“มหาธีร์”VS“ทรัมพ์”
OC2
สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
“มหาธีร์”VS“ทรัมพ์”

คำปราศรัยนำเปิดการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาติคราวนี้ (ประชุมครั้งที่ ๗๓) ที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ ๒๕ กันยายนที่ผ่านมา มีประเด็นน่าสนใจ ที่คอลัมน์นี้ต้องนำมาเขียนถึง เป็นกรณีพิเศษ
ทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อน จะนำมาเขียน
เหตุจำเป็นที่จะต้องเขียนถึง ยังไม่รวมถึง ความอหังการ์ ขี้โอ่ และติดจะโม้ ของผู้นำโลก ที่ว่านี้ด้วย
แต่เพื่อสะท้อนว่า ปัจจุบัน ผู้นำโลกบางคนนั้น เปลี่ยนคุณค่าความเป็นมนุษย์ได้ใกล้เคียงกับปิศาจ”หรือ”อมนุษย์” เข้าไปมาก
ผมหมายถึงคำปราศรัยเปิดประชุมของตัวแทนสหรัฐคือประธานาธิบดี”โดนัลด์ ทรัมพ์”ครับ
โดยเฉพาะในประเด็นที่เขากล่าวเน้นย้ำว่า “เราขอปฏิเสธอุดมการแห่งโลกาภิวัฒน์ แต่เรายอมรับลัทธิรักชาติ”
“ทรัมพ์”เริ่มต้นปราศรัยด้วยถ้อยคำที่ว่า
“เมื่อปีที่แล้ว ผมลุกขึ้นปราศรัยครั้งแรกที่นี่ ในห้องประชุมใหญ่แห่งนี้ ผมได้พูดถึงสิ่งที่คุกคามโลก ผมได้แสดงทัศนะที่จะบรรลุถึงอนาคตที่สดใสกว่า สำหรับมนุษยชาติทั้งหลาย วันนี้ ผมก็มายืนต่อหน้าที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติให้รับรู้ส่วนร่วมในการบรรลุถึงความก้าวหน้าที่ได้ทำไป
ในช่วงเวลาไม่ถึงสองปี รัฐบาลของผมได้กระทำสำเร็จ ในสิ่งที่เกือบทุกๆรัฐบาล(สหรัฐ)ที่ผ่านมา ไม่สามารถกระทำได้ ใช่แล้วอเมริกันของจริง (เกิดเสียงหัวเราะเกรียวในที่ประชุม-“ทรัมพ์”ยิ้มแล้วพูดว่า”ไม่คิดว่าจะเกิดปฏิกิริยาอะไรกับคำพูดของเขา แต่ก็โอเค”)
เศรษฐกิจของอเมริกาเบ่งบาน ชนิดที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนหน้า พูดได้อีกอย่าง สหรัฐเข้มแข็งขึ้น ปลอดภัยขึ้นและร่ำรวยขึ้น นับแต่ได้รับเลือกตั้งมา เรามั่งคั่งขึ้น ๑๐ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ราคาสูงเป็นประวัติการณ์ ภาวะว่างงานลดต่ำลงสุดในรอบ ๕๐ ปี คนอเมริกันเชื้อสายอาฟริกัน คนอเมริกันพูดภาษาสเปนและคนอเมริกันจากเอเชีย ล้วนมีอัตราตกงานต่ำสุด ตามที่มีบันทึกมา สร้างงานขึ้นมา ๔ ล้านตำแหน่ง รวมทั้งงานอุตสาหกรรม ครึ่งล้านตำแหน่ง
เราผ่านกฎหมายปรับลดภาษีครั้งใหญ่และปฏิรูปเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
เราเริ่มสร้างกำแพงใหญ่ที่ชายแดน เราปกป้องพรมแดนได้เข้มแข็งขึ้น
เราสนับสนุนกิจการทางทหารให้มั่นคงกว่าเดิมโดยเฉพาะปีนี้๗๐๐,๐๐๐ล้านเหรียญสหรัฐ ปีหน้า ๗๑๖,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ทหารของเราจะเข้มแข็งขึ้นในเร็วๆ นี้ คือเข้มแข็งกว่า ที่เคยเป็นมา
เราลุกขึ้นเพื่ออเมริกา เพื่อคนอเมริกัน และเราลุกขึ้นเพื่อโลก
