คิดถึงคานธี

คิดถึงคานธี
จรัญ มะลูลีม
คราใดก็ตามเมื่อสังคมโลกเต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรง การดูหมิ่นศาสนาและการถือเผ่าพันธุ์ผมก็มักจะคิดถึงมหาตมะคานธี บิดาของอินเดีย ซึ่งชีวิตทั้งชีวิตของคานธีได้อุทิศให้แก่การต่อสู้เพื่อมวลชนของอินเดียให้หลุดจากแอกการปกครองของอังกฤษ และการได้มาซึ่งความปรองดองระหว่างศาสนา และการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ผมจำได้ว่าผมได้เขียนเรื่องของคานธีร่วมกับ อ.ดร.กิติมา อมรทัต ซึ่งตีพิมพ์ในมติชนรายวันนานมาแล้ว ความคิดของคานธีว่าด้วยการหาทางยุติความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยการอดอาหาร จึงยังคงเป็นวิธีการที่ยังมีความน่าสนใจและยังทรงพลังอยู่เสมอ ผมจึงขอนำเอามาสรุปนำเสนอดังต่อไปนี้
ตลอดชีวิตของคานธี คานธีอดอาหารหลายครั้ง เมื่อปี 1924 คานธีอยู่ในคุกเพราะถูกพิพากษาให้ติดคุก 6 ปี เนื่องจากข้อหาว่าสั่งสอนให้ประชาชนคิดกบฏต่อรัฐบาลอังกฤษ โดยการเขียนบทความปลุกปั่น 3 บทความด้วยกัน
ระหว่างเวลา 22 เดือนที่คานธีอยู่ในคุก สถานการณ์ทางการเมืองของอินเดียได้เลวลงไปเป็นอย่างมาก จากการที่ชาวอินเดียเคยร่วมมือกับคานธีในขบวนการ “ไม่ให้ความร่วมมือ” กับรัฐบาล (อังกฤษ) ก็ได้มีคนจำนวนมากค่อยๆ กลับไปทำงานร่วมกับรัฐบาลอังกฤษ (ในอินเดีย) เช่นทนายความหลายคนกลับไปทำงาน เด็กชายหญิงนับร้อยๆ กลับไปเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลอีก มิหนำซ้ำผู้นำของชาติจำนวนหนึ่งอาทิเช่น โมดิลาล เนห์รู บิดาของยาวะหะระลาล เนห์รู และซี.อาร์.ดาส ได้ตัดสินใจเข้าร่วมในสถาบันกฎหมายอีก
คานธีไม่เห็นด้วยเพราะตัวของคานธีเองยังมีความไม่เชื่อถือในรัฐบาลนั้นเป็นอย่างมาก แต่คนส่วนมากไม่มีความสามารถที่จะทำตามคำเรียกร้องของวิธีการ “ไม่ให้ความร่วมมือ” ของคานธี คานธีเห็นว่าอารมณ์ที่ปรวนแปรโลเลของประชาชนเช่นนี้ย่อมทำให้การบอยคอตรัฐบาลของคานธีไม่มั่นคง คานธีจึงถอนตัวออกจากการเมืองในความหมายปกติและเข้าไปเล่นการเมืองในความหมายของคานธีเอง คือการยกระดับประชาชนให้สูงส่งขึ้น
เรื่องหนึ่งที่คานธีเป็นห่วงที่สุด ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิมในอินเดีย (คือสมัยก่อนที่อินเดียจะแยกเป็นปากีสถาน) เพราะหลังจากคานธีกลับมาจากแอฟริกาใต้มาอินเดียเมื่อปี 1915 (พ.ศ.2458) คานธีก็ได้ตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างชาวอินเดียสองศาสนานี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับอนาคตของอินเดีย
คานธีจึงได้พยายามทะนุบำรุงความสัมพันธ์ที่ดีนั้นไว้ โดยการเขียนบทความเรื่อง “ความตึงเครียดระหว่างฮินดูกับมุสลิม สาเหตุและการรักษา” แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลนัก ฉะนั้นเมื่อคานธีทำการอดอาหารในช่วงนี้ การอดอาหารนั้นจึงเป็นวิถีทางของการสื่อสารกับเพื่อนร่วมชาติของคานธีเอง
คานธีเคยเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เขาได้เขียนหรือพูดจะสามารถทำให้ชุมชนทั้งสองเข้ากันได้ เพราะฉะนั้นคานธีจึงใช้การอดอาหาร การสื่อสารนั้น ชาวตะวันตกใช้วิธีพูดหรือเคลื่อนไหว แต่ตะวันออกใช้วิธีเข้าฌาน วิธีนั่ง วิธีทนทุกข์ทรมาน คานธีใช้ทั้งวิธีตะวันตกและตะวันออก แต่เมื่อถ้อยคำไม่ได้ผล คานธีก็อดอาหาร
ตลอดทั้งชีวิตคานธีจะคอยหาวิธีการสื่อสารใหม่ๆ อยู่เสมอ บางครั้งเขาจะไปในที่ประชุมที่มีคนมากๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร นอกจากลงนั่งขัดสมาธิ เอนตัวไปมา ไม่พูดอะไรเลย แล้วก็ยิ้มและยกมือขึ้นพนม แล้วผู้คนก็จะคุกเข่าลงร้องไห้ คานธีได้สัมผัสหัวใจของพวกเขาแล้ว นั่นคือคานธีสื่อสารสำเร็จแล้ว
เวลาให้สัมภาษณ์ คานธีไม่เพียงแต่ตอบคำถามหรือบอกกล่าวอะไรเท่านั้น ความมุ่งหมายสำคัญของคานธีก็คือจะสร้างความสัมผัสอันใกล้ชิดกับบุคคลอื่น เพราะนั่นจะทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่คานธีต้องการได้ดีกว่าคำพูดเสียอีก
คานธีถือว่า การอดอาหารก็เป็นวิถีทางที่จะเข้าไปถึงหัวใจ และความนึกคิดของคนเหมือนกัน มันคืออาวุธแห่งความรัก ครั้งหนึ่งคานธีกล่าวว่า “ฉันอดอาหารเพื่อปฏิรูปคนที่รักฉัน เราจะอดอาหารเพื่อเกลี่ยกล่อมคนที่กดขี่ไม่ได้หรอก” นั่นก็เพราะคนกดขี่ไม่สามารถจะรักได้ เขาไม่มีความรักนั่นเอง เพราะฉะนั้นการใช้อาวุธแห่งความรักจึงไม่ได้ผล
คานธีไม่เคยอดอาหารเพื่อจะหาผลประโยชน์อะไรจากรัฐบาลอังกฤษเลย การอดอาหารของคานธีมุ่งไปสู่ประชาชนพลเมืองของเขาเองทั้งนั้น เพราะระหว่างคานธีกับประชาชนของเขานั่นมีสายน้ำใจ สายใยแห่งความเห็นอกเห็นใจผูกพันอยู่ ซึ่งการอดอาหารช่วยปลูกให้สายสัมพันธ์นั่นมั่นคงขึ้น (แสดงว่าคานธีต้องเป็นที่รักของคนจำนวนมากเสียก่อนจึงจะได้ผล)
คานธีบอกว่าการอดอาหารนั้นต้องทำขึ้นไม่ใช่ด้วยความเห็นแก่ตัว ยกตัวอย่างเช่น เราไม่สามารถอดอาหารเพื่อให้พ่อของเรายุติการทำชั่วอย่างหนึ่งอย่างใดได้ แต่จะอดอาหารเพื่อให้พ่อยกมรดกให้เราไม่ได้ เนื่องจากว่าการอดอาหารต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนมาก ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แล้วประชาชนก็จะแลเห็นดังนั้นด้วยและได้ผล
