ตบมือข้างเดียวไม่ดัง

“ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” เป็นสำนวนที่คนไทยคุ้นเคย มีความหมายว่า ทำอะไรฝ่ายเดียวย่อมไม่เกิดผล หรือ ถ้าอีกฝ่ายไม่ร่วมมือด้วย ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาทิ ถ้าฝ่ายหนึ่งต่อว่าด่าทอ แต่อีกฝ่ายนิ่งเงียบ การทะเลาะวิวาทกันย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ นัยยะที่ซ่อนอยู่ก็คือ การทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นได้ ก็เพราะทั้งฝ่ายเข้าไปผสมโรงด้วย ดังนั้นจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียหมด ย่อมไม่ได้
จะว่าไปแล้ว “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” เป็นอุปมาที่ใช้ได้แม้กระทั่งกับความทุกข์ โดยเฉพาะความทุกข์ใจ กล่าวคือมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยสองปัจจัยร่วมด้วยเสมอ ได้แก่ ปัจจัยภายนอก และ ปัจจัยภายใน หากมีแค่ปัจจัยภายนอก แต่ปัจจัยภายในไม่ร่วมมือด้วย ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้
คนส่วนใหญ่เมื่อเกิดความทุกข์ใจ มักโทษสิ่งภายนอก เช่น คำพูดหรือการกระทำของใครบางคน ทรัพย์สมบัติที่สูญหาย หรือแม้กระทั่งดินฟ้าอากาศ แต่ลืมไปว่า หากใจของตนไม่ผสมโรงด้วย ความทุกข์ใจย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เลย เช่น ไม่ว่าใครจะต่อว่าด่าทอเรา ถ้าเราไม่สนใจคำพูดของเขา หรือไม่เก็บเอามาตอกย้ำซ้ำเติมตนเอง ใจก็ยังเป็นปกติอยู่ได้ เงินหายหรือถูกคนโกง หากไม่คิดถึงมัน จะเศร้าเสียใจได้อย่างไร
บุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งก็ต่อเมื่อเราสูบมัน แม้คาบมันไว้ในปากบุหรี่ก็ยังทำให้เราเป็นมะเร็งไม่ได้หากเราไม่ได้จุดมัน การจุดบุหรี่คือการยินยอมให้มันทำร้ายร่างกายเราฉันใด การหวนคิดถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านไปแล้ว หรือนึกถึงสิ่งแย่ ๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็คือการเปิดทางให้มันทำร้ายจิตใจเราฉันนั้น
ไม่มีใครขโมยความสุขไปจากใจเราได้หากเราไม่ยินยอมพร้อมใจ ไม่มีใครยัดเยียดความทุกข์ใจให้แก่เราได้หากเราไม่เปิดทางให้เขา เสียงดังแค่ไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้หากเราไม่ร่วมมือด้วย
ครั้งหนึ่งหลวงปู่บุดดา ถาวโร ได้ไปฉันเพลที่บ้านโยมในกรุงเทพ ฯ เมื่อฉันเสร็จ เจ้าภาพนิมนต์ท่านพักผ่อนก่อนจะกลับวัดที่สิงห์บุรี ระหว่างที่ท่านเอนกายอยู่นั้นมีเสียงดังจากห้องที่อยู่ติดกัน เจ้าของเป็นอาซิ้มซึ่งชอบสวมเกี๊ยะไม้ เวลาเดินจึงส่งเสียงดังมาถึงห้องของหลวงปู่ ลูกศิษย์ซึ่งนั่งอยู่ในห้องหลวงปู่รู้สึกรำคาญเสียงเกี๊ยะ จึงบ่นขึ้นมาว่า “แหม เดินเสียงดังเชียว”
หลวงปู่แม้จะหลับตาอยู่แต่ก็รับรู้ตลอด จึงพูดเตือนว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดี ๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง”
