INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อันวาร์ อิบรอฮีม : มุมมองว่าด้วยปาเลสไตน์

จรัญ มะลูลีม

ในการประชุมทางวิชาการนานาชาติปาเลสไตน์ :  อดีต ปัจจุบันและอนาคตเมื่อวันที่ 22-23 พฤศจิกายน ปี 2561 ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งจัดโดยสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์มุสลิมศึกษา  สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย มีนักวิชาการจากหลายประเทศเข้าร่วมนำเสนอความคิดเห็น  อย่างเช่นอันวาร์ อิบรอฮีม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง  และปัจจุบันเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียหากนายกรัฐมนตรีมหฏิร โมฮัมมัด จะยังคงรักษาสัญญาที่ให้ไว้

นักวิชาการผู้มีชื่อเสียงของไทยอย่าง ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ จากคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

Madam Ann Wright อดีตนายทหารแห่งกองทัพสหรัฐและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้ต่อต้านสงครามในอิรัก

รวมทั้งนักวิชาการและนักทำงานด้านสิทธิมนุษยชนจากรั้วมหาวิทยาลัยไทย อินโดนีเซีย อินเดีย และประเทศอาหรับอีกจำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ตามในที่นี้ผู้เขียนขอยกเอาความคิดของอันวาร์ที่เขานำเสนอในการประชุมมากล่าวถึงด้วยการแนะนำประวัติของอันวาร์ อิบรอฮีม ซึ่งตีพิมพ์ในหมายกำหนดการการสัมมนามากล่าวนำก่อนว่า

ดะโต๊ะ ศรี อันวาร์ อิบรอฮีม เป็นนักการเมืองและนักปฏิรูปชาวมาเลเซีย ผู้มีชื่อเสียง ซึ่งในเวลานี้เป็นหัวหน้าพรรคยุติธรรมเพื่อประชาชน (Parti Keadilan Rakyat) และเป็นผู้ร่วมอยู่ในพรรคผสม ปากาตันฮารับปัน

อันวาร์ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 10 เดือนสิงหาคมปี 1947 ในหมู่บ้านเล็กๆ ของผืนแผ่นดินใหญ่ซูไหง บากัป (Sungai Bakap) เซอเบอร์รัง ไปร  และถูกเลี้ยงดูอยู่ที่เจะโระก์ โตะกุน

อันวาร์ ได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่เซอโกละฮ์ เมอลายู เจะโระก์ โตะกุน และต่อมาที่เซอโกละฮ์ เรินดะฮ์ ชโตเวล (Sekolah Rendah Stowell) บูกิต เมอร์ตาจัม ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในรัฐปีนัง

ในปี 1968 เมื่อเขาเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยมลายา (University of Malaya) ในกรุงกัวลาลัมเปอร์   เขาได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายกองค์การนักศึกษามุสลิมแห่งมาเลเซีย (National Union of Malaysian Muslim Students) และเป็นประธานสมาคมภาษาของมหาวิทยาลัยลายาด้วยเช่นกัน

ปี 1971 อันวาร์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งองค์การอังกะตัน เบอลีเยอ อิสลาม มาเลเซีย (ABIM) หรือขบวนการคนหนุ่มสาวมุสลิมมาเลเซีย   เขายังได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานคนที่ 2 ของสภาคนหนุ่มสาวของมาเลเซีย (Malaysian Youth Council) หรือมัจญ์ลิส เบอลีเยอมาเลเซีย (MBM) ในปีเดียวกัน

ในช่วงทศวรรษ 1990 อันวาร์มีตำแหน่งหลายตำแหน่งในรัฐบาล  และเป็นรองนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียจากปี 1993 ถึงปี 1998 รวมทั้งเป็นรัฐมนตรีคลังตั้งแต่ปี 1991 ถึงปี 1998

เขาได้รับรางวัล Presidential Medal จากมหาวิทยาลัย Georgetowns ในปี 1996 และ Distinquished Visiting Professor for Geogetown University’s School of Foreign Service ในปีเดียวกัน