การอดอาหารเพื่อความสามัคคีระหว่างฮินดู-มุสลิมนั้นไม่ใช่การบังคับ ชาวฮินดูในเมืองอัลลาหะบัด กับชาวมุสลิมในเมืองอักราย่อมจะไม่ยอมปรับปรุงความสัมพันธ์กันเพราะถูกบังคับเพราะคานธีกำลังจะตายหรอก แต่ชาวฮินดูและมุสลิมเหล่านั้นจะได้ผลหากว่าความเสียสละของคานธีจะสร้างกระแสความคิดร่วมกันระหว่างพวกเขากับตัวของคานธีได้
การอดอาหารคือวิธีออกไปหาพวกเขาและเข้าถึงหัวใจของพวกเขาได้ เพื่อว่าประชาชนจะได้รู้สึกว่าคานธีต้องการอะไร และจะได้ทำตามที่คานธีต้องการ คานธีได้กำหนดจำนวนวันที่เขาจะอดอาหารไว้ และบอกไว้ด้วยว่าเขาจะดื่มน้ำใส่เกลือหรือไม่ใส่ก็แล้วแต่ ทำไมจะอดอาหารจึงต้องดื่มน้ำด้วย? ก็เพราะคานธีไม่ต้องการจะตาย คานธีรักชีวิตและต้องการจะรักษาร่างกายของเขาไว้ คานธีจึงให้คนนวดอย่างสม่ำเสมอและเดินออกกำลังกาย
การอดอาหารของคานธีคือวิธีที่จะทำให้ร่างกายเป็นเครื่องมือที่สมบูรณ์เพื่อจะได้บรรลุถึงจุดหมายด้านจิตวิญญาณ ข้อนี้ชาวตะวันตกไม่เข้าใจ และคนอินเดียบางคนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
คานธีต้องการรักษาร่างกายไว้ให้ดี แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อวิจารณญาณด้านศีลธรรมตัดสินว่าจำเป็นต้องอดอาหาร ร่างกายก็ไม่ค้าน ถึงแม้ว่าเนื้อหนังมังสาเวลาอ่อนแอย่อมจะต้องทุกข์ทรมาน หรือถึงกับพ่ายแพ้ได้ มันก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
ในระหว่างอดอาหาร 21 วันมีนายแพทย์ชาวมุสลิมคอยดูแลคานธีอยู่ตลอดเวลา พร้อมๆ ไปกับนางพยาบาลชาวคริสเตียน คานธีอดอาหารอยู่ในบ้านของมุสลิมคนสำคัญคนหนึ่ง เพื่อให้ในระหว่าง 21 วันนั้น ความตั้งใจของชาวอินเดียทั้งหลายจะได้พุ่งมาที่บ้านนั้น
บางคนอาจมาหามาเยี่ยมคานธี มุสลิมเจ้าของบ้านก็จะต้อนรับ แล้วประชาชนอินเดียก็จะได้เห็นว่าชาวฮินดูและมุสลิมอาจเป็นเพื่อนกันได้ ชาวฮินดูจะได้เห็นว่านักบุญของพวกเขาฝากชีวิตไว้ในบ้านชาวมุสลิม นี่คือการแสดงถึงความเป็นพี่น้องกันอย่างน่าตื่นเต้น
ในระหว่างอดอาหารคานธีก็เขียนคำขอร้อง และบทความเกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเขาต้องการบรรลุ (คือความสามัคคีฮินดู-มุสลิม) หลังจากนั้นคานธีได้เบนจุดหมายไปในทางการต่อสู้เพื่ออินเดียด้วย โดยบอกว่าการอดอาหารครั้งนั้นเป็นการต่อสู้ และเป็นความใฝ่ฝันเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหัวใจในหมู่ชาวฮินดูและมุสลิมเสียก่อน ก่อนที่พวกเขาจะบังอาจคิดถึงอิสรภาพของบ้านเมือง พวกเขาก็ต้องกล้าพอที่จะรักกันและกัน ที่จะมีขันติต่อศาสนาของแต่ละฝ่าย ต้องละทิ้งอคติและความเชื่อในไสยศาสตร์ ไว้ใจในกันและกันให้ได้เสียก่อน
