เมื่อปืนใหญ่พ่ายเจตจำนง: ทำไมซาอุดีอาระเบียต้องง้อทรัมป์ อิสราเอล และอังกฤษ ในสงครามกับอันซารุลลอฮ์
เมื่อปืนใหญ่พ่ายเจตจำนง: ทำไมซาอุดีอาระเบียต้องง้อทรัมป์ อิสราเอล และอังกฤษ ในสงครามกับอันซารุลลอฮ์
ทหารประชาธิปไตย
18 กันยายน 2569
บทนำ: สงครามที่ไม่มีวันชนะเด็ดขาด
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบียได้โทรศัพท์หาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างน้อยสองครั้งเพื่อขอให้สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อกลุ่มอันซารุลลอฮ์ (ฮูตี) พร้อมกันนั้นริยาดยังติดต่ออิสราเอลทางอ้อมผ่านศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ และขอความช่วยเหลือจากอังกฤษทั้งด้านข่าวกรองและการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ฮูตีกำลังรุกคืบยึดหมู่เกาะฮานิช ซูการ์ เปริม และท่าเรือโมคา ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์รอบช่องแคบบับเอลมันเดบ เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก
คำถามที่น่าสนใจคือ เหตุใดประเทศที่ทุ่มงบประมาณด้านกลาโหมสูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก มีเครื่องบินรบและระบบป้องกันภัยทางอากาศทันสมัยที่สุดจากสหรัฐฯ จึงยังไม่สามารถเอาชนะขบวนการติดอาวุธในประเทศเพื่อนบ้านที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคได้ แม้จะทำสงครามกันมาต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2558
รากเหง้าของความขัดแย้ง
สงครามกลางเมืองเยเมนมีจุดเริ่มต้นจากการปฏิวัติอาหรับสปริงปี 2554 ที่โค่นอดีตประธานาธิบดี เปิดช่องว่างอำนาจให้ฮูตี ซึ่งเป็นขบวนการที่มีรากฐานจากชุมชนไซดี ชีอะฮ์ทางตอนเหนือของเยเมน เข้ายึดกรุงซานาได้ในปี 2557 ซาอุดีอาระเบียนำพันธมิตรอาหรับเข้าแทรกแซงในปี 2558 ด้วยเป้าหมายด้วยข้ออ้างว่าจะฟื้นฟูรัฐบาลที่ได้รับการรับรองจากนานาชาติแต่เบื้องหลังคือการขยายอิทธิพลเข้าไปในเยเมนและใช้เป็นระเบียงเศรษฐกิจนอกช่องแคบฮอร์มุซ แต่สิบเอ็ดปีผ่านไป สงครามยังไม่จบสิ้น และล่าสุดได้ปะทุรุนแรงขึ้นอีกครั้งหลังสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่เริ่มเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจุดชนวนให้สงครามตัวแทนในเยเมนคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง
สงครามอสมมาตร: เมื่อความเหนือกว่าทางอาวุธไม่ใช่คำตอบ
หัวใจของปัญหาคือฮูตีไม่เคยตั้งใจสู้แบบทัพประจัญบานตามแบบแผนที่ซาอุฯ ถนัด ส่วนอิหร่านเลือกทำสงครามผ่านตัวแทนเพราะตระหนักดีว่าคู่แข่งอย่างสหรัฐฯ อิสราเอล และซาอุฯ มีความเหนือกว่าทางทหารตามแบบแผนอย่างชัดเจน การใช้ฮูตีจึงเป็นการกดดันโดยไม่ต้องเผชิญหน้าโดยตรงและสอดรับกับแนวทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะสกัดแผนของซาอุดิอารเบีย ปัจจัยที่ทำให้ยุทธศาสตร์นี้ได้ผลมีดังนี้
- ยุทธวิธีนอกแบบ: ฮูตีใช้ขีปนาวุธพิสัยไกล โดรนพลีชีพ และการโจมตีทางเรือแบบจู่โจม ซึ่งต้นทุนการป้องกันสูงกว่าต้นทุนการโจมตีมาก