มีข่าวจะบอกคนอเมริกันและผู้ที่รักสันติทั่วไปได้รับรู้ว่า เมื่อชาติต่างๆ ให้ความเคารพในสิทธิของชาติเพื่อนบ้านและให้ความเคารพการปกป้องตนเองจากการรุกรานแล้ว ชาติเหล่านั้นก็ควรจะร่วมกันประกันความมั่นคง ความมั่งคั่งและสันติภาพด้วย
เราขอเพียงให้พวกท่านให้เกียรติในอธิปไตยของเราบ้าง เป็นการตอบแทน
จากวอร์ซอว์ไปบรัสเซลส์ จากโตเกียวไปสิงคโปร์ ผมได้รับเกียรติสูงสุดในฐานะตัวแทนสหรัฐ ผมได้สานใยสัมพันธ์ มิตรภาพและการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็งกับบรรดาผู้นำหลายชาติที่อยู่ในห้องประชุมนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าเชื่อ
กับท่านประธานคิม จอง อึนผูนำเกาหลีเหนือที่สิงคโปร์ เราได้ร่วมกันกำหนดอะไรหลายอย่างเพื่อทำให้การห้ามแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทเกาหลีมีการบังคับใช้อย่างแท้จริง แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่ยังต้องทำต่อ
ในตะวันออกกลาง ผมได้ใช้วิธีเข้าถึงใหม่ นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์
ผมไปเยือนซาอุดีอาระเบียปีที่แล้ว ชาติในอ่าว(เปอร์เซีย) เพื่อจัดการกับแหล่งทุนก่อการร้าย พวกเขาใช้มาตรการใหม่ๆ ลงโทษ ร่วมมือกับเรา ในการเปิดเผยและแกะหาร่องรอยเครือข่าย รับภาระเพิ่มในการต่อต้านการก่อการร้ายภายใน ทั้งจากผู้ก่อการร้ายตัวจริงและนักนิยมลัทธิสุดโต่ง
เมื่อพูดถึงอิหร่าน เขากล่าวหาผู้นำอิหร่านว่า นำมาซึ่งความตายและการทำลายล้าง ผู้นำอิหร่านไม่เคารพชาติเพื่อนบ้าน บูรณภาพแห่งดินแดนและสิทธิตามอธิปไตยของชาติเหล่านั้น ผู้นำอิหร่านใช้ทรัพยากรเพื่อทำให้พวกเขาร่ำรวยขึ้น แผ่อิทธิพลข้ามยังตะวันออกกลางและไกลกว่านั้น
ผู้นำเผด็จการอิหร่านใช้ เงินทุนพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์ กดขี่ภายใน อุดหนุนการก่อการร้าย ให้เงินทุนสนับสนุนการลุกฮือในซีเรียและเยเมน
อีกประเด็นสำคัญซึ่ง”ทรัมพ์”ปราศรัยก็คือการเคลื่อนย้ายสถานที่ตั้งสถานทูตสหรัฐจาก”เทลอาวิฟ”ไปยัง”เยรูซาเลม”ซึ่งสร้างความไม่พออกพอใจกับชาติที่นับถืออิสลามมาก
แต่”ทรัมพ์”ก็อ้างว่า จะต้องรักษาหลักการแห่งสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ให้แก่ชาติที่มีอธิปไตยของตนเอง(อิสราเอล) พร้อมระบุว่า มีเป้าหมายที่เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ก่อเกิดอันตราย หากทุกฝ่ายยอมรับข้อเท็จจริง
รายละเอียดที่”ทรัมพ์”ปราศรัยนั้นยังมีอีกมากครับ
แต่เราจะเจาะดูเป็นบางเรื่องท่านั้น เพื่อให้เห็นว่า”สันดาน”คนที่มาเป็นประมุขของสหรัฐ ลดมาตรฐานจากที่ถูกที่ควรอย่างไร
ถ้าจะให้ประจักษ์ ก็จะนำเอาคำปราศรัยต่อที่ประชุมเดียวกัน(แต่คนละวัน)ของ ดร.มหาธีร์ โมฮามัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียผู้มีวาจาเฉือดเฉือนมาเทียบเคียง ก็จะเข้าใจเองครับ