การทำเช่นนี้จำเป็นต้องมีความศรัทธาในตัวเองและความศรัทธาในตนเองก็คือความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง ถ้าเรามีศรัทธาเช่นนี้เราก็จะเลิกกลัวกันและกัน ฉะนั้นการเอาความศรัทธามาต่อต้านความกลัวจึงเป็นแก่นแท้ของคานธี
แต่ก็ไม่ใช่ว่าการอดอาหารของคานธีจะได้ผลเสมอไป หัวใจของชาวฮินดูและมุสลิมยังแข็งเกินกว่าความรักของคานธีจะแทงทะลุไปได้ สองฝ่ายจึงยังต่อสู้กันต่อไปจนถึงเวลานี้
ในวันสุดท้ายของการอดอาหาร คานธีแจ่มใสอย่างประหลาด คานธีเรียก 20 วันที่ผ่านมาว่า “วันแห่งความเมตตา ศักดิ์ศรี และสันติ“ คานธีให้ร้องเพลงสวดของคริสต์ศาสนา อ่านกุรอานบทที่เกี่ยวกับความรักและจบลงด้วยถ้อยคำที่ว่า “ความรักช่างน่าอัศจรรย์ ช่างดีงาม เรียกร้องดวงวิญญาณของฉัน ชีวิตของฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน” ชาวฮินดูสวดมนต์แบบฮินดู และร้องเพลงที่กล่าวถึงภราดรภาพ แล้วคานธีก็ดื่มน้ำส้มเป็นการเลิกอดอาหาร
ในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอินเดียกับรัฐบาลอังกฤษ เมื่อทางอังกฤษบอกว่าจะให้มีการออกเสียงของประชาชนแยกกันเป็น 3 ฝ่ายคือฮินดู-มุสลิม จัณฑาล (ซึ่งคานธีเรียกว่า “หริชน” บุตรหลานของพระผู้เป็นเจ้า) คือมุสลิมจะลงเสียงให้แก่มุสลิมได้เท่านั้น ฮินดูโหวตให้ชาวฮินดูแต่ให้ออกเสียงแยกกันระหว่างจัณฑาล และผู้สูงวรรณะ เป็นการใช้ศาสนามาแบ่งแยกประชาชนในทางการเมือง ซึ่งขัดกับอุดมคติของคานธีคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวอินเดียทั้งหลาย คานธีก็อดอาหารอีก
คานธีไม่ได้อดอาหารเพื่อต่อต้านอังกฤษ แต่อดอาหารเพื่อปลดเปลื้องความไม่สามารถจากชนชั้นจัณฑาลที่ว่าจะได้จัดตั้งหน่วยการเมืองร่วมกับชาวฮินดู เป้าหมายของคานธีคือชุมชนฮินดูเพราะข้าหลวงอังกฤษในอินเดียได้ยืนยันว่าถ้าชาวฮินดูกับจัณฑาลตกลงกันได้ในเรื่องการจัดการให้มีการออกเสียงรวมกัน และมีความพอใจในกันและกันได้ อังกฤษก็จะยอมรับ (การออกเสียง)
การอดอาหารครั้งนี้ของคานธีก่อให้เกิดความไม่พอใจในบรรดาเพื่อนฝูงมิตรสหายของเขา มีจดหมาย โทรเลข และสารมาจากทุกทางเกลี่ยกล่อมให้คานธีเลิกความคิดนั่นเสีย
เนห์รู ซึ่งกำลังอยู่ในคุกก็ยังนึกโกรธคานธีและไม่เข้าใจว่าทำไมคานธีจะต้องมายอมตายเพราะเรื่องนี้ด้วย แต่คานธีมีเหตุผลของเขาเองเพราะหลักการของคานธีก็คือ “ความสอดคล้องกลมกลืนกันในความหลากหลาย และความรักกันทั้งๆ ที่มีความแตกต่างกัน”
