INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

คิดถึงคานธี

คิดถึงคานธี

จรัญ มะลูลีม

คราใดก็ตามเมื่อสังคมโลกเต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้ง   ความรุนแรง   การดูหมิ่นศาสนาและการถือเผ่าพันธุ์ผมก็มักจะคิดถึงมหาตมะคานธี บิดาของอินเดีย  ซึ่งชีวิตทั้งชีวิตของคานธีได้อุทิศให้แก่การต่อสู้เพื่อมวลชนของอินเดียให้หลุดจากแอกการปกครองของอังกฤษ  และการได้มาซึ่งความปรองดองระหว่างศาสนา และการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ   ผมจำได้ว่าผมได้เขียนเรื่องของคานธีร่วมกับ อ.ดร.กิติมา อมรทัต  ซึ่งตีพิมพ์ในมติชนรายวันนานมาแล้ว  ความคิดของคานธีว่าด้วยการหาทางยุติความรุนแรง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยการอดอาหาร   จึงยังคงเป็นวิธีการที่ยังมีความน่าสนใจและยังทรงพลังอยู่เสมอ    ผมจึงขอนำเอามาสรุปนำเสนอดังต่อไปนี้

ตลอดชีวิตของคานธี คานธีอดอาหารหลายครั้ง เมื่อปี 1924 คานธีอยู่ในคุกเพราะถูกพิพากษาให้ติดคุก 6 ปี   เนื่องจากข้อหาว่าสั่งสอนให้ประชาชนคิดกบฏต่อรัฐบาลอังกฤษ  โดยการเขียนบทความปลุกปั่น 3 บทความด้วยกัน

ระหว่างเวลา 22 เดือนที่คานธีอยู่ในคุก สถานการณ์ทางการเมืองของอินเดียได้เลวลงไปเป็นอย่างมาก  จากการที่ชาวอินเดียเคยร่วมมือกับคานธีในขบวนการ “ไม่ให้ความร่วมมือ” กับรัฐบาล (อังกฤษ) ก็ได้มีคนจำนวนมากค่อยๆ กลับไปทำงานร่วมกับรัฐบาลอังกฤษ (ในอินเดีย) เช่นทนายความหลายคนกลับไปทำงาน  เด็กชายหญิงนับร้อยๆ กลับไปเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลอีก   มิหนำซ้ำผู้นำของชาติจำนวนหนึ่งอาทิเช่น โมดิลาล เนห์รู บิดาของยาวะหะระลาล เนห์รู และซี.อาร์.ดาส ได้ตัดสินใจเข้าร่วมในสถาบันกฎหมายอีก

คานธีไม่เห็นด้วยเพราะตัวของคานธีเองยังมีความไม่เชื่อถือในรัฐบาลนั้นเป็นอย่างมาก  แต่คนส่วนมากไม่มีความสามารถที่จะทำตามคำเรียกร้องของวิธีการ “ไม่ให้ความร่วมมือ” ของคานธี    คานธีเห็นว่าอารมณ์ที่ปรวนแปรโลเลของประชาชนเช่นนี้ย่อมทำให้การบอยคอตรัฐบาลของคานธีไม่มั่นคง   คานธีจึงถอนตัวออกจากการเมืองในความหมายปกติและเข้าไปเล่นการเมืองในความหมายของคานธีเอง คือการยกระดับประชาชนให้สูงส่งขึ้น

เรื่องหนึ่งที่คานธีเป็นห่วงที่สุด ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิมในอินเดีย (คือสมัยก่อนที่อินเดียจะแยกเป็นปากีสถาน)  เพราะหลังจากคานธีกลับมาจากแอฟริกาใต้มาอินเดียเมื่อปี 1915 (พ.ศ.2458) คานธีก็ได้ตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างชาวอินเดียสองศาสนานี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับอนาคตของอินเดีย

คานธีจึงได้พยายามทะนุบำรุงความสัมพันธ์ที่ดีนั้นไว้  โดยการเขียนบทความเรื่อง “ความตึงเครียดระหว่างฮินดูกับมุสลิม  สาเหตุและการรักษา” แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลนัก   ฉะนั้นเมื่อคานธีทำการอดอาหารในช่วงนี้  การอดอาหารนั้นจึงเป็นวิถีทางของการสื่อสารกับเพื่อนร่วมชาติของคานธีเอง

คานธีเคยเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เขาได้เขียนหรือพูดจะสามารถทำให้ชุมชนทั้งสองเข้ากันได้   เพราะฉะนั้นคานธีจึงใช้การอดอาหาร การสื่อสารนั้น ชาวตะวันตกใช้วิธีพูดหรือเคลื่อนไหว  แต่ตะวันออกใช้วิธีเข้าฌาน วิธีนั่ง วิธีทนทุกข์ทรมาน คานธีใช้ทั้งวิธีตะวันตกและตะวันออก  แต่เมื่อถ้อยคำไม่ได้ผล คานธีก็อดอาหาร

ตลอดทั้งชีวิตคานธีจะคอยหาวิธีการสื่อสารใหม่ๆ อยู่เสมอ   บางครั้งเขาจะไปในที่ประชุมที่มีคนมากๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร  นอกจากลงนั่งขัดสมาธิ  เอนตัวไปมา ไม่พูดอะไรเลย แล้วก็ยิ้มและยกมือขึ้นพนม แล้วผู้คนก็จะคุกเข่าลงร้องไห้  คานธีได้สัมผัสหัวใจของพวกเขาแล้ว  นั่นคือคานธีสื่อสารสำเร็จแล้ว

เวลาให้สัมภาษณ์  คานธีไม่เพียงแต่ตอบคำถามหรือบอกกล่าวอะไรเท่านั้น  ความมุ่งหมายสำคัญของคานธีก็คือจะสร้างความสัมผัสอันใกล้ชิดกับบุคคลอื่น  เพราะนั่นจะทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่คานธีต้องการได้ดีกว่าคำพูดเสียอีก

คานธีถือว่า การอดอาหารก็เป็นวิถีทางที่จะเข้าไปถึงหัวใจ และความนึกคิดของคนเหมือนกัน  มันคืออาวุธแห่งความรัก  ครั้งหนึ่งคานธีกล่าวว่า “ฉันอดอาหารเพื่อปฏิรูปคนที่รักฉัน  เราจะอดอาหารเพื่อเกลี่ยกล่อมคนที่กดขี่ไม่ได้หรอก”  นั่นก็เพราะคนกดขี่ไม่สามารถจะรักได้ เขาไม่มีความรักนั่นเอง  เพราะฉะนั้นการใช้อาวุธแห่งความรักจึงไม่ได้ผล

คานธีไม่เคยอดอาหารเพื่อจะหาผลประโยชน์อะไรจากรัฐบาลอังกฤษเลย  การอดอาหารของคานธีมุ่งไปสู่ประชาชนพลเมืองของเขาเองทั้งนั้น    เพราะระหว่างคานธีกับประชาชนของเขานั่นมีสายน้ำใจ   สายใยแห่งความเห็นอกเห็นใจผูกพันอยู่   ซึ่งการอดอาหารช่วยปลูกให้สายสัมพันธ์นั่นมั่นคงขึ้น  (แสดงว่าคานธีต้องเป็นที่รักของคนจำนวนมากเสียก่อนจึงจะได้ผล)

คานธีบอกว่าการอดอาหารนั้นต้องทำขึ้นไม่ใช่ด้วยความเห็นแก่ตัว  ยกตัวอย่างเช่น เราไม่สามารถอดอาหารเพื่อให้พ่อของเรายุติการทำชั่วอย่างหนึ่งอย่างใดได้  แต่จะอดอาหารเพื่อให้พ่อยกมรดกให้เราไม่ได้    เนื่องจากว่าการอดอาหารต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนมาก   ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง  แล้วประชาชนก็จะแลเห็นดังนั้นด้วยและได้ผล

การอดอาหารเพื่อความสามัคคีระหว่างฮินดู-มุสลิมนั้นไม่ใช่การบังคับ  ชาวฮินดูในเมืองอัลลาหะบัด กับชาวมุสลิมในเมืองอักราย่อมจะไม่ยอมปรับปรุงความสัมพันธ์กันเพราะถูกบังคับเพราะคานธีกำลังจะตายหรอก   แต่ชาวฮินดูและมุสลิมเหล่านั้นจะได้ผลหากว่าความเสียสละของคานธีจะสร้างกระแสความคิดร่วมกันระหว่างพวกเขากับตัวของคานธีได้

