INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สงครามอินเดีย-ปากีสถาน เป็น โอกาสทองของพ่อค้าอาวุธรายใหญ่

ทหารประชาธิปไตย

คงทราบกันดีว่าสงครามระหว่างอินเดียกับปากีสถานนั้น มีสาเหตุมาจากการพิพาทเรื่องแคว้นแคชเมียร์ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่ผู้ปกครองเป็นฮินดู ครั้นเมื่อมีการแยกประเทศกัน เมื่ออังกฤษให้เอกราช แต่ก็มีสาเหตุทำให้แคว้นนี้ตกไปเป็นของอินเดีย จึงกลายเป็นปัญหาคาราคาชังมาจนทุกวันนี้

แต่ในอีกด้านหนึ่งการเกิดการสู้รบหรือสงครามในที่ต่างๆ ย่อมเป็นโอกาสอันดีแก่พ่อค้าขายอาวุธ ซึ่งเจ้าใหญ่ในโลกอันดับ 1 ก็คือ สหรัฐฯและอันดับ 2 คือ รัสเซีย มีอังกฤษตามมาเป็นที่ 3 ส่วนฝรั่งเศสกับเยอรมันตามมาห่างๆ ที่เบียดแทรกตัวเข้ามาอยู่ 1 ใน 10 ก็เห็นจะเป็นอิสราเอลที่พยายามหารายได้เข้าประเทศด้วยการขายอาวุธและโดรน ซึ่งอินเดียเป็นลูกค้ารายใหญ่ในการซื้อโดรนจากอิสราเอล ส่วนไทยนั้นติดหางเลขเพราะส่งชิ้นส่วนไปขายให้อิสราเอลเป็นจำนวนมาก ถือได้ว่าเป็นลูกค้าสั่งซื้อชิ้นส่วนโดรนรายใหญ่ของไทย

อย่างไรก็ตามขอกลับมาพูดเรื่องพ่อค้าอาวุธรายใหญ่ คือ สหรัฐฯซึ่งพยายามบุกตลาดอินเดีย ด้วยวัตถุประสงค์ใหญ่ 2 ประการ คือหนึ่งเพื่อพยายามลดอิทธิพลของรัสเซีย ซึ่งมีความสัมพันธ์อันยาวนานกับอินเดีย ตั้งแต่ยังเป็นสหภาพโซเวียต

ขณะที่ปากีสถานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ จนเมื่อไม่นานมานี้ก็เกิดการขัดแย้งกันหลายเรื่อง จนปากีสถานหันไปสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน ซึ่งมีการริเริ่มโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น ท่าเรือน้ำลึก และทางหลวงสายโคราโครัมเชื่อมระหว่างจีนกับปากีสถาน แต่ปากีสถานก็ไม่ค่อยจะมีความสุขนัก ที่ต้องกู้เงินจีนมาพัฒนาประเทศเพราะจีนบีบคั้นหลายอย่าง ล่าสุดจึงต้องหันไปพึ่งซาอุดิอารเบียในการกู้เงินหลายหมื่นล้าน

            ส่วนสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทล็อคฮีท มาติน ผู้ผลิตเครื่องบินรบกำลังเปิดการเจรจาที่จะขายเครื่องบินรบให้อินเดียในปีนี้และปีหน้า เป็นจำนวนถึง 114 ลำ แต่ก็มาเกิดเหตุเสียก่อนเนื่องจากเครื่องบิน F-16 ของปากีสถานมาถูกเครื่องบินมิก 21 ไบสันของอินเดียยิงตกในดินแดนปากีสถาน ทั้งๆที่มิก 21 เป็นเครื่องบินรบรุ่นเก่าตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม ปัจจุบันเครื่องบินมิกได้พัฒนาไปถึงรุ่น 35 แล้ว รัสเซียจึงคาดหวังที่จะขายมิก 35 แข่งขันด้วย ทำให้ข้อเสนอของสหรัฐฯต้องถูกทบทวน

จริงอยู่สมรรถนะของเครื่องบินเป็นปัจจัยหนึ่งในการยุทธทางอากาศ แต่ความสามารถของนักบินก็เป็นปัจจัยสำคัญ กระนั้นความต่างศักยภาพขนาดนี้ไม่น่าจะทำให้มิก-21 มีความได้เปรียบ F-16 เลย

