เหตุเกิดที่ห้องขังของ ตม.ซอยสวนพลู

เหตุเกิดที่ห้องขังของ
ตม.ซอยสวนพลู
หลังจากการเกิดสงคราม ในประเทศหลายประเทศ ตะวันออกกลาง ทำให้ประชาชนนับล้านต้องอพยพหลบหนีภัยสงครามไปยังต่างประเทศ เท่าที่จะสามารถตะเกียกตะกายหนีไปได้
ประเทศไทยแม้จะไม่ใช่เป้าหมายหลักของการอพยพลี้ภัย แต่ผู้อพยพเหล่านั้นก็ไม่มีทางเลือก ครั้นเมื่อเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งไม่ยอมรับสถานภาพลี้ภัย ที่จะต้องจัดแคมป์ที่อยู่อาศัยคนเหล่านี้ก็จะถูกถือว่าเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และรัฐบาลก็จะทำการผลักดันไปประเทศอื่น แต่ในระหว่างนี้ก็จะถูกจับกุมคุมขังอยู่ที่สถานกักกันของสำนักงานครวจคนเข้าเมือง (ตม.)ที่ซอยสวนพลู
ในขณะเดียวกันองค์การสหประชาชาติ โดยหน่วยงาน UNHCR ก็จะประสานงานกับรัฐบาลไทย และหน่วยงานตม. เพื่อประสานงานส่งผู้อพยพเหล่านี้ไปยังประเทศที่ 3 ซึ่งแน่นอนต้องใช้เวลาทำให้ผู้อพยพต้องใช้ชีวิตอยู่ในสถานกักกันดังกล่าว และขอได้เป็นที่เข้าใจคนเหล่านี้ ไม่ใช่อาชญากร แต่เขาต้องอพยพหนีภัยสงคราม เพราะบ้านแตกสาแหรกขาด พาครอบครัวบากหน้าหนีร้อนมาพึ่งเย็น เรียกว่าหนีตายกันทีเดียว
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ที่กักกันคุมขังมีขนาดความจุคนได้ไม่กี่ร้อยคน งบประมาณก็จำกัด จึงต้องอยู่กันอย่างแออัด เด็กๆก็ต้องแยกจากพ่อแม่ เด็กผู้หญิง ซึ่งอายุไม่กี่ขวบ ก็ได้อยู่กับแม่และผู้ถูกคุมขังผู้หญิง ส่วนเด็กผู้ชายถูกแยกออกมาขังรวมกับพ่อที่ถูกขังรวมกับผู้ชายจำนวนมาก ในสภาพแออัดก็เกิดแรงกดดัน ทะเลาะเบาะแว้ง ข่มเหงรังแกกัน เพราะสาธารณูปโภค เช่น ห้องน้ำมีไม่พอเพียง แถมเครื่องปั้มน้ำก็เสียบ่อยๆ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเพราะผู้อพยพเหล่านี้ต้องใช้บริโภค ด้วยคุณภาพน้ำก็มีการปนเปื้อนเป็นธรรมดา
สภาพดังกล่าวในที่สุดก็เกิดโรคระบาด เช่น โรคผิวหนัง และตามมาด้วยโรคอื่นๆที่ทวีความรุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตามในระหว่างถูกคุมขัง ก็มีผู้ที่มีใจเมตตากรุณา และองค์การทางศาสนาบางองค์กร เข้ามาดูแล จัดอาหาร ยารักษาโรคมาบริจาค เพราะทางการไม่มีงบเพียงพอ บางส่วนก็นำอาหารมาให้เลี้ยงดู บางคนก็ได้รับความเมตตาจากผู้ใจบุญประกันตัวออกไปทั้งครอบครัว เพื่อให้พ่อแม่ลูกได้อยู่ร่วมกัน โดยมีค่าประกันหัวละ 50,000 บาท
ต่อมาทางตม.ซึ่งมีผู้ถูกคุมขังอยู่หนาแน่นคือประมาณ 1,600 คน ก็เห็นว่าจะเป็นการลดภาระของทางการ และผ่อนคลายสภาพของผู้อพยพ จึงเจรจากับองค์การสหประชาชาติให้มาประกันบุคคล โดยเฉพาะที่มาเป็นครอบครัวออกไป โดยไม่ต้องใช้เงิน แต่องค์การสหประชาชาติไม่สามารถทำได้ จึงต่อรองให้ใช้องค์การทางศาสนา มาประกันโดยไม่ต้องใช้เงินได้ ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากสำนักงานตม.
แต่แล้วเหมือนฟ้าผ่า เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการใหม่ ท่านผู้บัญชาการสุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊กมีคำสั่งด่วนห้ามการประกันโดยสิ้นเชิง เท่านั้นไม่พอ ยังให้ยกเลิกการประกันที่มีแต่เดิมทั้งหมด ส่งผลให้ผู้อพยพที่ได้รับการประกันต้องกลับเข้าไปรับการคุมขัง ณ สถานที่กักกันที่ซอยสวนพลู ซึ่งแต่เดิมก็หนาแน่นอยู่แล้ว ยิ่งต้องรับเพิ่มจากการยกเลิกประกันก็จะยิ่งหนาแน่นไปใหญ่
ที่ไม่น่าเกิดขึ้นคือ การยกเลิกประกันนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วง 11 ต.ค. เป็นต้นไป และไม่มีวันหยุด ซึ่งทำให้ต้องทยอยกลับเข้ามา แม้แต่ในวันที่เป็นวันมหาวิปโยคของคนไทย คือ วันเสาร์ที่ 13 ต.ค. ซึ่งควรจะเป็นวันที่เราน่าจะร่วมกันทำบุญ ทำกุศลกันก็ไม่ละเว้น ตามด้วย 14 ต.ค. วันอาทิตย์ และวันที่ 15 ต.ค. วันจันทร์ที่หยุดชดเชย ความโกลาหลจึงบังเกิดแต่นั่นแค่เริ่มต้น
สิ่งที่จะตามมาคือความแออัดที่เหมือนรถบรรทุกหมูไปฆ่าก็เกิดขึ้น เพราะสถานที่ไม่พอรองรับ งบก็จำกัด เรื่องนี้หากบิ๊กโจ๊กจะได้ไปทบทวนพิจารณา และยึดหลักเมตตาเป็นที่ตั้ง ด้วยเขาเหล่านั้นไม่ใช่อาชญากร แต่หนีร้อนมาพึ่งเย็น บิ๊กโจ๊กก็จะได้ทำบุญกุศล ถวายพ่อหลวงของเรา ทำให้แม้ชาวต่างชาติที่หนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของรัชกาลที่ 10 ได้แซ่ซ้องสาธุกาล