- ภูมิประเทศเอื้อฝ่ายตั้งรับ: ภูเขาสูงชันทางตอนเหนือของเยเมนทำให้อำนาจทางอากาศเพียงอย่างเดียวไม่พอจะพิชิตพื้นที่ได้อย่างถาวร
- จุดคอขวดทางภูมิศาสตร์: การควบคุมพื้นที่รอบช่องแคบบับเอลมันเดบให้อำนาจต่อรองเชิงยุทธศาสตร์แก่ฮูตีเกินสัดส่วนกำลังทหารจริง เพราะสามารถขู่ปิดเส้นทางน้ำมันและสินค้าโลกได้
- ความแตกแยกในพันธมิตร: กาตาร์ถูกขับออกจากแนวร่วมตั้งแต่ปี 2560 ขณะที่ผลประโยชน์ของซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มขัดแย้งกันเองในสนามรบ
ทหารรับจ้างปะทะนักรบอุดมการณ์
อีกปัจจัยหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือองค์ประกอบของกำลังภาคพื้นดินฝ่ายพันธมิตร นับตั้งแต่ปี 2558 ซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พึ่งพาทหารรับจ้างต่างชาติอย่างหนัก ทั้งกองกำลัง Rapid Support Forces จากซูดานหลายพันนายที่ได้ค่าจ้างเพียงราว 480-530 ดอลลาร์ต่อเดือน ทหารรับจ้างจากโคลอมเบีย ปานามา ชิลี และเอลซัลวาดอร์ รวมถึงกำลังพลจากเอริเทรียและชาด ทหารเหล่านี้สู้เพื่อค่าตอบแทน ไม่มีแรงจูงใจทางอุดมการณ์หรือดินแดน ขวัญกำลังใจต่ำ และมีรายงานว่าฝ่ายผู้ว่าจ้างมักผลักดันให้พวกเขาอยู่แนวหน้าขณะที่กำลังหลักของตนเองอยู่ในที่ปลอดภัยกว่า
ในทางกลับกัน ฮูตีผสมผสานอุดมการณ์ศาสนาไซดียะฮ์ นิกายชีอะฮ์ บวกชาตินิยมต่อต้านการแทรกแซงจากภายนอก และวาทกรรม “แกนต่อต้าน” ร่วมกับอิหร่าน เฮซบอลเลาะห์ และฮามาส ทำให้นักรบมีความพร้อมสู้แม้เผชิญการโจมตีทางอากาศต่อเนื่องนับสิบปี เพราะมองว่าเป็นการปกป้องบ้านเกิดของตนเองโดยตรง
จุดอ่อนที่ลึกกว่านั้น: กองทัพประจำการซาอุฯ เอง
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ แม้แต่กองทัพประจำการของซาอุดีอาระเบียเองก็แสดงเจตจำนงในการสู้รบที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2558 โฆษกกองทัพซาอุฯ ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่มีการส่งทหารซาอุฯ ลงปฏิบัติการภาคพื้นดินในเยเมน โดยยืนยันว่าเป็นหน้าที่ของกองกำลังฝ่ายเยเมนเองเป็นหลัก ขณะที่ซาอุฯ ทำหน้าที่เพียงสนับสนุนทางอากาศและให้คำปรึกษา นักวิเคราะห์จาก Jamestown Foundation ระบุว่ากองกำลังภาคพื้นดินของราชอาณาจักร (Royal Saudi Land Forces) ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสงคราม ถึงขั้นไม่สามารถรักษาความปลอดภัยชายแดนของตนเองจากการโจมตีตอบโต้ของฮูตีได้ ทั้งที่ได้รับงบประมาณและอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างมหาศาล
งานวิจัยเชิงวิชาการชี้ว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องแค่เรื่องความรักตัวกลัวตายของทหารแต่ละคนและการขาดประสบการณ์ในการรบจริงที่ยากลำบากง แต่เป็นผลจากนโยบาย “coup-proofing” ที่ราชวงศ์ซาอุฯ ใช้มาอย่างยาวนาน คือการแบ่งกองทัพออกเป็นหลายหน่วยที่แข่งขันและรายงานตรงต่อสายบังคับบัญชาต่างกัน เช่น กองทัพบก กองกำลังพิทักษ์แห่งชาติ และกองกำลังชายแดน เพื่อป้องกันมิให้กองทัพรวมศูนย์อำนาจจนเป็นภัยต่อบัลลังก์ ผลข้างเคียงคือการขาดการประสานงานร่วมที่มีประสิทธิภาพ การเลื่อนตำแหน่งนายทหารอิงความภักดีทางการเมืองมากกว่าความสามารถทางยุทธวิธี และแรงจูงใจในระบบรัฐเรนเทียร์ที่ให้สวัสดิการสูงแก่พลเมือง ทำให้ทหารมีเหตุผลน้อยที่จะเสี่ยงชีวิตในสงครามที่ไม่กระทบความอยู่รอดของตนเองโดยตรง
