวังใหม่เป็นพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลใหม่มีนโยบายแก้ไขปัญหาต่างๆที่รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ นอกจากช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อน เจรจาให้องค์การการเงินโลก(IMF) ผ่อนปรนเงื่อนไขเงินกู้แล้ว ยังมีนโยบายการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งมีการระดมสมองระหว่างข้าราชการ นักธุรกิจ และนักวิชาการที่ใช้เวลาหลายเดือน จนออกมาเป็นแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่มีโครงการสร้างความเข้มแข็งแก่อุตสาหกรรมจำนวนมาก และจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการ แต่แผนการปรับโครงสร้างดำเนินไปได้ไม่นานก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเข้าบริหารประเทศ รัฐบาลใหม่ไม่สนใจการปรับโครงสร้างเศรษกิจ ได้ยกเลิกโครงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งหมด แล้วเปลี่ยนมาเป็นนโยบายประชานิยมที่เลวร้าย ประเทศไทยจึงไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในเวลาที่จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้าง
อีกครั้งหนึ่งที่มีการยกเลิกนโยยายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เกิดขึ้นในรัฐบาลเพื่อไทย ในปีค.ศ. 2011 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2008 มีวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ที่เริ่มต้นในอเมริกาแล้วลุกลามไปทั่วโลก ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบมาก ในปลายปีค.ศ. 2008 มีการเปลี่ยนรัฐบาลจากพรรคพลังประชาชน(พรรคไทยรักไทยที่ได้เปลี่ยนชื่อ เพราะพรรคเดิมถูกยุบไปด้วยข้อหาทุจริตการเลือกตั้ง)เป็นพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ มีโครงการ“ไทยเข้มแข็ง”ที่ลงทุนในสิ่งสาธารณูปโภคและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ จนเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมากในปีค.ศ.2010 แต่โครงการไทยเข้มแข็ง ดำเนินงานอยู่ได้ไม่นาน ก็ถูกยกเลิกโดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เปลี่ยนมาเป็นนโยบายประชานิยมเลวร้าย ที่สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจไทยมาก (นโยบายและมาตรการของโครงการไทยเข้มแข็ง มีสรุปไว้ในบทความ “ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร(6)ใบบ็อกนี้แล้ว)
ในกลางปีค.ศ. 2014 ประเทศไทยมีการรัฐประหารโดยฝ่ายทหารที่มีชื่อว่า“คณะรักษาความสงบแห่งชาติ”(คสช.) โค่นล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเดือนตุลาคมปี 2015 มีการจัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ขึ้น มีสมาชิกคัดเลือกจากตัวแทนจังหวัดต่างๆ จังหวัดละหนึ่งคน และมีผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ 173 คน รวม 250 คน ได้เสนอนโยบายในการปฏิรูปประเทศทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง สปช.ทำงานหนึ่งปี ถึงเดือนกัยายน 2015 และได้จัดทำข้อเสนอนโยบายการปฏิรูปประเทศทางด้านต่างๆ จำนวนมาก รัฐบาลถือว่า สปช.เสร็จสิ้นภาระกิจแล้ว จึงได้จัดตั้งสภาการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ขึ้นในเดือนตุลาคม ปี 2015 เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปที่ สปช. เสนอไว้ สปท.ทำงานอยู่หนึ่งปีเก้าเดือน ถึงเดือนกรกฎาคม ปี 2017 แต่แทนที่จะขับเคลื่อนนโยบายที่สปช.เสนอไว้ กลับ“คิดใหม่ ทำใหม่” และเสนอแนะนโยบายการปฏิรูปอีกจำนวนมาก นโยบายปฏิรูป ทั้งที่เสนอโดยสปช.และสปท. ส่วนใหญ่ ไม่ได้นำสู่การปฏิบัติ แม้ต่อมา นโยบายเหล่านี้ มีการบรรจุในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