ทั้งนี้ในการนำเอาความคิดของอันวาร์ว่าด้วยชะตากรรมอันทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์มากล่าวถึง    ผู้เขียนขอสรุปและเรียบเรียงจากงานของอิมติยาซ มุกบิล (Imtiaz Muqbil) อดีตคอลัมนิสต์ Bangkok Post นักเขียนอิสระของ Newsweek, Reuters และ Economic Digest ในหัวข้อ  Malaysian Leader Anwar Ibrahim on Palestine : Their pain is my pain ตีพิมพ์ใน Travel Newswire ในวันที่ 29 เดือน พฤศจิกายน ปี 2018  มากล่าวถึงซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าอิสราเอลได้กวาดล้างชาวปาเลสไตน์ออกจากแผนที่อย่างช้าๆ รวมถึงประเทศอาหรับและแอฟริกาบางประเทศในระยะหลังๆ ก็มิได้ใส่ใจต่อปัญหาของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองอย่างที่ควรจะเป็น   ที่น่าสนใจคือประเทศเอเชียต่างหากที่ยังคงให้ความสนใจต่อชะตากรรมของชาวปาเลสไตน์อยู่ต่อไป

ในวันที่ 23 พฤศจิกายน (2018) ที่ผ่านมา  ผู้นำทางการเมืองของมาเลเซียที่ฟื้นขึ้นมาใหม่คืออันวาร์ อิบรอฮีมได้นำเสนอสารที่เป็นแรงบันดาลใจในการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ที่ทุกข์ทรมานมายาวนานในการแสวงหาสันติภาพเอกราชและความยุติธรรมของพวกเขา

อันวาร์  มาที่กรุงเทพเพื่อมาเยือนเป็นการส่วนตัวและเปิดตัวหนังสือการกลับมาทางการเมืองของเขา  อย่างไรก็ตามเขาได้มาปรากฏตัวในการสัมมนาครั้งแรกในเรื่องปาเลสไตน์  ซึ่งจัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   ทั้งนี้สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือคำพูดของเขาที่ทำให้การสัมมนาครั้งนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่มีความมุ่งหมาย  ยกระดับคุณค่าของการสัมมนาให้อยู่เหนือที่รวมแห่งเวทีการพูดแบบทั่วๆ ไป

ทั้งนี้มีการคาดหมายกันว่าการสัมมนานี้อาจจะนำไปสู่การต่อต้านจากนักวิชาการมหาวิทยาลัยบางคนที่รู้สึกว่าการสัมมนาดังกล่าวอาจส่งสัญญาณ “การถือข้าง” โดยสถาบันการศึกษา  ข้อโต้แย้งนี้ถูกปฏิเสธบนพื้นฐานที่ว่ามหาวิทยาลัยมีเวทีอยู่หลายเวทีว่าด้วยประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์

ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องที่เป็นแกนกลางของการมุ่งความสนใจจะไปอยู่ที่เรื่องของการก่อการร้ายที่มักจะพ่วงศาสนาอิสลามเข้าไปด้วยอย่างขาดความเข้าใจ   แต่กลับไม่มีการเปิดเวทีให้ในสิ่งที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นที่มาของการใช้ความรุนแรง นั่นคือการที่อิสราเอลยึดครองปาเลสไตน์

ข้อโต้แย้งนี้ได้รับการเน้นย้ำโดย ศ.ดร.ภิรงรอง รามสูตร รองอธิการบดีด้านสื่อสารบริการสังคมและพันธกิจสากล (Social Outreach and Global Engagement) เมื่อเธอให้ข้อคิดเห็นในการกล่าวเปิดของเธอว่า “ประเด็น (ของปาเลสไตน์ ) มิได้เป็นแค่ข้อกังวลของตะวันออกกลาง แต่ยังมีผลไปถึงประเทศไทยและอาเซียน