คานธีถือว่าการแยกกันย่อมนำมาซึ่งความพินาศ การแยกกันก่อให้เกิดความเกลียดชังและความรุนแรงในความคิดและการกระทำ
รพินทรานรถ ฐากูร นักเขียนรางวัลโนเบล เจ้าของวรรณกรรมชาวอินเดียชิ้นสำคัญคีตาญชลี เข้าใจความคิดของคานธีดี ฐากูรได้ส่งโทรเลขมาอวยพร เย็นวันแรกที่คานธีอดอาหาร ฐากูรได้กล่าวแก่ลูกศิษย์ของเขาที่ศานติ นิเกตัน อธิบายถึงการอดอาหารว่า “แต่ละประเทศก็มีสภาพทางภูมิศาสตร์ของตนเอง ซึ่งมีจิตวิญญาณสิงสถิตอยู่ ซึ่งอำนาจทางกายมีอาจเอาชนะได้แม้แต่นิดเดียว
ผู้ปกครองที่มาจากภายนอกไม่อาจเข้าใจถึงดวงวิญญาณของอินเดียได้ แต่ดวงวิญญาณอันยิ่งใหญ่ย่อมดำรงอยู่แม้ว่าร่างกายของเราจะหมดไป โทษทัณฑ์ที่คานธีรับอยู่นั้นไม่ได้เป็นพิธีการ แต่เป็นสารที่ส่งมาให้ชาวอินเดียทุกคนและชาวโลกด้วย…” คานธีมิได้อดอาหารเพื่อโอ้อวด แต่อดอาหารเพื่อช่วยชีวิตดวงวิญญาณของอินเดีย
ในทันทีที่ทราบ หัวหน้าชาวอินเดียก็มารวมกันในบอมเบย์ (มุมใบในปัจจุบัน) กับหัวหน้าพวกจัณฑาลเพื่อวางแผนให้มีการออกเสียงร่วมกันระหว่างฮินดูกับจันฑาล ในการอดอาหารนี้ ความมุ่งหมายของคานธีคือการเปลี่ยนใจของชาวฮินดู ให้เลิกเรื่องการรังเกียจพวกจัณฑาลเสีย ถ้าจิตใจของมวลชนฮินดูยังไม่พร้อมที่จะเลิกการแบ่งชั้นวรรณะ ก็อาจทำให้คานธีเสียสละโดยไม่ลังเลเลย
เมื่อข่าวการอดอาหารของคานธีแพร่ไปทั่วอินเดีย ทำให้เกิดความตื่นเต้นทั่วไป ต่างถามว่าคานธีอดอาหารทำไม มีคำตอบว่าคานธีต้องการให้พวกเราเปิดวัดให้แก่พวกจัณฑาลด้วย ผู้คนต่างรีบร้อน เป็นเรื่องเลวร้ายที่จะทำให้คานธีทรมานต่อไปอีกเพราะคานธีเป็นผู้สื่อข่าวของพระผู้เป็นเจ้าในโลกนี้
เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ของมวลชนกับคานธีจึงเป็นเรื่องที่เร้าอารมณ์อย่างสูง ในบอมเบย์ได้มีการจัดให้ลงคะแนนเสียงทันที โดยองค์การหนึ่งของสตรี ตรงหน้าวัดฮินดูใหญ่ๆ 7 แหง ปรากฏว่าผู้ศรัทธา 24,797 คน ลงคะแนนอนุญาตให้พวกจัณฑาลเข้าวัดได้ มีผู้คัดค้านเพียง 445 เสียง
ในวันแรกของการอดอาหารวัดกาลีฆัต ในกัลกัตตา (โกลกัตตา) และวัดรามแห่งพาราณสี ได้เปิดประตูให้จัณฑาลเข้าได้ นอกจากนั้นยังมีในเมืองอื่นๆ อีกมากมาย หนังสือพิมพ์ก็ลงชื่อวัดเหล่านี้หลายร้อยวัด
สวารูปรานี คานธี มารดาของคานธี ซึ่งเป็นฮินดูที่เคร่งครัดที่สุดได้ยอมรับอาหารจากมือของจัณฑาล และผู้หญิงคนอื่นๆ ก็ทำตามเธอ
ชาวฮินดูกระทำไปด้วยความหวังอย่างร้อนรนอย่างเดียวว่าคานธีต้องไม่ตาย คานธีอ่อนเพลียมากจนอาจจะตายได้ในวันหนึ่งวันใด