การอดอาหารคือวิธีออกไปหาพวกเขาและเข้าถึงหัวใจของพวกเขาได้  เพื่อว่าประชาชนจะได้รู้สึกว่าคานธีต้องการอะไร  และจะได้ทำตามที่คานธีต้องการ    คานธีได้กำหนดจำนวนวันที่เขาจะอดอาหารไว้  และบอกไว้ด้วยว่าเขาจะดื่มน้ำใส่เกลือหรือไม่ใส่ก็แล้วแต่    ทำไมจะอดอาหารจึงต้องดื่มน้ำด้วย?    ก็เพราะคานธีไม่ต้องการจะตาย  คานธีรักชีวิตและต้องการจะรักษาร่างกายของเขาไว้   คานธีจึงให้คนนวดอย่างสม่ำเสมอและเดินออกกำลังกาย

การอดอาหารของคานธีคือวิธีที่จะทำให้ร่างกายเป็นเครื่องมือที่สมบูรณ์เพื่อจะได้บรรลุถึงจุดหมายด้านจิตวิญญาณ  ข้อนี้ชาวตะวันตกไม่เข้าใจ  และคนอินเดียบางคนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

คานธีต้องการรักษาร่างกายไว้ให้ดี  แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อวิจารณญาณด้านศีลธรรมตัดสินว่าจำเป็นต้องอดอาหาร  ร่างกายก็ไม่ค้าน  ถึงแม้ว่าเนื้อหนังมังสาเวลาอ่อนแอย่อมจะต้องทุกข์ทรมาน  หรือถึงกับพ่ายแพ้ได้  มันก็ไม่สามารถปฏิเสธได้

ในระหว่างอดอาหาร 21 วันมีนายแพทย์ชาวมุสลิมคอยดูแลคานธีอยู่ตลอดเวลา  พร้อมๆ ไปกับนางพยาบาลชาวคริสเตียน    คานธีอดอาหารอยู่ในบ้านของมุสลิมคนสำคัญคนหนึ่ง  เพื่อให้ในระหว่าง 21 วันนั้น   ความตั้งใจของชาวอินเดียทั้งหลายจะได้พุ่งมาที่บ้านนั้น

 

บางคนอาจมาหามาเยี่ยมคานธี  มุสลิมเจ้าของบ้านก็จะต้อนรับ  แล้วประชาชนอินเดียก็จะได้เห็นว่าชาวฮินดูและมุสลิมอาจเป็นเพื่อนกันได้   ชาวฮินดูจะได้เห็นว่านักบุญของพวกเขาฝากชีวิตไว้ในบ้านชาวมุสลิม  นี่คือการแสดงถึงความเป็นพี่น้องกันอย่างน่าตื่นเต้น

ในระหว่างอดอาหารคานธีก็เขียนคำขอร้อง และบทความเกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเขาต้องการบรรลุ  (คือความสามัคคีฮินดู-มุสลิม) หลังจากนั้นคานธีได้เบนจุดหมายไปในทางการต่อสู้เพื่ออินเดียด้วย   โดยบอกว่าการอดอาหารครั้งนั้นเป็นการต่อสู้ และเป็นความใฝ่ฝันเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหัวใจในหมู่ชาวฮินดูและมุสลิมเสียก่อน  ก่อนที่พวกเขาจะบังอาจคิดถึงอิสรภาพของบ้านเมือง  พวกเขาก็ต้องกล้าพอที่จะรักกันและกัน  ที่จะมีขันติต่อศาสนาของแต่ละฝ่าย  ต้องละทิ้งอคติและความเชื่อในไสยศาสตร์  ไว้ใจในกันและกันให้ได้เสียก่อน

การทำเช่นนี้จำเป็นต้องมีความศรัทธาในตัวเองและความศรัทธาในตนเองก็คือความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง  ถ้าเรามีศรัทธาเช่นนี้เราก็จะเลิกกลัวกันและกัน  ฉะนั้นการเอาความศรัทธามาต่อต้านความกลัวจึงเป็นแก่นแท้ของคานธี