เช่นเดียวกับโลกที่เหลือในส่วนอื่นๆ ความเกี่ยวข้องนี้มิได้วางอยู่ที่เรื่องของภูมิยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจเท่านั้น  แต่ยังเป็นเรื่องความรับผิดชอบในด้านศีลธรรมสำหรับพวกเราที่เป็นสมาชิกของมนุษยชาติด้วย  การทำความเข้าใจความขัดแย้งในมิติที่มีอยู่หลากหลายนี้ก็เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยและดินแดนอาเซียนมีความเข้าใจยุทธศาสตร์ชาติและกระบวนการของภูมิภาคในประเด็นนี้

ศ.ดร.ภิรงรอง ให้ข้อคิดเห็นว่าเวทีนี้เป็นไปตามทิศทางแห่งนโยบายของรัฐบาลที่ให้การยอมรับ  การมีสองรัฐและตัวแทนของรัฐปาเลสไตน์ในสหประชาชาติ

เธอกล่าวว่าการที่นักวิชาการและผู้รู้ผู้มีชื่อเสียงมารวมกัน ดูเหมือนจะช่วยพวกเราให้เห็นแสงสว่างในประเด็นนี้ ซึ่งยังอาจจะต้องมีการสืบค้นในสิ่งที่ยังไม่ได้มีการรับรู้ต่อไป   การนำเสนอของพวกท่านจะช่วยให้พวกเรานำเสนอแง่มุมในด้านลึกที่มีต่อการเปลี่ยนผ่านและการแก้ปัญหาต่อไป

เธอกล่าวว่า เพิ่งเมื่อเดือนก่อนนี้เองที่มหฏิร โมฮัมมัด ได้มาบรรยายที่จุฬาและนำเสนออย่างชัดเจนถึงความจำเป็นที่จะให้การยอมรับถึงรากเหง้าที่เป็นสาเหตุของการก่อการร้าย  เธอกล่าวต่อไปว่าการนำเสนอของอันวาร์ยืนยันถึงความพยายามในการทำงานร่วมกันที่จะนำเสนอหนึ่งในรากเหง้าของความขัดแย้งของโลกที่มีผลกระทบกับพวกเราทุกคน

อันวาร์ได้ตอบรับข้อเสนอข้างต้นในการนำเสนอความคิดเห็นของเขาด้วยการยกย่องจิตวิญญาณแห่งความใจกว้างของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่อนุญาตให้มีการนำเสนอทัศนะต่างๆ ได้อย่างเสรี เป็นการแสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยส่งเสริมวาทกรรมที่มีเหตุผลในบรรยากาศของความเข้าใจซึ่งเป็นที่ต้องการอยู่ในประเทศต่างๆ ของพวกเรา

ด้วยการยกย่องรัฐบาลไทยเขาได้แสดงให้เห็นว่าตัวเขาเองก็เช่นกันที่เวลานี้เป็นอิสระที่จะกล่าวในสิ่งที่ต้องการจะกล่าวได้   แต่หากว่าเขามีตำแหน่งใดในรัฐบาล  อันวาร์กล่าว เขาก็จะต้องทำตามกฎเกณฑ์ของพิธีการต้อนรับและความถูกต้องทางการทูต

อันวาร์กล่าวต่อไปว่ามาเลเซียเป็นประเทศประชาธิปไตยมาโดยตลอด   มีการขับไล่รัฐบาลที่ฉ้อโกงผ่านการเลือกตั้งที่สงบและยุติธรรมและตัวเขาเองก็เคยถูกความยุติธรรมผ่านเลยไปด้วยการถูกจองล้างจองผลาญต้องจำคุกและถูกจู่โจม  ทั้งหมดนี้ชาวปาเลสไตน์ล้วนเผชิญมาแล้วทั้งสิ้น

เขากล่าวว่าแม้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะใกล้ชิดกับโลกมุสลิม  แต่มันก็ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาของชาวมุสลิมเท่านั้น มันเป็นเรื่องของความยุติธรรมและความเป็นมนุษย์  ความยุติธรรมที่อยู่เหนือพื้นที่ของชาติ ศาสนาและความแตกต่างทางเชื้อชาติ