การขอความช่วยเหลือจากภายนอก: ทรัมป์ อิสราเอล และอังกฤษ
เมื่อทั้งทหารรับจ้างและกองทัพประจำการของตนเองไม่สามารถแปลงความเหนือกว่าทางอาวุธเป็นชัยชนะได้ ริยาดจึงต้องหันไปพึ่งพาพันธมิตรภายนอกในรูปแบบที่ต่างกันสามลักษณะ
- สหรัฐฯ: บิน ซัลมานขอให้ทรัมป์เพิ่มปฏิบัติการทางทหารโดยตรง แต่วอชิงตันปฏิเสธ โดยเสนอเพียงการแบ่งปันข่าวกรองและช่วยกำหนดเป้าหมายแทน สะท้อนว่าทรัมป์ต้องการให้ซาอุฯ รับผิดชอบปัญหาของตนเองมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
- อิสราเอล: ริยาดติดต่ออิสราเอลทางอ้อมผ่านศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ เพื่อขอข่าวกรองป้องกันการปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ถือเป็นความร่วมมือที่ผิดปกติเนื่องจากทั้งสองประเทศยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ แต่วิกฤตนี้อาจเป็นโอกาสให้บิน ซัลมานใช้เป็นข้ออ้างผลักดันความสัมพันธ์กับอิสราเอลให้ใกล้ชิดขึ้นในอนาคต
- อังกฤษ: ซาอุฯ ขอความช่วยเหลือทั้งด้านปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่ฮูตีออกจากช่องแคบ และการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน ขณะที่นายกรัฐมนตรีแอนดี้ เบิร์นแฮมกำลังพิจารณาส่งที่ปรึกษาทางทหาร แต่ก็ยังไม่ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารโดยตรงเพราะกลัวติดหล่มสงครามท่ามกลางความกังวลว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตนี้จะลุกลามมาถึงสหราชอาณาจักรเอง
บทสรุป
กรณีของซาอุดีอาระเบียในสงครามกับอันซารุลลอฮ์สะท้อนบทเรียนคลาสสิกในประวัติศาสตร์การสงคราม นั่นคือความเหนือกว่าด้านยุทโธปกรณ์ไม่เคยรับประกันชัยชนะ หากปราศจากเจตจำนงในการสู้รบที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นความไม่ลงรอยของพันธมิตรในสนามรบ การพึ่งพาทหารรับจ้างที่ขาดแรงจูงใจ หรือแม้แต่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในกองทัพของตนเองที่เกิดจากความหวาดระแวงทางการเมืองของราชวงศ์ ล้วนบั่นทอนศักยภาพที่แท้จริงของซาอุฯ ให้ต่ำกว่าตัวเลขงบประมาณกลาโหมที่ปรากฏบนกระดาษอย่างมาก การที่ริยาดต้องหันไปพึ่งพาทรัมป์ อิสราเอล และอังกฤษพร้อมกันในคราวเดียว จึงไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอทางอาวุธ แต่เป็นภาพสะท้อนของสงครามที่ชัยชนะไม่ได้วัดกันด้วยจำนวนเครื่องบินรบ หากแต่วัดกันด้วยว่าฝ่ายใดพร้อมจะแบกรับความสูญเสียได้นานกว่ากัน
ข้อน่าสังเกตคือท่าทีของตะวันตกดูจะไม่กระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือซาอุฯนัก และถ้าเกิดความผิดพลาดจากภายในจนรัฐบาลซาอุฯล่มสลายแบบอาหรับสปริงค์ การลงทุนมหาศาลของราชวงค์ในสหรัฐฯและยุโรปก็อาจถูกกลืนกินไปได้ด้วยข้ออ้างง่ายๆที่ทำกับซัดดัมแห่งอิรัคและกาดาฟีแห่งลิเบีย แม้จะดูว่าเป็นเรื่องยากก็ตาม