แต่ก็ไม่ใช่ว่าการอดอาหารของคานธีจะได้ผลเสมอไป  หัวใจของชาวฮินดูและมุสลิมยังแข็งเกินกว่าความรักของคานธีจะแทงทะลุไปได้  สองฝ่ายจึงยังต่อสู้กันต่อไปจนถึงเวลานี้

ในวันสุดท้ายของการอดอาหาร  คานธีแจ่มใสอย่างประหลาด   คานธีเรียก 20 วันที่ผ่านมาว่า “วันแห่งความเมตตา ศักดิ์ศรี และสันติ“   คานธีให้ร้องเพลงสวดของคริสต์ศาสนา  อ่านกุรอานบทที่เกี่ยวกับความรักและจบลงด้วยถ้อยคำที่ว่า “ความรักช่างน่าอัศจรรย์ ช่างดีงาม เรียกร้องดวงวิญญาณของฉัน  ชีวิตของฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน”  ชาวฮินดูสวดมนต์แบบฮินดู และร้องเพลงที่กล่าวถึงภราดรภาพ แล้วคานธีก็ดื่มน้ำส้มเป็นการเลิกอดอาหาร

ในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอินเดียกับรัฐบาลอังกฤษ  เมื่อทางอังกฤษบอกว่าจะให้มีการออกเสียงของประชาชนแยกกันเป็น 3 ฝ่ายคือฮินดู-มุสลิม จัณฑาล (ซึ่งคานธีเรียกว่า “หริชน” บุตรหลานของพระผู้เป็นเจ้า) คือมุสลิมจะลงเสียงให้แก่มุสลิมได้เท่านั้น   ฮินดูโหวตให้ชาวฮินดูแต่ให้ออกเสียงแยกกันระหว่างจัณฑาล และผู้สูงวรรณะ เป็นการใช้ศาสนามาแบ่งแยกประชาชนในทางการเมือง    ซึ่งขัดกับอุดมคติของคานธีคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวอินเดียทั้งหลาย  คานธีก็อดอาหารอีก

คานธีไม่ได้อดอาหารเพื่อต่อต้านอังกฤษ  แต่อดอาหารเพื่อปลดเปลื้องความไม่สามารถจากชนชั้นจัณฑาลที่ว่าจะได้จัดตั้งหน่วยการเมืองร่วมกับชาวฮินดู   เป้าหมายของคานธีคือชุมชนฮินดูเพราะข้าหลวงอังกฤษในอินเดียได้ยืนยันว่าถ้าชาวฮินดูกับจัณฑาลตกลงกันได้ในเรื่องการจัดการให้มีการออกเสียงรวมกัน   และมีความพอใจในกันและกันได้  อังกฤษก็จะยอมรับ (การออกเสียง)

การอดอาหารครั้งนี้ของคานธีก่อให้เกิดความไม่พอใจในบรรดาเพื่อนฝูงมิตรสหายของเขา  มีจดหมาย โทรเลข และสารมาจากทุกทางเกลี่ยกล่อมให้คานธีเลิกความคิดนั่นเสีย

เนห์รู ซึ่งกำลังอยู่ในคุกก็ยังนึกโกรธคานธีและไม่เข้าใจว่าทำไมคานธีจะต้องมายอมตายเพราะเรื่องนี้ด้วย  แต่คานธีมีเหตุผลของเขาเองเพราะหลักการของคานธีก็คือ “ความสอดคล้องกลมกลืนกันในความหลากหลาย   และความรักกันทั้งๆ ที่มีความแตกต่างกัน”

คานธีถือว่าการแยกกันย่อมนำมาซึ่งความพินาศ   การแยกกันก่อให้เกิดความเกลียดชังและความรุนแรงในความคิดและการกระทำ