ด้วยการวิพากษ์ “บรรดาผู้มีปัญญาของโลก” ที่ยอมให้การกดขี่ดำรงอยู่ต่อไป   อันวาร์ยังได้พูดถึงบทบาททางประวัติศาสตร์ของเจ้าอาณานิคมและความสลับซับซ้อน  ตลอดไปจนถึงอำนาจนำของมหาอำนาจในการเมืองแห่งการยึดครอง

เขาบอกว่าในปี 1948 เราพูดถึงการเมืองแห่งการยึดครอง   กระนั้นในปี 2018 เวสต์แบงก์และกาซาก็ยังคงถูกขืนใจต่อไป และดูเหมือนโลกจะเงียบเฉยและไม่อาจทำอะไรใดๆ ได้  เขากล่าวว่า สิ่งนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่ผู้นำของโลกพูดถึงเสรีภาพและความยุติธรรมจนนำไปสู่มายาภาพที่กำลังเติบโตพร้อมไปกับสันติภาพและความยุติธรรมด้วยเช่นกัน

ด้วยการนำตัวเองไปอยู่ร่วมกับชาวปาเลสไตน์เขากล่าวว่า “ผืนแผ่นดินของผมถูกยึดเอาไป  บ้านของผมถูกทำลายและลูกหลานถูกขับไล่   แล้วผู้คนคนหนึ่งคนใดของศาสนาใดๆ จะยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เล่า?   นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษยชาติ  พวกเขา (มหาอำนาจ) ได้เคยให้ความสนใจในเรื่องความยุติธรรมกันบ้างไหม?

เขาจึงวิจารณ์  การตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ให้ย้ายสถานทูตอิสราเอลไปยังนครเยรูซาเล็มอย่างรุนแรง “นี่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเนื้อที่แห่งผืนแผ่นดินหรือประวัติศาสตร์หรือกลไกทางการเมืองของบรรดาผู้นำ  เรากำลังพูดถึงชีวิตและอนาคตของพี่ชายและน้องสาวของเราที่ถูกทำให้ต้อยต่ำปีแล้วปีเล่า  ทศวรรษแล้วทศวรรษเล่าโดยไม่มีความหวังอันใกล้และการยุติลงของปัญหาที่แลเห็นได้

“ผมมีความเข้าใจโดยส่วนตัวถึงความทุกข์ทรมานและการทำร้ายร่างกาย (ชาวปาเลสไตน์) อย่างที่ตัวผมเคยถูกโจมตีจนใกล้จะตายมาแล้ว  ท่านจะต้องเข้าใจการต่อสู้และประวัติศาสตร์ทางสังคมก่อนที่ท่านจะอ้างไปถึงประเด็นปัญหาใดๆ ของความรุนแรงที่เกิดขั้น”

เขายังได้วิจารณ์สื่อระหว่างประเทศที่ใช้กระบวนการตำหนิเหยื่อ ในขณะที่การรวบผืนแผ่นดินยังคงมีอยู่ต่อไป  หมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่าถูกทำลายลง  ปฏิกิริยาของสื่อระหว่างประเทศก็เป็นอย่างที่เป็น นั่นคือการอ้างถึงแต่ความรุนแรงของชาวปาเลสไตน์

มีการปล้นชิงและการยึดเอาผืนแผ่นดินไปกลางวันแสกๆ แต่ท่านก็ยังเงียบ มีแต่พูดถึงความโหดร้ายและอาชญากรรมของผู้ที่ปกป้องตัวของพวกเขาเองอยู่ตลอดเวลา

รัฐบาลของประเทศอาหรับไม่อาจทำอะไรได้เลยเนื่องจากประชาธิปไตยและความยุติธรรมของตนเองที่ไม่สมดุล เมื่อเป็นเช่นนี้   เขากล่าว จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับโลกมุสลิมที่จะต้องทำบ้านตัวเองให้เป็นระเบียบเสียก่อนอย่างที่มาเลเซียส่งเสริมให้ทำ