ระหว่างที่คานธีอดอาหาร 6 วันนี้ ชาวฮินดูงดการบันเทิงทุกอย่างไม่ว่าการแต่งงาน ภาพยนตร์ ละคร การกินอาหารตามภัตตาคาร จิตใจในเรื่องการปฏิรูป การสำนึกผิดและการชำระล้างตนเองให้บริสุทธิ์ได้แพร่กระจายไปทั่วอินเดีย
การอดอาหารอย่างกล้าหาญครั้งนี้ทำให้สภาพของพวกจัณฑาลดีขึ้นอย่างถาวร และปลดปล่อยพวกเขานับสิบๆ ล้านคนให้เป็นอิสระจากความเป็นทาส อันที่จริงนั้นอคติย่อมหมดไปในวันเดียวหรือใน 10 ปีไม่ได้ แต่การอดอาหารครั้งนี้ก็ได้ลบล้างอคติต่อพวกจัณฑาล ออกจากหน้าที่ทางศาสนา และถือว่าเป็นหนทางด้านศีลธรรมและทำให้จัณฑาลได้รับสิทธิต่างๆ
เมื่ออินเดียกำลังจะแยกประเทศ คานธีรู้สึกเดือดร้อนอย่างยิ่ง ประเทศแตกแยก ผู้คนต้องสู้กัน เกิดจลาจล คานธีจึงไม่เห็นทางใดที่จะทำให้สงบได้ดีไปกว่าการอดอาหาร เป็นการอดอาหารครั้งสุดท้ายของเขา เริ่มในตอนเช้าวันที่ 13 มกราคม 1948 ถ้าจำเป็นก็จะอดจนตายเพื่อ “เรียกความสำนึกของประชาชนทั้งมวล”
ถ้าใครตอบสนองคานธีก็จะยินดี ถ้าคนกลุ่มหนึ่งตอบสนองสมมติว่าเป็นชาวซิกข์ คานธีก็จะไปอยู่กับชาวซิกข์ คานธีอธิบายว่าการอดอาหารคือการชำระล้างทุกคนให้บริสุทธิ์ รวมทั้งตัวเองด้วย
พรรคคองเกรสเรียกประชุมและตกลงว่าจะทำให้มีสันติที่แท้จริงระหว่างฝ่ายต่างๆ คานธีไม่ยอมเลิกอดอาหาร บอกว่าแค่สัญญาในกระดาษนั้นยังไม่เพียงพอ คานธีขอให้พวกเขาส่งแผนการโดยละเอียดมาด้วยว่าจะทำอย่างไร คานธีบอกว่าพวกผู้แทนจะต้องไม่สัญญาในสิ่งที่ผู้ตามทำจริงๆ ไม่ได้
การประชุมดำเนินไปอีก 5 วัน ในที่สุดชาวฮินดู มุสลิม ซิกข์ คริสเตียนและยิวจำนวน 100 คน รวมทั้งข้าหลวงใหญ่แห่งปากีสถาน และผู้นำคนสำคัญๆ ก็ได้ทำสัญญาที่จะ “ปกป้องชีวิตทรัพย์สมบัติ และความศรัทธา” ของกันและกัน (ทุกฝ่าย)
จึงอาจสรุปได้ว่า การอดอาหารของคานธีนั้นมีจุดหมายเพื่อความดีงามของคนส่วนใหญ่โดยไร้ความเห็นแก่ตัว โดยอาศัยการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ และมีความรักของประชาชนที่มีต่อคานธีเป็นเครื่องผดุง มีความเที่ยงธรรมเป็นหลักการ
ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น เกิดขึ้นในอินเดียด้วยบรรยากาศการต่อสู้กับนักล่าอาณานิคม ซึ่งมีมวลชนสนับสนุนอยู่ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อให้เกิดความสามัคคีกับประชาชนในชาติที่ถือศาสนาต่างกัน กระนั้นก็ดี แนวคิดของคานธีก็ถูกนำไปปรับใช้ในบรรยากาศของประเทศอื่นๆ ที่มีปัญหาแตกต่างกับอินเดียมาตลอดได้ รวมทั้งสามารถนำไปปรับใช้กับชาวมุสลิมและชาวคริสเตียน ทั้งในยุโรปและตะวันออกกลางที่กำลังมีความหวาดระแวงและอคติต่อกันมากขึ้นในปัจจุบัน







