แผน”ตอกลิ่ม”อิหร่าน-ซาอุฯ
สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
แผน”ตอกลิ่ม”อิหร่าน-ซาอุฯ
ง่ายๆ เลยครับ งานนี้สหรัฐคือตัวการสำคัญ อยู่เบื้องหลังการบ่อนทำลายอิหร่าน
ผมใคร่กล่าวหาสหรัฐทันที อย่างนี้ละครับ พอรู้ข่าวก่อการร้ายโจมตีอิหร่าน
ทั้งนี้ ผมหมายถึงกรณีโจมตีขบวนพาเหรดอิหร่าน ซึ่งถูกมือปืนในชุดทหารสี่นาย ยิงกราดไม่เลือกหน้า ในเหตุที่เกิดขึ้น ณ เมือง”อะห์วาซ”เมื่อวันเสาร์(๒๒กย.)ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม ๒๙ ราย บาดเจ็บ ๗๐ ราย ในจำนวนนี้ มีพลเรือนรวมอยู่ด้วย พร้อมเด็กหญิงวัยสี่ขวบหนึ่งราย

ช่างโหดเหี้ยม เสียไม่มีละ
ผมตั้งข้อกล่าวหานี้ ก่อนที่ท่านผู้นำสูงสุดอิหร่าน “อายะห์ตุลลอฮ์ อาลี ฆอเมเนอี”จะออกมาพูดเอง เสียด้วยซ้ำไป
การที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่เรียกว่า”อะห์วาซียะห์”(หรือ”อะห์วาซ เนชันนัล รีซิสแตนต์”)และกลุ่ม”ไอเอส”ออกมาแถลง อ้างว่า ลงมือก่อการร้ายนั้น ว่าไปแล้วเป็นเพียงข้อเท็จจริงบางส่วน(จริงบ้าง-เท็จบ้าง) พวกนี้จะมีความสามารถทำอะไร ได้ หากไม่ได้รับการหนุนหลังจากภายนอก
แม้แต่ประธานาธิบดีอิหร่าน”ฮัสซัน รูฮานี”ก็ยังกล่าวเลยว่า “ก็พวกคนพาลสันดานหยาบอย่างสหรัฐและรัฐในอ่าวมิใช่หรือ ที่หนุนพวกนี้ก่อการร้าย”
แต่เขาก็ฉลาดพอ ที่ไม่เจาะจงลงไปว่า หมายถึงชาติใดบ้าง ซึ่งที่จริงก็คือ ซาอุดีอาระเบีย,สหรัฐอาหรับเอมีเรตส์(อันประกอบไปด้วย อาบูดาบี,อัจมาน,ดูไบ,ฟูไจเราะห์,ราส อัล-คอยมะห์,ชาร์จาห์และอุมมฺ อัล-กอยวัน)และบาห์เรน
ขณะเดียวกันรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน”มุฮัมมัด จาวัด ชารีฟ”ก็ตอบโต้ต่อเหตุการณ์นี้ว่า“กองทัพอิหร่านจะตอบสนองรัฐบาลต่างชาติอย่างสาสม” เพียงแต่เขาไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าชาติไหน
ทำไมเหตุจึงต้องเกิดที่เมือง”อะห์วาซ”รัฐชายแดน”คูเซสถาน”ติดอิรัก ซึ่งมีแหล่งทรัพยากรน้ำมันอันอุดม เป็นที่ปรารถนาของอิรักมาก่อน
ตอบว่า เพราะเป็นโอกาสอันเหมาะสม ที่พอดีเมืองนี้จัดงานเดินพาเหรดของทหาร เพื่อรำลึกถึงการเกิดสงครามอิรัก-อิหร่านในอดีต
โดยคราวนั้น ประธานาธิบดีอิรัก”ซัดดัม ฮุสเซน”ส่งกองทัพบุกอิหร่านในเดือนกันยายน ปี ๑๙๘๐ ทำให้เกิดการสู้รบกันมายาวนานเกือบแปดปีจึงยุติ ทั้งสองฝายเสียชีวิตผู้คน ทั้งทหารและพลเรือนไปราวหนึ่งล้านคน
แต่สาเหตุที่ฝ่ายโจมตี(กลุ่มต่อต้าน”อะห์วาซ”)หยิบยกมากล่าวอ้างคราวนี้ คือเรียกร้องความเป็นธรรมแก่ชนกลุ่มน้อย”อะห์วาซ”ซึ่งมีเชื้อสายอาหรับในเมืองนี้
ในขณะที่กลุ่ม”ไอเอส”อ้างว่าเป็นการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์หรือ”ยีฮาด” หลังจากถูกสลายกำลังจนแตกฉานซ่านเซ็น เกาะกันไม่ติด ทั้งในซีเรียและอิรัก สูญเสียดินแดนที่ยึดครอง เลยต้องอาศัยผลงานนี้ “โชว์ตัวตน”ให้ปรากฏว่า”ข้ายังอยู่นะเฟ้ย” เผื่อว่าจะได้เงินอุดหนุนต่อ(เช่น จากสหรัฐและซาอุดีอาระเบีย-ตามที่”เขา”ว่ากัน)
เมื่อโดนกล่าวหาจังๆ อย่างนี้ สหรัฐจึงไม่อาจอยู่นิ่งเฉยต่อไป
เอกอัครรราชทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ คือ“นิกกี ฮาเลย์”แถลงว่า”อิหร่านควรส่องกระจกดูเงาตัวเองให้ดีๆก่อนว่า อะไรคือสาเหตุของการโจมตี เป็นเพราะกดขี่ประชาชน มาอย่างยาวนานมิใช่หรือ”
