INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อันตรายหากไทย ”ติดกับดักหนี้” จีน

เกษม อัชฌาสัย

มีคนเตือนผมว่า ”กระต่ายตื่นตูม” ไปหรือเปล่า ที่ออกมาเขียนต้านจีนแบบไม่ดู ”ตาม้าตาเรือ” กลัวว่าจีนจะครอบงำไทย ในอนาคตมากไป

ผมตอบว่าไม่เสียหายหรอก ที่จะทำหน้าที่สื่อมวลชน ซึ่งสมควรจะต้องเตือนรัฐบาลให้อย่าได้”หลวมตัว”มากไปกับจีน ที่จะเอาเงินทุนมาล่อ ให้เราขอกู้จากเขา เอามาลงทุนต่าง ๆ จนเพลิดเพลินเจริญใจ กว่าจะรู้ตัวว่า”สายเสียแล้ว”จีนก็เข้ามาครอบงำไทย ชนิดเรียบร้อยโรงเรียน”สี จิ้นผิง”ไปแล้ว

ลองมาดูกันว่า ปัจจุบันนี้ชาติต่างๆ ในโลก ที่เข้าข่ายเป็นหนี้จีนท่วมหัว จนจีนสามารถเข้าไปช่วยบริหารกิจการบางอย่างแทนได้นั้น มีประเทศไหนบ้าง

ผมได้ข้อมูลนี้มา จากความพากเพียรพยายามเสาะหา เอามาอ่าน จากแหล่งข่าวชื่อ QUARTZ จะเชื่อได้หรือไม่ แค่ไหน อย่างไร โปรดพิจาณาครับ

เพราะมิได้ไปค้นหาจากแหล่งข้อมูล”ปฐมภูมิ”แล้วนำมาเขียนสด ๆ ทำได้แค่เพียงเอาที่เขาพรรณามา นำมาเล่าต่อ ก็เท่านั้น

ในการนี้ ใคร่เล่าย้อนหลังกลับไปว่า อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ”เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน”เคยตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับการให้กู้ของจีนไว้อย่างไร ก่อนที่ตัวเขา จะถูกประธานาธิบดีสหรัฐ”โดนัลด์ ทรัมพ์”ไล่ออกจากตำแหน่ง

เขากล่าวว่า :

”รัฐบาลปักกิ่งมักกระตุ้นให้(ชาติลูกหนี้)ทำสัญญากู้ที่ไม่โปร่งใส ใหกู้ยืมในลักษณะไล่ล่า ต่อรองในลักษณะฉ้อฉล เพื่อให้ติดกับดักหนี้สิน บั่นทอนความเป็นอธิปไตยของชาตินั้นๆลง จีนปฏิเสธการปล่อยกู้ระยะยาวและไม่ยอมปล่อยให้(ชาตินั้นๆ)เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน”

“การลงทุนของจีนมีแนวโน้มแก้ปัญหาช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานในอาฟริกา แต่ทำในลักษณะสร้างหนี้สิน จะมีบ้างที่ไปช่วยสร้างงาน แต่ก็ไม่กี่แห่งในชาติต่างๆ”

เมื่อปี ๒๐๑๗ ศรีลังกาตกเป็นหนี้จีนกว่า ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในที่สุดต้องมอบหมายให้บริษัทต่างๆ ของจีนเข้าควบคุมดูแลท่าเรือ

เมื่อปีที่แล้ว ๒๐๑๘ “จิบูตี”ประเทศที่ตั้งฐานทัพสำคัญของสหรัฐ ในอาฟริกา คิดจะมอบท่าเรือสำคัญอีกแห่งให้แก่บริษัทจีน ซึ่งมีโยงใยกับรัฐบาลปักกิ่ง ทำให้สหรัฐไม่สบายใจในท่าทีนี้

หลายคนเรียกพฤติกรรมการปล่อยกู้เช่นนี้ว่า “การวางกับดักหนี้ทางการทูต” ทั้งนี้ โดยเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยถูกอันหอมหวานสำหรับงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยซ่อนเหล็กในเอาไว้ในเบื้องต้นให้ต้องเจ็บปวดภายหลัง หากชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กๆ ใด ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยให้ลดลง เช่น กรณีศรีลังกา ต้องรู้สึกเสียดแทงด้วยความเจ็บปวด ในโครงการพัฒนา”ฮัมบันโตตา”(ในภาคใต้)ซึ่งมีการพัฒนาท่าเรือและท่าอากาศยานนานาชาติ แต่ท่าอากาศยานนานาชาติที่ว่า ก็ยังเปิดใช้ได้ไม่เต็มที่ เพราะไม่มีสายการบินนานาชาติไปลงใช้บริการ

จีนโดย”สี จิ้นผิง”นำเสนอนโยบาย”หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”เน้นเชื่อมโยงด้านพื้นฐานขนส่งและการติดต่อสื่อสารในภูมิภาคและพี้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมีผลต่อความเติบโตทางเศรษฐกิจและความร่วมมือ ทั้งนี้อาศัยชื่อ”เส้นทางสายไหม”เดิมในโบราณกาล เป็นแนวทางสร้างความฝันอันบรรเจิดร่วมกันฟื้นอดีต ให้กลายเป็นความจริง