(ค.ศ. 2018 -2037) ที่ประกาศใช้เมื่อเดือนตุลาคมปี 2017 ก็ตาม แต่นโยบายการปฏิรูปประเทศส่วนใหญ่ ไม่ได้นำสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง จนถึงทุกวันนี
นโยบายประชานิยมเลวร้าย
นโยบายประชานิยม มีผู้ให้นิยามว่า เป็นนโยบายที่เอาใจประชาชน ที่นำเสนอโดยพรรคการเมืองในเวลาหาเสียงเลือกตั้ง บอกว่า พรรคจะมีนโยบายที่ประชาชนได้รับประโยชน์ทันที เมื่อชนะการเลือกตั้ง และได้เป็นรัฐบาล เช่น แจกเงิน ลดค่าครองชีพ เพิ่มค่าจ้าง พยุงราคาผลิตผลเกษตร ผลประโยชน์ที่นำเสนอนี้ เป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย พรรคการเมือง ที่มีนโยบายดังกล่าวจึงได้คะแนนนิยมจากประชาชนและชนะการเลือกตั้ง แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาล ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้แล้ว ก็สร้างความเสียหายต่อประเทศได้มาก
แต่นโยบายประชานิยม มีความหมายที่แตกต่างกัน มีทั้งประชานิยมที่ให้ความสำคัญประชาชน ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ยากไร้ และนโยบายประชานิยมเลวร้าย ที่มุ่งสร้างคะแนนเสียง เพื่อชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้สร้างความเข้มแข็งแก่ประเทศ ไม่ลดความยากจน ทั้งยังมีพฤติกรรมทุจริตที่มุ่งสร้างประโยชน์ และความร่ำรวยให้ตนเองและพรรคพวก ตัวอย่างของนโยบายประชานิยมที่สร้างความเสียหาย ที่มีคนพูดถึงกันมาก คือกรณีของประเทศอาร์เจนตินา(Agentina) ในอเมริกาใต้ เมื่อประมาณร้อยปีก่อน อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งลำดับต้นๆของโลก มีทรัพยากรณ์ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีภาคเกษตรที่ก้าวหน้า ประชาชนส่วนใหญ่มีการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ต่อมาเมื่อมีรัฐบาลที่มีนโยบายประชานิยมเลวร้าย มาบริหารประเทศ เศรษฐกิจ สังคมของอาร์เจนตินา เสื่อมถอยลงมาก: เศรษฐกิจตกตำ่ ความสามารถการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจต่างๆลดลง สัดส่วนของคนจนพุ่งสูงขึ้น มีอัตราเงินเฟ้อสูงมาก ในปัจจุบัน อาร์เจนตินา แม้มีเศรษฐกิจฟื้นขึ้นบ้าง แต่ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ยังมีอยู่มาก ประชาชนยากจนมีสัดส่วนสูง ภาวะเงินเฟ้อ และแม้ไม่รุนแรงเหมือนในอดีต แต่ยังมีระดับสูง สิ่งน่าแปลกใจ คือ จนถึงปัจุบัน ในการเลือกตั้งทุกครั้ง ก็ยังมีพรรคการเมืองที่ชูนโยบายประชานิยมในลักษณะต่างๆ และได้รับคะแนนเสียงประชาชน จนในบางครั้งสามารถเอาชนะการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้ และมีนโยบายประชานิยมเลวร้ายที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศอีก
นโยบายประชานิยม ถูกนำมาใช้ในการหาเสียง หลอกลวงประชาชนได้เสมอ แม้มีผู้ตระหนักถึงความชั่วร้ายของนโยบายประชานิยม รู้ว่าที่อาร์เจนตินาเปลี่ยนจากประเทศรำ่รวย เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจย่ำแย่ สาเหตุที่สำคัญ คือ มีการใช้นโยบายประชานิยมในการบริหารประเทศ แต่ประชาชนจำนวนมาก ก็ยังคงถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ตระหนักถึงความชั่วร้ายของนโยบายที่เน้นเรื่องการลด แลก แจก แถม ซื้อความนิยของประชาชน เพื่อชนะการเลือกตั้ง เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ก็มีนโยบายที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศอีก
