ขอให้ขันติธรรมจงมีแก่ทุกท่าน

เกษม อัชฌาสัย
ผมชักไม่แน่ใจว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ จะบรรลุผลถึงการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคการเมืองได้หรือไม่ หรือจะล้มลงกลางคัน (ทั้งนี้ จากการผลพวงของรัฐธรรมนูญฉบับคสช.ที่วางแผนไว้อย่างแนบเนียน รวมทั้งการจัดตั้งพรรค”พลังประชารัฐ”ที่หนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี)
ถ้าพรรคการเมืองใดจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ต้องให้รัฐสภาเลือก”นายกฯคนนอก”ขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลแทน
ความไม่แน่ใจยิ่งมีมากขึ้น เมื่อล่าสุด มีหมายเรียกจากตำรวจ ให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค”อนาคตใหม่”ซึ่งได้คะแนนเสียง(ป๊อบปูลาร์ โหวต)อย่างไม่เป็นทางการมาเป็นที่ ๓ (ที่ ๖,๒๖๕,๙๕๐ เสียง)ไปให้ปากคำในข้อหาทางอาญา ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า หากมีการจับกุม บางที่จะเกิดการชุมนุมเรียกร้อง ให้ปล่อยตัว ซึ่งหวั่นว่าจะเกิดการลุกลามเป็นการประท้วงใหญ่
ในอีกทางหนึ่ง ก็มีนักเคลื่อนไหว รณรงค์เข้าชื่อ เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ โดยกล่าวหาว่าการจัดการเลือกตั้ง มีข้อน่าสงสัยหลายอย่าง อันอาจจะเข้าข่ายโกงเลือกตั้ง แต่กกต.ก็ยังคงทำงานตามปกติ ในการตรวจตราว่า จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมเขตไหนหรือไม่ จะใช้หลักการใดคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค ก่อนจะประกาศผลการเลือกตั้งภายในวันที่ ๙ พฤษภาคม
ที่จะต้องไม่ลืมก็คือ ไฟแห่งความเร่าร้อนทางการเมือง ยิ่งกระพือโหมขึ้น เมื่อนายทักษิณ ชิณวัตร อดีตนักการเมือง ที่โดนข้อหาโกงหลายคดีและหนีการลงโทษ กล่าวหาคสช.ผ่านบทความในหนังสือพิมพ์”นิวยอร์ก ไทมส์”ว่าทหารแทรกแซงการเลือกตั้ง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ โกงเลือกตั้งนั่นเอง
ที่กล่าวมาแล้วนี้ ล้วนเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันในสื่อมวลชนในรายละเอียดอย่างร้อนแรง จนกลายเป็นฝักเป็นฝ่ายกันไปแล้ว ระหว่างสื่อที่อ้างว่าหนุนฝ่ายประชาธิปไตย(แต่หลักๆหนุน”ทักษิณ”)กับสื่อที่เข้าข้างความมั่นคงปลอดภัยของชาติ (ซึ่งมีผลเท่ากับหนุน คสช.โดยตรง)
ในขณะที่ฝ่ายที่ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย คือพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก เพราะพ่ายแพ้เลือกตั้งคราวนี้ อย่างไม่เป็นท่า ได้ไม่กี่ที่นั่ง เพราะไม่คิดจะปรับตัวให้ทันสมัย ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่ก็ยังคงจะดำรงตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อต่อไป
พร้อมกันนั้น ก็มีแรงกดดัน จากภายนอกในระดับสากล โดยเฉพาะจากโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น สหภาพยุโรป(อียู)อังกฤษฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา กดดันให้ไทยประกาศผลเลือกตั้งโดยเร็ว ซึ่งก็เป็นไปตามเชื่อฝังหัวของกลุ่มนิยมลัทธิประชาธิปไตย (ไม่เห็นระบอบอื่นที่ต่ำกว่ามาตรฐานตน อยู่ในสายตา) ด้วยเกรงว่าการโกงผลเลือกตั้งจะขยายตัว
เราในฐานะคนไทย ก็ได้เตือนพวกเขาว่า “อย่ามาเผือก”
โดยเฉพาะกลุ่มต่างๆที่มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมือง อาจได้แรงยุแยงจากต่างชาติ ให้สร้างความรุนแรงเข้าไว้ ยิ่งสร้างความแตกแยกได้เท่าไร ก็จะเป็นสิ่งดีสำหรับเขา โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยยุแยงตะแคงรั่วมาแล้วในหลายประเทศ รวมทั้งไทยในอดีต เพราะเขาอยากได้รัฐบาล ที่คล้อยตามสหรัฐ ที่มีความต้องการใช้ไทยเป็นฐานทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีและเขาก็ได้พยายามทำมาแล้ว ตั้งแต่ สมัยนายกรัฐมนตรี”ยิ่งลักษณ์”
แต่พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ออกมาแจกแจงรวมๆ ว่า เราจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเรา (คนอื่นไม่เกี่ยว)
อย่างไรก็ดี ผมหวังว่า การเลือกตั้งทั่วไปคราวนี้ จะผ่านพ้นไปด้วยดี และคงจะได้รัฐบาลมาบริหารประเทศจนได้ในที่สุด โดยสงบ ไม่เกิดเรื่องร้ายเช่น ความวุ่นวาย จลาจล หรือเกิดรัฐประหาร
คาถาก็คือ ต้องใช้ความอดทนกันให้มาก ด้วย”ขันติ นะ ขันติ”ทั้งนักการเมืองและทหารที่ออกมาแสดงตัวตนชัดเจนขึ้น ทั้ง ในแง่กฎหมายและเอาสีข้างเขาถู ชนิดที่ท้าทายกันโจ๋งครึ่ม
รวมทั้งนักเชียร์ข้างเวที ในสื่อสังคมที่ดูจะยั่วยุกันชนิดที่หนักข้อขึ้นทุกวัน
เห็นหรือไม่ครับ ผมไม่เขียนเข้าข้างไหน นอกจากเขียนทุกอย่างเพื่อความมั่นคงของชาติ
ไม่เคยคิดจะไปตอบโต้กับใครๆ ทั้งสิ้น แต่เขียนเพื่อความสามัคคีปรองดอง
จบห้วนๆ แค่นี้ครับ