เพราะในขณะที่”ทรัมพ์”เข้าข้างและเอาใจอิสราเอล ซึ่งเข้าใจว่า เนื่องจากเขามีบุตรเขยเป็นยิวแล้ว ยังจะมีเหตุผลอื่นใดอีกหรือเปล่านั้น ก็มีข้อเท็จจริงอยู่อีกเรื่องหนึ่ง ที่ใคร่จะแจ้งให้ได้รับทราบว่า อิสราเอลนั้น ไม่เคยลงนามรับรองกฎเกณฑ์ห้ามแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้จนทุกวันนี้อิสราเอลมีหัวรบปรมาณูเอาไว้พร้อมแล้วและสหรัฐที่เคยเป็นเจ้ากี้เจ้าการก้ามใครๆ ในเรื่องนี้ ก็ไม่ได้เอาใจใส่
“มหาธีร์”ปราศรัยต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายนว่า
“โลกไม่เคยสนใจ เวลาอิสราเอลล่วงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่นด้วยการเข้ายึดเรือบรรทุกเวชภัณฑ์ อาหารและวัสดุก่อสร้างในน่านน้ำสากล”ซึ่งเขาหมายถึงการขนส่ง ไปช่วยผู้อดอยากชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา
“มหาธีร์”ยกตัวอย่างว่า “กรณีฝ่ายปาเลสไตน์ยิงจรวดไปลงในดินแดนอิสราเอลเป็นเรื่องจริง แต่จรวดขาดความแม่นยำ ไม่ได้ทำให้ใครล้มตายหรือบาดเจ็บ อิสราเอลกลับใช้อาวุธหนักครบเครื่อง ไม่ว่าด้วย การยิงจรวดและทิ้งระเบิด โรงพยาบาล โรงเรียน ตลอดจนอาคาบ้านเรือนต่างๆ ทำให้นักเรียนและผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก”
“แต่โลก กลับให้รางวัลอิสราเอล ด้วยการรับรอง”เยรูซาเลม”เป็นเมืองหลวง”
เพื่อแก้ไข”การเลือกปฏิบัติเพราะอคติ “มหาธีร์”จึงเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติ ปรับเปลี่ยนวิธีการลงมติต่างๆ เพื่อจัดการกับชาติสมาชิก ที่กระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเสียใหม่ เฉพาะแค่ห้าชาติ(มหาอำนาจ)เท่านั้น ที่มีสิทธิ์ลงโทษและใช้สิทธิยับยั้งได้นั้น ไม่น่าจะใช้การต่อไปได้แล้ว
สิ่งทุกคนได้เห็นในปัจจุบันก็คือ ในงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ชาติต่างๆ ในโลกนี้ โดยเฉพาะชาติเล็กชาติน้อย ไม่ได้มีสหประชาชาติ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริงเสียแล้ว หากผู้นำชาติอภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐ เช่น”ทรัมพ์”ไม่ตั้งตัวไว้ตรง เป็นที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป
ถามว่ายังจะมีผู้นำชาติอภิมหาอำนาจสักอีกกี่คน จะเลียนแบบ แสดงพฤติกรรมอย่าง”ทรัมพ์”ด้วยการไม่รับผู้อพยพที่ไปจากชาติมุสลิมบางประเทศ แต่ชูประเด็น”รักชาติ”ขึ้นเหนือประเด็น”โลกาภิวัฒน์”
ก็ไม่รู้ว่า เสนอให้ยกเลิก องค์การสหประชาติ จะดีหรือไม่ ในเมื่อถูกป่วนจวนจะเละอยู่แล้ว
หรือจะปล่อยให้ย่ำแย่กันต่อไปอย่างนี้ จนล้มลงไปเอง อย่างในกรณีที่เกิดกับ”สันนิบาตชาติ”