ทางด้านประธานาธิบดี”รูฮานี”แถลง ก่อนออกเดินทางไปปะชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่”นิวยอร์ก ซิตี”ด้วยความคับแค้นว่า”อิหร่าน จะไม่ปล่อยให้อาชญากรรมเช่นนี้เกิดขึ้นต่อไป เรารู้ว่าใครทำและใครเกี่ยวข้อง”
ปรากฏว่า งานนี้ ซาอุดีอาระเบียเงียบกริบ แม้ถูกกล่าวหาเป็นนัย อ้อมๆ
เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านกลายเป็นคู่แค้นกันมาเนิ่นนาน ย้อนกลับไปเกือบพันปี สืบเนื่องมาจาก ความไม่ลงรอยกันในทางศาสนา แม้นับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ซาอุดีอาระเบียนับถือนิกาย”ซุนนี”หรือ”สุหนี่” แต่อิหร่านนับถือนิกายชีอะห์ หรือที่ในเมืองไทยเรียกว่าพวก”เจ้าเซน”
ความแตกต่างในนิกายนี้ เอาจริงเอาจังกันมากในหมู่ผู้ที่ไม่รู้จริง โดยฝ่ายสุดโต่งของทั้งสองนิกาย ถึงกับลงมือทำลายล้างกันด้วยความรุนแรง
ที่ปรากฏชัด ก็ในปากีสถานหรือในอาฟกานิสถาน ซึ่งตอบโต้กันด้วยวิธีก่อการร้าย ขณะที่ในอีกหลายประเทศก็มีการตั้งแง่กัน แม้แต่ในเมืองไทยเรา มีการแบ่งแยกกันเงียบๆ ในแง่การช่วงชิงการเผยแผ่ความเชื่อ เพียงแต่ยังไม่มีการลงมือปะทะกันอย่างรุนแรง แม้บางฝ่ายในแต่ละกลุ่ม จะพยายามสร้างบรรยากาศเพื่อความ”ปรองดอง”อยู่ก็ตาม
หากย้อนหลังกลับไป ถึงสาเหตุดั้งเดิมแห่งความแตกแยก จะพบว่า มีการแก่งแย่งกันในการเป็นผู้นำสืบทอดศาสนา ระหว่างลูกศิษย์คนสำคัญๆ ของศาสดามุหัมมัด(ซล.) แต่ตกลงกันไม่ได้ จนเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงถึงขนาดฆ่าฟันกัน จึงมีการแยกนิกายออกมาเป็น”ซีอะห์” ซึ่งฝ่าย”ซุนนี”ไม่ยอมรับว่าเป็นอิสลาม”ของแท้”
ฝ่ายซุนนีนั้นส่วนใหญ่เป็นอาหรับและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ฝ่ายชีอะห์ส่วนใหญ่เป็นชาวเปอร์เซีย(อิหร่าน) แต่ถึงอย่างไร ฝ่ายซุนนีนั้นมีมากกว่า โดยมีฝ่ายชีอะห์ราว ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของมุสลิมโลก ซึ่งมีทั้งหมดราว ๑.๕ พันล้านคน
กระนั้นฝ่ายซุนนี ก็ไม่ได้มีข้อห้ามใด ๆ ให้ฝ่ายชีอะห์เข้าร่วมในศาสนกิจบางอย่างได้ เช่น ร่วมพิธีฮัจญ์ที่นครมักกะห์(เมกกะ)แต่ในการปฏิบัติหลายอย่าง ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน
นอกจากแตกต่างกันในเรื่องความเชื่อและศรัทธาแล้ว
ซาอุดีอาระเบียก็มีปัญหากับอิหร่าน ในแง่การนำและแผ่ขยายอิทธิพล โดยต่างฝ่ายต่างก็มีพันธมิตรและสมัครพรรคพวก
ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย พยายามสร้างอิทธิพลในหมู่”ชาติในอ่าว”นั้น อิหร่านก็ขยายอำนาจเข้าไปในเยเมน สนับสนุนกบฏ”ฮูธี”ต่อต้านรัฐบาลเยเมน ฝ่ายซึ่งซาอุดีอาระเบียเคยมีอิทธิพลเหนือ
ทุกวันนี้ซาอุดีอาระเบีย ยังคงทำสงครามกับกบฏ”ฮูธี”ไม่จบสิ้น สร้างความเดือดร้อนไปทั่วกับชาวเยเมนนับล้านที่กำลังจะอดตาย
โดยมีสหรัฐอเมริกาสนับสนุนซาอุดีอาระเบียอยู่ห่างๆ หมายใจเงียบๆ อยากให้เกิดสงครามยิง ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน ก็จะได้โอกาสขายอาวุธเพิ่มเติม แถมยังแอบมองแหล่งสำรองน้ำมันในอิหร่าน ชนิดตาเป็นมัน
จึงไม่น่าแปลกที่ประธานาธิบดีสหรัฐ”โดนัลด์ ทรัมพ์”จะคอยจุดไฟให้อุณหภูมิสงครามระอุคุกรุ่นขึ้นในภูมิภาคนี้
ฉะนั้น การที่ผมจะมองว่าการก่อการร้ายในอิหร่านคราวนี้ ส่วนหนึ่งจะต้องเป็นฝีมือของสหรัฐ ก็ไม่แปลกเช่นกัน
ถ้าไม่จริง ก็ปฏิเสธมาพร้อมเหตุผลดีๆ ได้เลยครับ