เขายกตัวอย่างที่เป็นประเด็นทางกฎหมายด้วยการอ้างไปถึงอียิปต์  ซึ่งคนนับร้อยสามารถที่จะถูกส่งเข้าไปสู่การดำเนินคดีพร้อมๆ กันและถูกคำสั่งประหาร  มันเป็นความยุติธรรมชนิดไหนกันแน่  แล้วท่านจะปกป้องสิทธิของชาวปาเลสไตน์อย่างไรเมื่อท่านเองก็ไม่อาจปกป้องผู้คนของตนเองได้

อันวาร์ยังได้ให้ข้อสังเกตถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างปัญหาของชาวปาเลสไตน์และความโหดร้ายที่มีต่อชาวมุสลิมโรฮิงญาในเมียนมาและแปลกใจว่าผู้นำอย่างอองซานซูจี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับความนิยมและการสนับสนุนที่เวลานี้เงียบเฉยต่อการเมืองของการครอบครอง  ซึ่งเกิดในประเทศของตัวเอง

ถึงเวลาแล้วสำหรับประเทศในอาเซียนอย่างมาเลเซีย  อินโดนีเซียและประเทศอื่นๆ ที่ต้องพูดกันออกมาและจะต้องมีการขับเคลื่อนโดยจะต้องไม่มีการเมินเฉยอีกต่อไป  แล้วการเข้าเกี่ยวพันอย่างสร้างสรรค์คืออะไร ทำไมท่านจึงไม่เข้าไปแก้ไขปัญหาเมื่อท่านเห็นการยึดครองที่ชัดเจนอยู่แล้ว?

เช่นเดียวกับชาวปาเลสไตน์ เราจะต้องคุยกันให้มากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อยึดโยงกับการแก้ปัญหาที่มั่นคงเพื่อปกป้องชีวิตและความยุติธรรมของพวกเขา ใช่แล้วพวกเขาส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม  แต่ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากก็เป็นชาวคริสต์และพวกเขาก็เผชิญกับการเลือกปฏิบัติและความโหดร้ายและมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกับระบอบการแบ่งแยกผิวสี

เขาเรียกร้องให้เก็บเรื่องนี้ไว้ให้มีชีวิตด้วยการให้ข้อสังเกตว่านี่เป็นศักราช  “หลังช่วงเวลาแห่งความเป็นปกติสุข” ประเทศต่างๆ อย่างเช่นสหรัฐซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นป้อมปราการของการค้าเสรีและประชาธิปไตย ก็ไม่ได้เป็นอีกแล้ว   จีนซึ่งเคยปิดประเทศ   เป็นสังคมการปกป้องการค้าในเวลานี้กำลังโต้แย้งกันอยู่ในเรื่องการค้าเสรี “แม้แต่ในมาเลเซีย ที่ไม่มีใครคิดว่ามหฏิรกับอันวาร์จะทำงานร่วมกันได้?

ผู้ที่มาพูดคนสำคัญอีกคนหนึ่งในการสัมมนาครั้งนี้คือแอนไรท์ (Ann Wright) ทหารอเมริกันยศนายพันที่เกษียณอายุแล้ว แอน ไรท์ เป็นเจ้าหน้าที่ทหารและนักการทูต ซึ่งเป็นหนึ่งในอดีตเจ้าหน้าที่กลุ่มใหญ่ของสหรัฐที่ต่อต้านนโยบายของสหรัฐเอง  พวกเขาเข้าร่วมด้วยเสียงแหงสติสำนึก  โดยไม่เห็นด้วยกับสื่อสหรัฐและกลุ่มที่สนับสนุนไซออนิสต์อิสราเอล (pro-Israel Zionist lobby groups)  ด้วยการให้การสนับสนุนทางการเงินจำนวนมหาศาล  และสร้างอิทธิพลทางการเมืองอยู่ในรัฐบาลสหรัฐจน012กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่สืบทอดตามกันมาจนถึงปัจจุบัน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com