ลูกศิษย์หลวงปู่โทษเสียงเกี๊ยะว่าเป็นตัวการทำให้ทุกข์ใจ หารู้ไม่ว่าเป็นเพราะใจของตนไปให้อำนาจแก่เสียงเกี๊ยะต่างหาก ความทุกข์จึงเกิดขึ้น
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เมื่อมือไม่มีแผล บุคคลจะจับต้องยาพิษก็ได้ ยาพิษนั้นไม่สามารถทำอันตรายได้” หมายความว่าทุกครั้งที่ความทุกข์ใจเกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะใจเรามีส่วนร่วมด้วยเสมอ อย่างน้อย ๆ ก็เปิดทางให้ปัจจัยภายนอกมาทำร้ายจิตใจของเรา
อะไรทำให้เราเปิดทางหรือยินยอมให้สิ่งต่าง ๆ สร้างความทุกข์ใจแก่เรา คำตอบก็คือ ความลืมตัว ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบเสียงเกี๊ยะ แต่ทำไมยังเอาหูไปรองเกี๊ยะ ทั้ง ๆ ที่เกลียดชังคำต่อว่าด่าทอ แต่ทำไมใจยังนึกถึงมันไม่เลิกรา นั่นเป็นเพราะไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติ ก็ลืมตัว จึงจดจ่อหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ ครั้นทำแล้วเป็นทุกข์แต่ทำไมจึงยังไม่ยอมเลิก ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ แต่ก็ไม่หยุดคิดเสียที นั่นก็เพราะลืมตัว ขาดสติ นำไปสู่การติดยึดอย่างเหนียวแน่น
หินก้อนใหญ่ แม้จะหนักเพียงใด ถ้าไม่แบกมันเอาไว้ ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยแบกหินเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่บ่นว่าเหนื่อย แต่ก็ไม่ยอมปล่อยเสียที ผู้คนเหล่านี้พากันโทษว่าหินหนัก แต่ลืมถามตนว่า แบกมันทำไม เพียงแค่ปล่อยมันลง ความเหนื่อยก็มลายหายไป
นายตำรวจคนหนึ่งทุกข์ใจมาก เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้านาย ซ้ำยังถูกเพื่อน ๆ กลั่นแกล้งเพราะไม่กินตามน้ำกับเขา จึงมาปรับทุกข์กับหลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านฟังนายตำรวจผู้นั้นบ่นหลายสิบนาที ปัญหาแล้วปัญหาเล่าไหลหลั่งพรั่งพรูออกมาเพราะอัดอั้นมานาน หลังจากที่เขาระบายจบ ท่านก็ชี้ไปที่หินก้อนใหญ่หน้ากุฏิท่าน
“เห็นหินก้อนนั้นไหม”
“เห็นครับ”
“หนักไหม”
“หนักครับ”
“คุณแบกไหวไหม”
“ไม่ไหวครับ”
“ถ้าไม่ไหว ก็อย่าไปแบกมัน”
ถึงตรงนี้นายตำรวจผู้นั้นก็ได้สติ เขาเพิ่งรู้ตัวว่าที่ตนทุกข์หนักไม่ใช่เพราะใครหรืออะไรอื่น แต่เป็นเพราะตนเผลอแบกปัญหาต่าง ๆ เอาไว้เอง
สตินั้นช่วยให้ไม่ลืมตัว ทำให้ไม่เผลอแบกของหนัก รู้จักวางเมื่อรู้สึกเหนื่อย ไม่เอาคำต่อว่าด่าทอมาเป็นอารมณ์ เมื่อใดที่เผลอคิดถึงเหตุร้ายที่กลายเป็นอดีตไปแล้ว ก็รู้ตัว แล้ววางมันลงได้ ดังนั้นแม้จะเสียเงิน แต่ใจไม่เสีย ช่วยให้สุขภาพและงานการไม่เสียตามไปด้วย
เมื่อใดที่มีสติ ใจจะไม่เผลอพุ่งออกไปข้างนอก และโทษสิ่งรอบตัวว่าเป็นตัวการทำให้เราทุกข์ แต่จะกลับมารู้เท่าทันตนเอง ไม่เปิดทางหรือยินยอมให้ใครหรืออะไรมายัดเยียดความทุกข์แก่เราได้
เมื่อใจเราไม่เปิดทางหรือยินยอมเสียอย่าง ไม่ว่าใครจะทำอะไรเรา ก็มิอาจสร้างความทุกข์ใจแก่เราได้ เพราะตบมือข้างเดียวจะมีเสียงดังได้อย่างไร