แท้จริงแล้ว นโยบายนี้คือแรงบรรดาลใจของจีน ซึ่งมุ่งมั่นที่จะสร้างตนเองให้เป็นผู้นำการค้าโลกในอนาคต แต่จะต้องทำให้”หุ้นส่วน”ยอมรับนับถือว่า เป็นนโยบาย”วิน-วิน” คือต่างฝ่ายต่างได้ โดยไม่มีฝ่ายใดเสียหาย ในแง่ของการพัฒนาเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ โดยมีจีนเป็น”สารตั้งต้น”ให้ โดยเฉพาะในด้านจัดหาทุนสำหรับก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่ชาติไหนๆ ก็อยากจะได้

ว่าไปแล้วเป็นการเดินเกมช่วงชิงการนำ ในขณะที่สหรัฐลดความสำคัญของตนลงทางเศรษฐกิจโลก โดยจีนเข้ามาแทนที่”สุญญากาศ”ที่บังเกิดขึ้น แต่จีนก็ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาที่ว่ามีพฤติกรรมเป็นจักรพรรดินิยม เมื่อพิจารณาจากการสร้างหนี้ ให้แก่ชาติเล็กๆ ที่เข้ามามีหุ้นส่วนตามแนวคิดของจีน

“ศูนย์กลางเพื่อการพัฒนาโลก”องค์กรวิจัยอิสระ ไม่แสวงหาผลกำไร ได้วิเคราะห์สถานะที่เหนือกว่า ในการเป็นเจ้าหนี้ของจีนว่า จะเกิดขึ้นกับชาติที่เข้าร่วมในแผนลงทุนตามนโยบาย”หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” พร้อมกันนั้น ก็ระบุชัดเจนว่าปัจจุบัน มีอยู่แปดชาติที่จะรู้สึกตัวว่าอ่อนแอลง หากเทียบกับการตกอยู่ในภาวะหนี้สินตามปกติ

ชาติที่ว่านั้นได้แก่ จิบูตี,คีร์กิสถาน,ลาว,มัลดีฟส์,มองโกเลีย,มอนเตเนโกร,ปากีสถานและทาจิกิสถาน

โดยระบุสภาพหนี้ตามนโยบาย”หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”ที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ของแต่ละชาติ คร่าวๆ ไว้ ตามตัวเลขปี ๒๐๑๖ ดังต่อไปนี้

จิบูตี สูงกว่าร้อยละ ๗๕

ทาจิกิสถาน,ลาว ร้อยละ ๕๐

คีร์กิสถาน,มัลดีฟส์,มองโกเลีย ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐

ปากีสถาน,มอนเตเนโกร ต่ำกว่าร้อยละ ๒๕

ทั้งนี้ “ศูนย์กลางเพื่อพัฒนาโลก”ชี้แจงว่า ไม่สามาถระบุได้ชัดว่า หนี้สินที่ว่า จะส่งผลกระทบต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละชาติอย่างไร ในรายละเอียด เพราะยังจะต้องรวบรวมตัวเลขอื่นๆ อย่างรอบด้าน เพื่อนำพิจารณาประกอบ แต่ก็มีหลักฐานเพียงพอ ที่จะทำให้เกิดความกังวลในแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อสภาพนี้สิน ที่อาจบ่อนทำลายความพยายาม ในการการพัฒนาประเทศได้

ในอดีต จีนปฏิบัติต่อชาติลูกหนี้ชนิดที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่เคยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกู้ยืมสากล ที่กระทำกับชาติที่ยากจน แม้จะมีเหมือนกัน ที่บางทีจีนอาจทำเป็นลืมหนี้สิน แต่บางที ก็จะเข้าควบคุมพื้นที่พิพาท หรือโครงการก่อสร้างพื้นฐาน เพื่อเอามาบริหารเสียเอง เป็นการทดแทน

ครับ จึงนำเอาเรื่องที่อ่านเจอมานี้ มาเล่าสู้กันฟัง(อ่าน) เพราะเป็นห่วงเป็นใยว่า โครงการต่างๆ ไม่ว่าจะโครงการ”ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” รวมทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงสายต่างๆ ตามที่มีข้อตกลงรับการลงทุนจากจีนนั้น มีรายละเอียดในการตกลงกันรอบคอบมากเพียงไร ควรทบทวนหรือไม่เพียงไร แม้ในบางโครงการ จะเดินหน้าไปแล้ว

ไทยเราคงไม่ฝันเฟื่องอยากเห็น”เส้นทางสายไหม”เกิดใหม่ตามที่จีน”ตีม้าล่อ”ปลุกให้ตี่นตาตื่นใจเพราะเงินลงทุนเท่านั้น แต่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ อย่างเต็มที่ด้วย

ไม่ใช่ปล่อยให้ชาติเป็นหนี้ท่วมหัว แล้วสักวันหนึ่งจีนก็จะยื่นมือเข้ามาทำมาควบคุมงานเอง ชนิดที่เราพูดจาอะไรไม่ออก เพราะความพลั้งเผลอของรัฐบาลที่ไม่ทันเกมจีน

นี่ไงครับ”ภัยเหลือง”ในรูปแบบใหม่ ที่ต้องเตือนกันมา ก่อนที่จะเกิดปัญหาเป็นรูปธรรม จนไม่มีเวลาเสียใจ แก้ไขหรือป้องกัน ได้ทันท่วงที อย่างแปดชาติที่ยกตัวอย่างมาให้เห็น

เท่าที่เขียนมานี้ ผมขอยืนยันว่า ไม่ได้ประพฤติตนแบบ”กระต่ายตื่นตูม”นะครับ พี่น้อง…..

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com