รพินทรานรถ ฐากูร นักเขียนรางวัลโนเบล เจ้าของวรรณกรรมชาวอินเดียชิ้นสำคัญคีตาญชลี เข้าใจความคิดของคานธีดี ฐากูรได้ส่งโทรเลขมาอวยพร   เย็นวันแรกที่คานธีอดอาหาร ฐากูรได้กล่าวแก่ลูกศิษย์ของเขาที่ศานติ นิเกตัน อธิบายถึงการอดอาหารว่า “แต่ละประเทศก็มีสภาพทางภูมิศาสตร์ของตนเอง ซึ่งมีจิตวิญญาณสิงสถิตอยู่ ซึ่งอำนาจทางกายมีอาจเอาชนะได้แม้แต่นิดเดียว

ผู้ปกครองที่มาจากภายนอกไม่อาจเข้าใจถึงดวงวิญญาณของอินเดียได้   แต่ดวงวิญญาณอันยิ่งใหญ่ย่อมดำรงอยู่แม้ว่าร่างกายของเราจะหมดไป   โทษทัณฑ์ที่คานธีรับอยู่นั้นไม่ได้เป็นพิธีการ  แต่เป็นสารที่ส่งมาให้ชาวอินเดียทุกคนและชาวโลกด้วย…”   คานธีมิได้อดอาหารเพื่อโอ้อวด  แต่อดอาหารเพื่อช่วยชีวิตดวงวิญญาณของอินเดีย

ในทันทีที่ทราบ หัวหน้าชาวอินเดียก็มารวมกันในบอมเบย์ (มุมใบในปัจจุบัน) กับหัวหน้าพวกจัณฑาลเพื่อวางแผนให้มีการออกเสียงร่วมกันระหว่างฮินดูกับจันฑาล    ในการอดอาหารนี้  ความมุ่งหมายของคานธีคือการเปลี่ยนใจของชาวฮินดู ให้เลิกเรื่องการรังเกียจพวกจัณฑาลเสีย   ถ้าจิตใจของมวลชนฮินดูยังไม่พร้อมที่จะเลิกการแบ่งชั้นวรรณะ   ก็อาจทำให้คานธีเสียสละโดยไม่ลังเลเลย

เมื่อข่าวการอดอาหารของคานธีแพร่ไปทั่วอินเดีย  ทำให้เกิดความตื่นเต้นทั่วไป  ต่างถามว่าคานธีอดอาหารทำไม  มีคำตอบว่าคานธีต้องการให้พวกเราเปิดวัดให้แก่พวกจัณฑาลด้วย  ผู้คนต่างรีบร้อน  เป็นเรื่องเลวร้ายที่จะทำให้คานธีทรมานต่อไปอีกเพราะคานธีเป็นผู้สื่อข่าวของพระผู้เป็นเจ้าในโลกนี้

เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ของมวลชนกับคานธีจึงเป็นเรื่องที่เร้าอารมณ์อย่างสูง    ในบอมเบย์ได้มีการจัดให้ลงคะแนนเสียงทันที  โดยองค์การหนึ่งของสตรี  ตรงหน้าวัดฮินดูใหญ่ๆ 7 แหง  ปรากฏว่าผู้ศรัทธา 24,797 คน ลงคะแนนอนุญาตให้พวกจัณฑาลเข้าวัดได้  มีผู้คัดค้านเพียง 445 เสียง

ในวันแรกของการอดอาหารวัดกาลีฆัต ในกัลกัตตา (โกลกัตตา) และวัดรามแห่งพาราณสี  ได้เปิดประตูให้จัณฑาลเข้าได้  นอกจากนั้นยังมีในเมืองอื่นๆ อีกมากมาย   หนังสือพิมพ์ก็ลงชื่อวัดเหล่านี้หลายร้อยวัด

สวารูปรานี คานธี มารดาของคานธี ซึ่งเป็นฮินดูที่เคร่งครัดที่สุดได้ยอมรับอาหารจากมือของจัณฑาล และผู้หญิงคนอื่นๆ ก็ทำตามเธอ

ชาวฮินดูกระทำไปด้วยความหวังอย่างร้อนรนอย่างเดียวว่าคานธีต้องไม่ตาย  คานธีอ่อนเพลียมากจนอาจจะตายได้ในวันหนึ่งวันใด

ระหว่างที่คานธีอดอาหาร 6 วันนี้  ชาวฮินดูงดการบันเทิงทุกอย่างไม่ว่าการแต่งงาน ภาพยนตร์ ละคร การกินอาหารตามภัตตาคาร จิตใจในเรื่องการปฏิรูป  การสำนึกผิดและการชำระล้างตนเองให้บริสุทธิ์ได้แพร่กระจายไปทั่วอินเดีย

