“ทรัมพ์” บีบอิหร่านต้องการอะไร

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐ”โดนัลด์ ทรัมพ์” เล่นเอาเถิดเจ้าล่อ ทำสงครามการค้ายกใหม่กับจีน ด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉิน”คว่ำบาตร”บริษัทอเมริกัน มิให้ใช้เทคโนโลยีและบริการสื่อสารโทรนาคมของบริษัทซึ่งสหรัฐเชื่อว่า เป็นภัยต่อความมั่นคง แต่เป้าหมายจริงๆ คือการ”แบน”บริษัทหัวเหว่ยของจีนนั้น ก่อความวิตกและไม่พอใจขึ้นกับผู้ใช้บริการและผลิตภัณฑ์ของ”หัวเหว่ย”ไปทั่วโลก เพราะไม่รู้ชาตากรรมในระยะยาว ว่าจะเป็นอย่างไร
จากนั้นก็มีข่าวตามมาว่า จีนจะตอบโต้ ด้วยการสั่งห้ามเนื้อหมูจากสหรัฐ ๓,๐๐๐ ตัน
ในอีกทางหนึ่ง “ทรัมพ์”เดินหน้าแผนขยายกิจการค้าอาวุธ โดยใช้สงครามเป็นเครื่องมือ ในตะวันออกกลาง เพื่อให้ดูสมจริงสมจัง ทั้งนี้ หลังจากที่สหรัฐตกลงขายอาวุธต่างๆ ให้แก่ซาอุดีอาระเบีย ไปเมื่อปีที่แล้ว มูลค่า๑๗,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ โดยใช้อิหร่านเป็น”เป้าล่อ”ให้ชาติต่างๆ สนใจซื้ออาวุธสหรัฐ หากเกิดสงครามโชว์ศักยภาพของอาวุธที่ว่าในการสู้รบที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นสงครามที่เกิดขึ้นกับอิหร่านโดยตรง หรือกับพันธมิตรของอิหร่าน ในแถบนั้น
เพื่อความสมจริงดังที่ว่า จะจัดการกับอิหร่าน สหรัฐได้ส่งหน่วยโจมตีทางอากาศ อันได้แก่ฝูงบินทิ้งระเบิดขนาดหนัก”บี ๕๒”ซึ่งเคยใช้ในสงครามอินโดจีน ไปประจำการในฐานะหน่วยรบเฉพาะกิจที่สนามบิน”นัฆละห์”ในประเทศกาตาร์ บนฝั่งตะวันออกของอ่าวเปอร์เซีย
ทั้งยังส่งขีปนาวุธ”แพททริออต”ไปติดตั้ง โดยอ้างว่า หากหน่วยทหารอเมริกันหรืออะไรก็ตามที่เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐถูกโจมตี สหรัฐก็จะตอบโต้อย่างสาสม
ที่ดูน่ากลัวมากก็คือส่งกองเรือโจมตี มีเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เป็นเรือธง นำกลุ่มเรือสนับสนุนอีกหลายลำ แล่นผ่านคลองสุเอซ เข้าไปประจำการ ทำทีทำท่า พร้อมโจมตีครั้งใหญ่ สร้างความหวั่นไหว แก่ผู้คนไปทั่วโลก ว่าอาจจะเกิดสงครามใหญ่ในเร็ววัน
เพื่อให้ดูสมจริงมากยิ่งขั้น เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดี”โดนัลด์ ทรัมพ์”แห่งสหรัฐ ก็ประกาศขึงขังว่า “เกิดสงครามขึ้นมาเมื่อไร เมื่อนั้นความเป็นอิหร่าน ก็จะสิ้นสุดลง”
การเตรียมตัวทำสงครามของสหรัฐครั้งนี้ เกิดจากอะไร
๑ เกิดจากเหตุการณ์ปัจจุบัน ซึ่งก็คือ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา(๑๗ พค.)เกิดการโจมตีท่อลำเลียงน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย โดยการใช้ “โดรน” ซึ่งซาอุดีอาระเบียอ้างว่า ฝ่าย”กบฏฮูธี”ในเยเมน ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลอิหร่าน พร้อมกันนั้น หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งซึ่งเป็นพันธมิตรกับทางการซาอุฯ ก็ได้เรียกร้องให้สหรัฐโจมตีอิหร่านเป็นการตอบโต้
ก่อนหน้านั้น เกิดเหตุการณ์ยิงจรวดโจมตี”โซนสีเขียว”อันเป็นเขตปลอดภัยที่สุดของกรุงแบกแดดและเป็นย่านที่ตั้งสถานทูต สหรัฐจึงยกระดับการคุกคามเพิ่ม และสั่งถอนเจ้าหน้าที่ทางการทูตออกจากอิรัก เนื่องจากได้รับข่าวกรองมาว่า กองกำลังที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน จะเข้าตี