ในที่นี้ จะไม่พูดถึงนโยบายประชานิยมที่เลวร้ายในอาร์เจนตินา และในประเทศอื่น ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ประเทศ แต่จะพูดถึงนโยบายประชานิยมในประเทศไทยในสมัยที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงนโยบายต่อเนื่อง ที่ดำเนินการโดยนักการเมืองกลุ่มเดิม ในเวลาต่อมา ตัวอย่างของโครงการลักษณะประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย มีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน การพักหนี้เกษตรกร โครงการธนาคารประชาชน บ้านเอื้ออาทร และ30บาทรักษาทุกโรคนโยบายเหล่านี้ถูกใจประชาชน ทำให้พรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้ง ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น และได้อำนาจในการบริหารประเทศ แต่เมื่อนำนโยบายเหล่านี้สู่การปฏิบัติแล้ว ก็สร้างผลเสียหายแก่ประเทศมาก เนื่องจากนโยบายเหล่านี้ทำขึ้นเพื่อการหาเสียง แต่ขาดการศึกษารอบคอบ ทั้งที่มาของเงินงบประมาณและข้อกฎหมาย จึงเกิดปัญหาเมื่อนำในไปสู่การปฏิบัติ เมื่อมีปัญหา จึงไม่แก้ไขอย่างจริงจัง และทันท่วงที นโยบายประชานิยมเหล่านี้ ไม่ทำให้เศรษฐกิจ และสังคม ดีขึ้น แต่เสียเงินงบประมาณมาก ทั้งยังมีการทุจริตคอรัปชั่นในการดำเนินงาน ส่งผลให้นักการเมืองและข้าราชการผู้เกี่ยวข้องถูกฟ้องร้อง ดำเนินคดีหลายรายและถูกตัดสินจำคุก (ผู้ที่สนใจ เข้าอ่านการบรรยายโครงการประชานืยมในบทความ“ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ(5) และ(6)ในบล็อกนี้ได้)
ในการดำเนินนโยบาย รัฐบาลไทยรักไทย นำเงินจากแหล่งต่างๆ ที่นอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดินมาใช้ในการดำเนินกิจกรรม ที่เรียกกันว่า “นโยบายกึ่งการคลัง“ โดยผ่านหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐบาล เช่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ รัฐวิสาหกิจ เงินกองทุน จัดสรรเงินในการโครงการตามคำสั่งรัฐบาล โดยรัฐบาลสามารถควบคุม และแทรกแซงหน่วยงานเหล่านี้ให้ทำตามนโยบายโดยไม่ต้องขออนุมัติการใช้เงินจากรัฐสภา นโยบายกึ่งการคลังนี้ หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ จากการรัฐสภาในขบวนการจัดทำงบประมาณได้ ในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทยให้สัญญากับผู้มีสิทธิ์ออกเสียง เพื่อสร้างคะแนนนิยม เมื่อชนะการเลือกตั้ง ขึ้นเป็นรัฐบาลแล้ว ก็ผลักดันโครงการต่างๆ ตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ แต่งบประมาณมีไม่พอ จึงหันไปใช้มาตรการกึ่งการคลัง ผ่านหน่วยงานต่างๆภายใต้การควบคุมของรัฐ แต่ไม่ได้ดำเนินการโดยกระทรวง ทบวงกรมในรัฐบาล เงินที่ใช้ดำเนินงานตามนโยบายกึ่งการคลังนี้ ไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดินเป็นทางการ แต่การอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าระบบเศรษฐกิจย่อมสร้างภาระการคลังแก่ประเทศมาก นอกจากนี้ การดำเนินงาน ที่ปราศจากการตรวจสอบจากรัฐสภา ก็ไม่โปร่งใส และหมิ่นเหม่ต่อการทุจริตคอรัปชั่น
ในช่วงเวลากว่าทศวรรษ ที่พรรคไทยรักไทยและพรรคในใช้ชื่ออื่น แต่ถูกควบคุมโดยนักการเมืองกลุ่มเดียวกัน มีการใช้เงินนอกงบประมาณตามนโยบายกึ่งการคลังเป็นปริมาณมหาศาล ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่เมื่อรัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือก่อหนี้มาก รัฐบาลชุดต่อๆมา ก็ต้องรับภาระหนี้นั้น และเงินที่ต้องจ่ายคืน ก็คือ รายรับรัฐบาลที่เป็นเงินภาษีของประชาชนนั่นเอง นโยบายกึ่งการคลังเปิดโอกาสให้รัฐบาลที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณดำเนินนโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้นี้ แม้บางโครงการ อาจมีผลกระตุ้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจได้บ้าง แต่ไม่โปร่งใส ขัดหลักธรรมาภิบาล และส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศได้มาก
นโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทย ส่วนใหญ่เป็นประชานิยมที่เลวร้าย ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ไม่แก้ปัญหาความยากจน ไม่ลดช่องว่างระหว่างรายได้ของประชาชน ไม่สร้างเสริมประสิทธิภาพของภาคเศรษฐกิจ แต่ทำให้ประชาชนมีหนี้สินเพิ่มขึ้น และรัฐบาลมีภาระทางการคลังมากขึ้น นโยบายนี้ ทำให้ได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้ง แต่ไม่ทำให้ประเทศชาติดีขึ้น ในเวลาที่พรรคไทยรักไทยมีอำนาจในการบริหารประเทศ เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเจริญเติบโตตำ่กว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนหลายประเทศ รายได้เฉลี่ยของประชาชนชาวไทยก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก โดยสรุป นโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยไม่ใช่นโยบายประชานิยมที่ดี แต่เป็นประชานิยมเลวร้าย
คอรัปชั่นทางนโยบาย
การทุจริตคอร์รัปชั่น ทำได้หลายรูปแบบ เช่น การรับสินบนจากการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลงานในโครงการของรัฐ การตั้งงบประมาณในโครงการภาครัฐสูงเกินจริง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง และผู้ใกล้ชิด และการทุจริตในการสอบคัดเลือก ฯลฯ โดยทั่วไป การทุจริตคอรัปชั่นมักเกิดจากนักการเมืองโดยความร่วมมือของข้าราชการ ซึ่งรัฐต้องปราบปราม แต่ถ้าหัวหน้ารัฐบาลคอรัปชั่นเสียเอง กำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่ต่อตนเองและพวกพ้อง ที่เป็น“คอรัปชั่นเชิงนโยบาย” (policy corruption) แล้ว จะหวังให้รัฐบาลปราบปราม หรือกำจัดการจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างไร?
“การทุจริตเชิงนโยบาย (policy corruption)” ทำได้โดบการอาศัยอำนาจรัฐบาล กำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง โดยอาศัยมติคณะรัฐมนตรี องค์กร และคณะกรรมการ ที่รัฐบาลควบคุม โดยทั่วไป รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและข้าราชการทุกระดับ มีหน้าที่ในการกำจัด หรือสกัดกั้นการกระทำทุจริตที่ผิดกฎหมาย แต่ถ้าหัวหน้ารัฐบาลและรัฐมนตรีมีการประพฤติปฏิบัติที่ทุจริตคอรัปชั่นเองแล้ว การต่อต้านหรือขจัดคอรัปชั่นก็จะไม่มีทางทำได้สำเร็จ ในช่วงของรัฐบาลไทยรักไทย ที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีมีการทำผิดในลักษณะทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบายที่ต่อมาเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาลจำนวนมาก การคอรัปชั่นของรัฐบาลสมัยนั้น มีทั้งการกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง แต่งตั้งเครือญาติและผู้ใกล้ชิด ดำรงตำแหน่งบริหารสำคัญต่างๆตั้งแต่ตำแหน่งรัฐมนตรีจนถึงกรรมการในรัฐวิสาหกิจที่มีผลประโยชน์ต่างๆจำนวนมาก การทุจริตเชิงนโยบายกระทำต่างกรรมต่างวาระและเกิดขึ้นในหลายกรณี สร้างความเสียหายแก่ประเทศมหาศาล
คุณภาพการบริหารประเทศและประสิทธิภาพในการกำหนดและบริหารนโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพ
ในเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลายชุด แต่คุณภาพการกำหนดนโยบายและบริหารประเทศดูเหมือนว่าจะเลวกว่าเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ในช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีการเลือกตั้งเสรี ในศตวรรษที่ 21 มีรัฐบาลหลายชุดที่ทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และข้าราชการจำนวนมาก ที่มีพฤติกรรมทุจริต มีทั้งการทุจริตเชิงนโยบาย( policy coruption) การร่วมกันคดโกงกันระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ และพ่อค้า คุณภาพการกำหนดนโยบายของรัฐบาลหลายชุดที่มาจากการเลือกตั้งเลวลงมาก มีรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เกษตร อุตสาหกรรม พลังงานที่ไม่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจ เป็นรัฐมนตรีได้จากการสนับสนุนจากพรรคการเมืองในพรรค หรือพรรคร่วมรัฐบาล หรือมีความใกล้ชิกับนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้น การแต่งตั้ง และเลื่อนขั้นข้าราชการภายในกระทรวงต่างๆก็ขึ้นอยู่กับ“เส้น” มากกว่าความรู้ความสามารถ
โดยทั่วไป การรับบุคคลเข้าทำงานตำแหน่งหน้าที่ระดับสูงของบริษัทต่างๆในภาคเอกชน มักต้องผ่านกระบวนการคัดเลือก โดยมีการตรวจสอบประวัติ สอบข้อเขียน หรือสอบสัมภาษณ์ คัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติ เหมาะสมกับหน้าที่การงาน แต่การแต่งตั้งรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นสูงในกระทรวงต่างๆในรัฐบาลที่มาจากการเลือกโดยตั้งเสรี บ่อยครั้ง ไม่ได้พิจารณาถึงความรู้ความสามารถ และไม่มีกระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวดแต่อย่างใด ขอเพียงเป็นผู้ที่พรรคการเมืองสนับสนุน เท่านั้น
ในเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ผู้บริหารเศรษฐกิจสำคัญในรัฐบาล นอกจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้บริหารสูงสุดในองค์กรและรัฐวิสากิจบางแห่ง ที่มีการคัดเลือกเป็นทางการแล้ว ตำแหน่งอื่นๆ รวมถึงทั้งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และอธิบดีในกระทรวงต่างๆ มักไม่มีการคัดเลือกที่เป็นกิจลักษณะ คุณภาพการกำหนดและการบริหารนโยบายจึงไม่ดีเท่าที่ควร ในส่วนของข้าราชการและผู้บริหารในองค์กรของรัฐ การมีข้าราชการ และพนักงาน ที่ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ หรือมีความประพฤติที่ไม่ดีจำนานมากนั้น อาจมาจากระบบอุปถัมภ์ ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย บ่อยครั้ง คนมีเส้นสาย เอาใจเจ้านาย ไม่กล้าขัดขืนคำสั่งของผู้ที่มีอำนาจ จะมีโอกาสเลื่อนตำแหน่งมากกว่าผู้มีความรู้ ความสามารถ ดังนั้น ถ้าไม่มีการระบบคัดเลือกที่ดีแล้ว ระบบ“เส้น”นี้ อาจแก้ไขได้ยาก หากผู้บริหารสูงสุดขององค์กรเป็นคนที่ไม่มีคุณธรรม และไม่ซื่อสัตย์สุจริตแล้ว การที่จะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีความรู้ ความสามารถ มีจริยธรรมและไม่ประจบสอพลอ คงเป็นไปได้ยาก ในกว่า 20 ปีมานี้ ประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีจริยธรรม ไม่ซื่อสัตย์สุจริตหลายคน ในเมื่อหัวหน้ารัฐบาลเป็นคนไม่ดีแล้ว การมีรัฐมนตรี และผู้บริหารองค์กรอื่นๆของรัฐ เป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต และกล้าขัดคำสั่งของนายกรัฐมนตรี คงเป็นไปได้ยาก หากผู้บริหารสูงสุดขององค์กรเป็นคนที่ไม่มีคุณธรรม และไม่ซื่อสัตย์สุจริตแล้ว การมีเจ้าหน้าความรู้ ความสามารถ มีจริยธรรมและไม่ประจบสอพลอ คงเป็นไปได้ยาก การมีรัฐบาลไม่มีจริยธรรมและไม่ซื่อสัตย์สุจริต นอกจากมีนักการเมือง และข้าราชการมีจำนวนมากแล้ว การบังคับใช้กฎหมายและกฏระเบียบ จะไม่มีความเที่ยงธรรม และไม่มีประสิทธิภาพ องค์กรอิสระ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกันการทุจริต เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) อาจไม่ปฏิบัติหน้าที่ ตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งองค์กรเหล่านี้ เนื่องจากผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของปปช.และกกต.ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลที่ไม่สุจริต จึงไม่กล่าวโทษหรือลงโทษนักการเมืองและข้าราชการทุจริตคอรัปชั่น และการหาเสียงการเลือกตั้งที่ผิดกฎหมาย เช่น มีการซื้อเสียง หรือโจมตีคู่ต่อสู้ด้วยถ้อยคำที่เป็นเท็จ เมื่อองค์กรอิสระไม่มีความเป็นอิสระที่แท้จริงแล้ว การบังคับใช้กฎหมายที่มีความเที่ยงธรรม คงเป็นไปได้ยาก