พลอากาศโทมานโมฮาน บาฮาเดอร์ ถึงกับอุทานด้วยความตื่นเต้น เป็นไปได้ไงที่เครื่องบินรุ่นโบราณของอินเดียที่ซื้อจากโซเวียตรัสเซียจะสามารถยิง F-16 ตก แล้วมันจะเป็นอย่างไรหากจะมีการซื้อเครื่องบินรบจากสหรัฐฯถึง 114 เครื่อง

ล็อคฮีท มาติน ได้นำเสนอต้นแบบของเครื่องบินรุ่นใหม่ คือ F-21 ในการแสดงการบินที่อินเดีย ซึ่งคือรุ่นที่ปรับปรุง F-16 Block 70

แต่เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ ก็ทำให้รัสเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งขันในการขายอาวุธกับสหรัฐฯมาอย่างคู่คี่ มีอาการยินดีปรีดา เพราะขนาดเครื่องบินรุ่นเก่ายังสามารถยิงเครื่องบินที่ทันสมัยตกได้ ก็แสดงว่าอาวุธของรัสเซียย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าคุ้มค่าเงิน นี่ยังไม่นับดีลที่อินเดียให้ความสนใจที่จะซื้อมิสไซร์ S-400 จากรัสเซีย ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นตุรกี ซีเรีย และแม้แต่จีน เพราะเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพในการต่อต้านการโจมตีทางอากาศ เหนือกว่าแพททริออทของสหรัฐฯ

อินเดียเริ่มโครงการที่จะจัดซื้อเครื่องบินรบตามแผนที่เรียกว่า Strategic Partnership Program ในปี 2018 โดยมีบริษัท 6 บริษัทเข้ามาร่วมรายการที่จะนำเสนอเครื่องบินรบ 114 ลำ ซึ่งในจำนวนนี้มีบริษัทของสหรัฐฯ 2 บริษัท คือ โบอิ้ง และล็อคฮีท ส่วนของฝรั่งเศส Dassault Aviation ส่วนสวีเดนคือบริษัท Saab ในส่วนของรัสเซีย บริษัท United Aircraft แต่ในระยะต่อมาก็นำเสนอ MIG-35 โดยบริษัท Mig Aircraft Corporation และมีความมั่นใจว่าบริษัทของตนจะต้องชนะการประมูล เพราะด้วยคุณภาพของเครื่องบินและด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่าถึง 20% เมื่อเทียบรุ่นกับเครื่องบินในระดับเดียวกัน แล้วผู้ซื้อจะจ่ายแพงกว่าทำไม

สำหรับประเทศไทยแต่ดั้งเดิม เราจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ส่วนใหญ่จากสหรัฐฯ แต่หากจะเปรียบเทียบกันแล้วอาวุธประจำกายของทหารราบคือ M-16 นั้นเมื่อเทียบกับ Arka ของรัสเซียนั้น ความทนทานต่างกันมาก การซ่อมบำรุงก็ถูกกว่า แถมราคาก็ต่ำกว่ามาก

ครั้นมาปัจจุบันเราเริ่มถอยห่างจากสหรัฐฯ แล้วหันมาซื้ออาวุธจากจีนเป็นจำนวนมาก เช่น รถถัง ยานยนต์หุ้มเกราะ เรือดำน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ต้องบอกว่าสินค้าพวกนี้ของจีนถูกกว่ามาก แต่คุณภาพก็พอกับราคา

ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือเราไม่เคยดำเนินการที่จะผูกพันสัญญาการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กับการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยี หรือการค้าต่างตอบแทน คือเงื่อนไขให้ซื้อสินค้าไทย เหมือนที่มาเลเซีย และอินโดนีเซียทำเลย ทั้งๆที่มีการนำเสนอโดยฝ่ายวิชาการที่ได้ไปศึกษาในต่างประเทศมาแล้ว และยุทโธปกรณ์บางชนิด ก็สามารถผลิตในประเทศไทย แถมส่งออกได้ด้วย โดยบริษัทเอกชน วังเวงจังครับ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com