แต่ทั้งหมดนี้ ทางการอิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น
๒ เหตุการณ์ก่อนหน้า อันเกิดจากกรณีที่สหรัฐโดย”ทรัมพ์”ถอนตัวออกจากข้อตกลงระยะยาวกับอิหร่านที่เรียกว่า Joint comprehensive plan action หรือ”แผนครอบคลุมปฏิบัติการร่วม”ว่าด้วยโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านกระทำกับชาติมหาอำนาจ + ๑ คือสหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน รัสเซียและเยอรมนี โดยสหรัฐมิได้ให้เหตุผลอะไรที่ชัดเจน ในการถอนตัว นอกจากว่ากันว่า ข้อตกลงดังกล่าว ”ไม่แข็งแรงพอ”ที่จะควบคุมอิหร่านได้จากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ตามข้อตกลงนี้ อิหร่านรับปากจะจำกัดกิจกรรมพัฒนานิวเคลียร์อันอ่อนไหวเอาไว้ และยินยอมให้นานาชาติเข้าตรวจสอบได้ โดยแลกเปลี่ยนกับการยกเลิกมาตรการลงโทษ(อิหร่าน)ทางเศรษฐกิจ
แต่เมื่อสหรัฐถอนตัว สหรัฐก็หันกลับมาลงโทษอิหร่านทางเศรษฐกิจต่อแบบเดิม สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐไม่ได้ไว้วางใจอิหร่าน ซึ่งทำให้อิหร่านทำท่าหันกลับไป พัฒนานิวเคลียร์บางส่วนต่อ
จนในที่สุด “ทรัมพ์”เล่นเกมโต้กลับหนักขึ้น ออกประกาศให้ถือว่า กองกำลังปฏิวัติของอิหร่าน เป็นองค์การก่อการร้ายและหลังสุด เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายนที่ผ่านมา สหรัฐประกาศว่า ชาติใดๆก็ตาม ที่นำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน จะถูกสหรัฐลงโทษ(sanction) ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการตัดมือตัดตีนอิหร่าน ในการทำมาค้าขายกับชาติต่างๆ โดยตรงซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจภายในแน่นอน
สภาพการณ์ทั้งหมดนี้ จึงมีความชัดเจนว่า สหรัฐกำลังพยายามบีบคั้นและยั่วยุให้อิหร่านเปิดสงครามก่อน จะได้ฉวยโอกาสยึดครองประเทศไว้อย่างที่กระทำกับอิรัก เพราะมีข่าวหลุดออกมาแล้วว่า งานนี้ สหรัฐเตรียมกำลังพลเอาไว้ ถึง ๒๐๐,๐๐๐ นาย
ส่วนสหรัฐจะได้ผลประโยชน์อะไร เป็นการตอบแทนนั้น ลองคาดหมายกันดู
ฉะนั้น ไม่ว่าอิหร่านทำสงครามกับสหรัฐหรือไม่ สหรัฐโดยการนำของ”ทรัมพ์”จึงมีแต่ได้เปรียบ
อย่างไรก็ตาม “ทรัมพ์” ได้เปิดทางออกเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ว่า ตัวเขายินดีเจรจาข้อตกลงใหม่ หากอิหร่านรับปากจะระงับโครงการพัฒนาขีปนาวุธ และยุติบทบาทที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งคงหมายถึงการสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ให้เลิกทำสงครามท้องถิ่นกับรัฐบาลในประเทศนั้นๆ (หรือในประเทศอื่น)
แต่อิหร่านก็ยืนกรานว่า การเจรจาข้อตกลงใหม่ นั้น ไม่มีทางทำได้แน่นอน คือหมายความว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อให้เช่นที่เคยเป็นมาอีกแล้ว
จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า งานนี้อิหร่านจะแก้เกม”การทูตเรือปืน”ของสหรัฐได้อย่างไร
ใครรู้ ช่วยอธิบายให้เข้าใจหน่อยเถิดครับ ผมเดาไม่ออกจริงๆ
ภาพจาก ir.sputniknews