สถานการณ์โลก ในทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงมามาก อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในโลกส่วนใหญ่ลดลง การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ มีอัตราการขยายตัวน้อยลง แม้มีข้อตกลงการค้าการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่นๆในภูมิภาคต่างๆจำนวนมาก แต่การค้าเสรีในระดับโลกลดลง การกระแสกีดกันการค้า มีมาก โดยเฉพาะอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก มีนโยบายการกีดกันทางการค้าและกีดกันเทคโนโลยีที่รุนแรงขึ้น นอกจากนั้น ตั้งแต่ปี ค.ศ.2020 เป็นต้นมา มีการระบาดของโรคโควิดทั่วโลก และประเทศต่างๆ มีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มากขึ้น มีสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ที่ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายมาก เศรษฐกิจและสังคมในประเทศที่มีสงครามถูกทำลายไปมาก ความขัดแย้งทางการเมือง และโรคระบาด นำสู่ความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย เศรษฐกิจโลกและการดำเนินนโยบายในประเทศที่ไม่ดีทำให้อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยลดลงมาก แม้รัฐบาลชุดต่างๆมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การเจริญเติบโตเศรษฐกิจ ก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจสังคม ที่มีอยู่เดิม เช่น การค้า การลงทุนขยายตัวอัตราต่ำ หนี้ครัวเรือนที่สูง กลุ่มคนยากจนมีความเป็นอยู่เลวลง แม้รัฐบาลชุดต่างๆ มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องใช้งบประมาณมาก แต่ไม่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น
การกระตุ้นกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในบางประเทศ มีระบบสวัสดิการ ช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ ช่วยผู้ชรา และผู้เจ็บป่วยที่มีฐานะไม่ดี บางประเทศมีการแจกเงินประชาชนในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ บางประเทศมีการเก็บภาษีเงินได้เชิงลบ(negative income tax)โดยประชาชนทุกคนต้องยื่นภาษีเงินได้ ผู้มีเงินได้ต้องเสียภาษีตามเกณฑ์ แต่ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ไม่ต้องเสียภาษี และรัฐบาลยังจ่ายเงินช่วยเหลืออีก ในศตวรรษตวรรษที่ 21 รัฐบาลไทยก็มีการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์แจกเงินคนจนหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์การแจกเงินครั้งนั้นใช้งบประมาณไม่มาก และช่วยเหลือเฉพาะผู้ยากไร้ แต่ก็ยังมีนักวิชาการบางคนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าการแจกเงินดังกล่าว เป็นการทำลายวินัยทางการคลังของประเทศ ต่อมาในปีค.ศ.2010 รัฐบาลประยุทธ์ มีโครงการคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์โควิด โดยรัฐบาล ช่วยออกค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายที่ประชาชนจ่ายออกไป โครงการคนละครึ่งนี้ทำอยู่หลายเฟส และแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกตํ่าได้ในระดับหนึ่ง เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ และพรรคเพื่อไทยได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ในเดือนสิงหาคม ปีค.