การอดอาหารอย่างกล้าหาญครั้งนี้ทำให้สภาพของพวกจัณฑาลดีขึ้นอย่างถาวร  และปลดปล่อยพวกเขานับสิบๆ ล้านคนให้เป็นอิสระจากความเป็นทาส  อันที่จริงนั้นอคติย่อมหมดไปในวันเดียวหรือใน 10 ปีไม่ได้    แต่การอดอาหารครั้งนี้ก็ได้ลบล้างอคติต่อพวกจัณฑาล  ออกจากหน้าที่ทางศาสนา  และถือว่าเป็นหนทางด้านศีลธรรมและทำให้จัณฑาลได้รับสิทธิต่างๆ

เมื่ออินเดียกำลังจะแยกประเทศ คานธีรู้สึกเดือดร้อนอย่างยิ่ง  ประเทศแตกแยก ผู้คนต้องสู้กัน เกิดจลาจล  คานธีจึงไม่เห็นทางใดที่จะทำให้สงบได้ดีไปกว่าการอดอาหาร  เป็นการอดอาหารครั้งสุดท้ายของเขา  เริ่มในตอนเช้าวันที่ 13 มกราคม 1948 ถ้าจำเป็นก็จะอดจนตายเพื่อ “เรียกความสำนึกของประชาชนทั้งมวล”

ถ้าใครตอบสนองคานธีก็จะยินดี ถ้าคนกลุ่มหนึ่งตอบสนองสมมติว่าเป็นชาวซิกข์   คานธีก็จะไปอยู่กับชาวซิกข์ คานธีอธิบายว่าการอดอาหารคือการชำระล้างทุกคนให้บริสุทธิ์    รวมทั้งตัวเองด้วย

พรรคคองเกรสเรียกประชุมและตกลงว่าจะทำให้มีสันติที่แท้จริงระหว่างฝ่ายต่างๆ คานธีไม่ยอมเลิกอดอาหาร   บอกว่าแค่สัญญาในกระดาษนั้นยังไม่เพียงพอ   คานธีขอให้พวกเขาส่งแผนการโดยละเอียดมาด้วยว่าจะทำอย่างไร  คานธีบอกว่าพวกผู้แทนจะต้องไม่สัญญาในสิ่งที่ผู้ตามทำจริงๆ ไม่ได้

การประชุมดำเนินไปอีก 5 วัน  ในที่สุดชาวฮินดู มุสลิม ซิกข์ คริสเตียนและยิวจำนวน 100 คน   รวมทั้งข้าหลวงใหญ่แห่งปากีสถาน และผู้นำคนสำคัญๆ ก็ได้ทำสัญญาที่จะ “ปกป้องชีวิตทรัพย์สมบัติ และความศรัทธา” ของกันและกัน (ทุกฝ่าย)

จึงอาจสรุปได้ว่า การอดอาหารของคานธีนั้นมีจุดหมายเพื่อความดีงามของคนส่วนใหญ่โดยไร้ความเห็นแก่ตัว  โดยอาศัยการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ และมีความรักของประชาชนที่มีต่อคานธีเป็นเครื่องผดุง มีความเที่ยงธรรมเป็นหลักการ

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น  เกิดขึ้นในอินเดียด้วยบรรยากาศการต่อสู้กับนักล่าอาณานิคม  ซึ่งมีมวลชนสนับสนุนอยู่ประการหนึ่ง  และอีกประการหนึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อให้เกิดความสามัคคีกับประชาชนในชาติที่ถือศาสนาต่างกัน  กระนั้นก็ดี แนวคิดของคานธีก็ถูกนำไปปรับใช้ในบรรยากาศของประเทศอื่นๆ ที่มีปัญหาแตกต่างกับอินเดียมาตลอดได้   รวมทั้งสามารถนำไปปรับใช้กับชาวมุสลิมและชาวคริสเตียน  ทั้งในยุโรปและตะวันออกกลางที่กำลังมีความหวาดระแวงและอคติต่อกันมากขึ้นในปัจจุบัน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com