ศ. 2023 มีโยบายแจกเงินดิจิตัลให้ประชาชนไทยทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปี การแจกเงินนี้ ต้องใช้งบประมาณมาก ถึง 560,000 ล้านบาท หลังจากรัฐบาลประกาศนโยบายนี้ออกมา มีนักวิชาการเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก รวมทั้งอดีตผู้ว่าการราคารแห่งประเทศไทยและอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ออกแถลงการณ์คัดค้านการแจกเงินดิจิตัลดังกล่าว กล่าวว่า นโยบายนี้มีผลเสียมากกว่าผลดีและต้องใช้งบประมาณมาก ถ้าจ่ายเงินมากเท่านี้ ก็ต้องตัดงบประมาณอื่น ที่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือไม่ก็ต้องกู้เงินโดยจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการสร้างภาระทางการคลังให้แก่รัฐบาล การแจกเงินลักษณะนี้ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด นอกจากนั้น ยังมีคำถามอีกหลายประการ เช่น ทำไมไม่แจกเงินเฉพาะกลุ่มคนยากจน ทำไมต้องแจกเงินให้ทุกคน รวมทั้งผู้มีฐานะดี ที่ไม่มีความเดือดร้อนทางการเงิน ทำไมต้องแจกเป็นเงินดิจิตัล โดยไม่ใช้ระบบการโอนเงินให้ประชาชนที่มีอยู่แล้ว ถ้าจะกระตุ้นการใช้จ่าย น่าจะนำโครงการคนละครึ่งที่มีอยู่ มาใช้มากกว่า แต่รัฐบาลไม่ฟังเสียงคัดค้าน และมีการแจกเงินดิจิตัลเฟสแรก ผลปรากฏว่าการแจกเงินดิจิตัลนี้ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามที่รัฐบาลอวดอ้างไว้ ต่อมา มีการเปลี่ยนรัฐบาล ในปี 2025 ที่มีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ จึงได้นำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้อีกครั้ง และรับความนิยมมาก แต่เมื่อโครงการคนละครึ่งที่ได้รับการปรับปรุงจากโครงการเดิมและเปลี่ยนชื่อเป็นคนละครึ่งพลัสทำได้เฟสเดียว ก็มีการยุบสภา และไม่สามารถทำต่อได้ การแจกเงินประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้อาจทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขความทดถอยทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการแจกเงินให้แก่ประชาชน ไม่สามารถทำต่อเนื่อง เป็นระยะยาว หากไม่มีการปรับโครงสร้าง ทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง แก้ไขเศรษฐกิจไทยที่ซบเซา และมีปัญหารุมเร้า คงไม่สามารถทำได้
เหลือเวลาอีกเพียงสองวัน ประเทศไทยก็จะมีการเลือกตั้งแล้ว หากเราสามารถเลือกรัฐบาลที่มีจริยธรรม มีความรู้ความสามารถ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็ง ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้เต็มที่ ก็น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเลือกรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นและมีรัฐมนตรีที่ไม่มีความรู้ความสามารถ ดังที่เป็นมาในเวลาส่วนใหญ่ของศตวรรษที่ 21 การปรับปรุงสภาพเศรษฐกิจไทย คงเป็นไปได้ยาก ความหวังในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งนี้ ที่ไม่ไปเลือกพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์ และที่เคยสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจไทยในเวลาที่ผ่านมาแล้ว โปรดอย่าเห็นแก่อามิสสินจ้าง นำเงินการซื้อเสียง ไปเลือกพรรคการเมืองที่คดโกงมาบิหารประเทศ ทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย ถ้าเป็นเช่นนั้นคนที่ชื่อเสียงทั้งหลาย ก็จะมีชีวิตที่ยากลำบากกว่าเดิม
ในตอนต่อไป จะกล่าวถึง แนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักความซบเซาทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้







